ข่าว

ตร.ให้ข่าวเสียหายฟันผู้บังคับบัญชา

ตร.ให้ข่าวเสียหายฟันผู้บังคับบัญชา

22 ส.ค. 2558

'สมยศ' สั่งห้าม ตร.ให้ข่าว มอบ 'ประวุฒิ' แถลง ส่งภาพสเก็ตช์ต้องสงสัยระเบิดราชประสงค์ให้ 190 ประเทศตรวจสอบแล้ว ชี้ห้างดังต้องปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด

 
                      22 ส.ค. 58  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้มีหนังสือที่ 0001 (ศปก.ตร.) / 137 ลงวันที่ 21 ส.ค. 58 วิทยุสั่งการเร่งด่วนที่สุดชั้นความลับ จากศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ถึง ผบช.น. ผบช.ภ.1 - 9 ผบช.ศชต. ผบช.ก. ผบช.สตม. บช.ตชด. สยศ.ตร. ผบก.สท. ผู้ปฏิบัติ อ้างถึงวิทยุ ศปก.ตร.ที่ 0001 (ศปก.ตร.) / 16 ลงวันที่ 17 ส.ค. 58 กำชับการปฏิบัติกรณีเหตุระเบิดที่บริเวณแยกราชประสงค์ เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อการสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน และการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบกับภารกิจด้านความมั่นคง การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมของ ตร.และการสืบสวนสอบสวนรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีผู้กระทำความผิด รวมทั้งอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในภาพรวมของ ตร. 
 
                      จึงให้ดำเนินการปฏิบัติตามระเบียบ ตร. การปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน และการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2556 โดยเคร่งครัด ส่วนการให้ข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง หรือแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นให้ถือระเบียบ ตร. โดยในกรณีจำเป็นที่ต้องแถลงข่าว หรือให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน ให้นำเรียนโฆษก ตร.เพื่อทราบรายละเอียด และแจ้งสื่อมวลชนให้ไปสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงจาก พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร.โดยตรง ซึ่งจะทำให้ได้รายละเอียดที่ชัดเจน และเป็นแนวทางเดียวกัน 
 
                      ทั้งนี้ การให้สัมภาษณ์ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นไปตามสั่งการ ตร.ข้างต้น และก่อให้เกิดความเสียหาย จะถือเป็นความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ จึงแจ้งมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด
 
 
 
ส่งภาพสเก็ตช์ต้องสงสัยระเบิดราชประสงค์ให้ 190 ประเทศตรวจสอบแล้ว
 
 
                      พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ ว่า ขณะนี้ได้ส่งภาพสเก็ตช์ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้กับตำรวจสากล 190 ประเทศ เพื่อช่วยติดตามตัวแล้ว ส่วนเหตุระเบิดท่าเรือด่วนสาทร ที่มีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด พบชายเสื้อฟ้ามีพฤติกรรมต้องสงสัย ใช้เท่าถีบของลงน้ำก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นในวันต่อมา เบื้องต้น ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว แต่กล้องอยู่ในระยะไกลจึงไม่สามารถจับใบหน้าชายต้องสงสัยได้ชัดเจน และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นการโยนลงจากสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน แม้ภาพจากกล้องวงจรปิดจะไม่สามารถจับภาพวัตถุขณะหล่นลงมาได้ก็ตาม ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการคลี่คลายคดีระเบิดเป็นเรื่องยาก แต่ทางเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการติดตามผู้ก่อเหตุมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป
 
                      พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวด้วยว่า จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่ท่าเรือสาทร พบว่า คลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ของทางราชการ พร้อมทั้งมีการเตือนพูดให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ จึงต้องตรวจสอบว่าคลิปดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วางระเบิดที่สาทรหรือไม่ หากบุคคลในคลิปมีความเกี่ยวข้อง ก็จะทำการเรียกตัวมาเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม และขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบที่มาของระเบิดที่ใช้ก่อเหตุ ว่าผลิตที่ไหน โรงงานอะไร และโลหะทำมาจากอะไร โดยจะไล่ตรวจสอบตามโรงงานที่มีการผลิต ในส่วนของทางด้านการออกหมายจับคนร้ายนั้น ยืนยันว่ามีความคืบหน้าไปมาก แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และไม่อยากให้เจาะจงว่าเป็นชาติใด ผิวใด เพราะอาจมีผลกระทบต่อรูปคดี อยากให้ยืนยันตามภาพสเก็ตช์ดังกล่าว และในวันที่ 23 ส.ค. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการลงพื้นที่เพื่อเอกซเรย์กรุงเทพต่อไป
 
 
 
ชี้ห้างดังต้องปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด
 
 
                      พล.ต.ท.ประวุฒิ ให้สัมภาษณ์หลังการตรวจสอบเส้นทาง จากห้างดังกลางกรุง ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีพร้อมพงษ์ มายังสถานีชิดลม จากนั้นเดินเท้าต่อไปถึงบริเวณสถานีสยาม พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว สุนัขตำรวจ 2 นาย (K-9) โดยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมาก
 
                      พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า การตรวจสอบในวันนี้ พบว่า ยังมีหลายจุดที่จะต้องปรับปรุงในของเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่ในส่วนของชิดลมจนถึงสยาม เป็นศูนย์กลางย่านการค้า จากการตรวจสอบพบว่าบางจุดไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด และในตอนกลางคืนไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง จึงทำให้บริเวณดังกล่าวมืด อีกทั้งบริเวณทางเข้าห้างควรมีการติดกล้องวงจรปิดในระดับสายตา เนื่องจากคนร้ายส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่ากล้องวงจรปิดจะติดในระดับเหนือหัว จึงมีการก้มหน้าอยู่ตลอดเวลาในระหว่างหลบหนี เบื้องต้นขณะนี้จำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยก่อน ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ และจากการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่กลัวเหตุซ้ำรอย พร้อมทั้งมั่นใจในความปลอดภัยที่ทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมการไว้
 
 
 
ส่งศพให้ญาติชาวจีน 4 รายสุดท้าย
 
 
                      เมื่อเวลา 11.00 น.  พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ได้เดินทางมาอำนวยความสะดวกในการรับศพให้แก่ญาติของผู้เสียชีวิต จากเหตุรอบวางระเบิดแยกราชประสงค์ บริเวณด้านหน้าศาลท้าวมหาพรหม เอราวัณ โดยบรรยากาศในวันนี้ ญาติของผู้เสียชีวิตที่เดินทางมารับศพ ยังอยู่ในอาการเศร้าเสียใจร่ำไห้กับการสูญเสียจากเหตุดังกล่าว                       โดยเมื่อเวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่สถานฑูตสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมครอบครัวของผู้เสียชีวิตชาวจีน 4 ราย จากเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ ติดต่อเข้ารับศพเพื่อไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนา
 
                พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า วันนี้ทางสถาบันนิติเวช ได้ทำการส่งมอบศพ 4 รายสุดท้ายให้กับทางญาติของผู้เสียชีวิต และจะไปร่วมในพิธีตามศาสนาด้วย ตอนนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และได้มีโอกาสพูดคุยกับญาติของผู้เสียชีวิต และได้แจ้งข่าวสารจากนายกรัฐมนตรี ให้กับญาติของผู้เสียชีวิตทราบ ว่าไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น และได้ขอโทษกับทางญาติแล้ว
 
                ส่วนเรื่องเงินเยียวยาทางญาติก็พึงพอใจ ตอนนี้ได้ดำเนินการเรื่องต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ถ้าหากมีโอกาสจะไปร่วมพิธีศพ ส่วนเรื่องความมั่นใจของชาวต่างชาตินั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจ และได้พบชาวต่างชาติทั้งที่เพิ่งเข้ามาเที่ยวและที่เที่ยวอยู่ก่อนเกิดเหตุนั้น ยังมีความมั่นใจในความปลอดภัยของประเทศไทย ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีมาตรการในการจัดการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันเต็มที่ 24 ชั่วโมง อยากให้ทุกคนมั่นใจ ส่วนเรื่องศพชาวจีนทั้ง 4 รายนี้ ทางญาติขอให้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เปิดเผยสถานที่ในการทำพิธีศพ
 
                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.  ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในนามนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีมิสซา (บูชาขอบพระคุณ) พิธีปลงศพ 1 ในนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อค่ำวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศที่อยู่ในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม และบริเวณใกล้เคียงเสียชีวิตถึง 20 ราย และได้รับบาดเจ็บกว่า 130 ราย ซึ่งบรรยากาศการปลงศพ เป็นไปด้วยความโศกเศร้า ทางครอบครัวต่างร่ำไห้เสียใจกับการจากไปของผู้เสียชีวิต ซึ่งได้มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเรียบง่าย จากนั้นเคลื่อนศพผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีฌาปนกิจ และส่งมอบเถ้าอัฐิให้แก่ญาติเพื่อนำกลับประเทศ 
 
                ขณะที่การมอบเงินช่วยเหลือนั้น ทางกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการมอบเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัว และทายาทผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดดังกล่าว รายละ 1 แสนบาท และมอบเงินจากกองทุนท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาชาวต่างชาติ อีกรายละ 3 แสนบาท