
ผบ.ตร.เพิ่มรางวัลนำจับมือบึ้มเป็น2ล้าน
ผบ.ตร.เพิ่มรางวัลนำจับมือบึ้มเป็น2ล้าน ปัดระบุผู้ร่วมขบวนการนับสิบชี้เพียงระบุจำนวนมาก สตม.คัดกรองเข้มคนเข้าออกประเทศทุกช่องทาง
20ส.ค.2558 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เพิ่มรางวัลนำจับคนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิดศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ จากเดิม 1 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2 ล้านบาท หากใครก็ตามสามารถให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่จนนำไปสู่การจับกุมตัวคนร้าย โดยเงินรางวัลนำจับที่นำมาสมทบนั้นได้มาจากบริษัทเอกชนรายใหญ่รายหนึ่งซึ่งแสดงความจำนงต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายได้ตามที่มีกระแสข่าว อย่างไรก็ตามหากมีการจับกุมตัวได้จะต้องมารายงานตนแต่ตอนนี้ยังไม่ทราบ จะไปสอบถามผู้ปฏฺบัติงานคงไม่เหมาะสม ทั้งนี้ มีหลายคนโทรศัพท์มาแสดงความยินดีที่ตำรวจสามารถจับคนร้ายได้แล้วโดยเขาทราบมาจากข่าวในโซเชียลมีเดีย ตนก็งงอยู่ จึงอยากเตือนคนที่ชอบเล่นโซเชียลมีเดียที่ชอบส่งข้อความให้เกิดความสับสนเกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะเกี่ยวกับเหตุการณ์ร้ายต่างๆที่เขียนว่าพบวัตถุต้องสงสัยในหลายๆที่ มันทำให้เจ้าหน้าที่เสียเวลาไปกับสิ่งเหล่านี้แทนที่จะใช้เวลาไปกับเรื่องที่เป็นความจริง
“ส่วนเรื่องการนำเสนอข่าวนั้น ผมบอกว่าเรื่องนี้มีการวางแผนหรือดำเนินการมาโดยใช้เวลาพอสมควร ซึ่งพูดไปตามทฤษฎีจากผู้มีความรู้มาวิเคราะห์ให้ฟัง ว่าอาจมีการวางแผนมานานพอสมควร เช่น มาสำรวจพื้นที่ ตระเตรียมสถานที่เตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อก่อเหตุ รวมถึงสถานที่พัก สำรวจเส้นทาง ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ใช่หมายถึงว่ามีจำนวนผู้ต้องสงสัยเป็น 10 คนตามที่สื่อเสนอ แต่ตามทฤษฎีการก่อความรุนแรงที่บอกว่าต้องประกอบไปด้วยผู้ร่วมตั้งแต่ 10 คน แต่จะน้อยหรือมากกว่านั้นก็แล้วแต่เหตุการณ์ ขอให้สื่อมวลชนเขียนข่าวให้ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าผมรู้มาเป็นเดือนว่าจะก่อเหตุหรือฟันธงว่าจะมีผู้ต้องสงสัยเป็น 10 คน แต่ความน่าจะเป็นต้องมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากเท่านั้น” ผบ.ตร. กล่าว และว่า ส่วนประเด็นการจะนำกฎหมาย ม.44 มาใช้แทนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่นั้น เรื่องนี้ตนไม่อาจก้าวล่วงได้ เนื่องจากเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมามีบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้มาติดต่อกับตนเพื่อเสนอให้เครื่องคัดกรองบุคคลตามสนามบินต่างๆ ทั้งที่ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิซึ่งต้องขอขอบคุณบริษัทเอกชนรายดังกล่าวซึ่งมีความห่วงใยประเทศอย่างยิ่ง ตนเชื่อว่าการมีอุปกรณ์เครื่องมืออัตโนมัติดังกล่าวมาช่วยจะสามารถตรวจสอบบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้เพียงสายตาของเจ้าหน้าที่ เพราะพบว่าเครื่องมือดังกล่าวสามารถตรวจสอบบุคคลได้มากถึง 100 คนต่อนาที ส่วนกรณีคนขับรถตุ๊กๆที่ไปส่งคนร้ายนั้นตนไม่ทราบว่ามีการติดต่อพบเจ้าหน้าที่แล้วหรือไม่ เพียงแต่ตนได้ประกาศไปว่าจะกันเงินไว้ส่วนหนึ่งหากผู้ขับรถดังกล่าวมาพบและให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสืบสวนได้ถูกต้อง
“อย่างไรก็ตามตอนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวไปแล้วเกิดความคลาดเคลื่อน เช่น การที่บอกว่าคนร้ายขึ้นรถจากซอยมหาดเล็กแล้วไปที่สีลมซอย 9 ก็ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวที่คลาดเคลื่อนซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของกล้องซีซีทีวี ตำรวจได้เจอตัวคนขับจักรยานยนต์รับจ้างเขาบอกว่าคนร้ายให้ไปส่งที่สวนลุมฯแต่เขาไม่รู้ว่าจะส่งตรงไหนจึงไปส่งบริเวณพระบรมรูปร. 6 แทน ส่วนประเด็นคนร้ายไม่ได้พูดภาษาไทยนั้นอยู่ในสำนวน ขอยืนยันตำรวจทำอย่างเต็มที่ไม่ต้องมีใครมาบอก แต่เราก็ยินดีรับฟังข้อมูลที่มีประโยชน์ ไม่ใช่มาจ้องจับผิดอย่างเช่น เฟซบุ๊กซีเอสไอแอลเอ ในเครือข่ายสังคมออนไลน์” ผบ.ตร. ระบุ
สตม.คัดกรองเข้มคนเข้าออกประเทศทุกช่องทาง
พ.ต.อ.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ โฆษกประจำสำนักตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้บัญชาการสำนักตรวจคนเข้าเมือง ได้วางมาตรการ ภายหลังจากเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงบริเวณศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ ที่ขณะนี้ยังไม่สามารถจับมือวางระเบิด ได้สั่งด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกด่าน ทั่วประเทศเพิ่มความเข้มข้นของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการคัดกรองบุคคลผู้ที่เดินทางทั้งเข้าและออกประเทศ ด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะการตรวจหนังสือเดินทาง ซึ่งจะต้องบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐานการเข้าออกประเทศ ที่สำคัญคือข้อสังเกตพฤติกรรมและสิ่งผิดปกติ โดยให้อ้างอิงจากข้อมูลข่าวสารที่เกิดเพื่อเพิ่มการตรวจตรามากขึ้นทุกจุดตรวจทั้งทางบก น้ำ อากาศ
ขณะเดียวกันก็พร้อมเป็นฝ่ายสนับสนุนเรื่องของการสกัดกั้นรวมทั้งการตรวจสอบข้อมูล ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งคนไทยและต่างชาติ นอกจากนี้แล้วยังมีการผ่อนผันสำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บและยังพักรักษาตัวอยู่ จะไม่มีการเปรียบเทียบปรับ กรณีพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยเกินกำหนด ซึ่งยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ



