
ทรงเมตตาผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตราชประสงค์
ทรงเมตตาผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตราชประสงค์ พระราชทานค่ารักษาผู้บาดเจ็บและค่าใช้จ่ายการศพ พระบรมฯรับสั่งห่วงใยผู้บริสุทธิ์ ขณะที่'ปนัดดา'เชิญร่วมบริจาคช่วยเหยื่อ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บในส่วนที่ไม่สามารถเบิกตามสิทธิ์ได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการศพผู้เสียชีวิตรายละ 90,000 บาท
และในวันที่ 20 สิงหาคม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รับสั่งห่วงใยผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ทรงให้ราชเลขานุการในพระองค์เชิญของเยี่ยมผู้บาดเจ็บทุกคนและแสดงความห่วงใยและพระราชทานกำลังใจ
นายกฯเผยในหลวงพระราชทานเงินช่วยเหลือ
ทั้งนี้เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาเหยื่อระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ ว่า ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตทางมีกฎหมายอยู่ 2 ฉบับ เป็นพ.ร.บ.เกี่ยวข้องกับการสูญเสียจากเหตุระเบิด โดยมีการจ่ายเงินจากกระทรวงยุติธรรม มีกฎเกณฑ์ว่าบาดเจ็บ-เสียชีวิต โดยกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยา 1 แสนบาท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินเยียวยาด้วย โดยรับสั่งผ่านราชเลขาธิการฯให้รัฐบาลดูแลเรื่องนี้ และพระราชทานเงินให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบอีกรายละ 9 หมื่นบาท เหมือนครั้งที่แล้ว เนื่องจากพระองค์ท่านทรงเป็นห่วงว่าเงินเยียวยาอาจจะไม่เพียงพอ
ขณะที่ชาวต่างชาติมีกฎหมายดูแลอยู่โดยเสียชีวิตจ่ายให้ 1 แสนเหมือนกัน ซึ่งปีนี้รัฐบาลได้ตั้งกองทุนไว้ให้นักท่องเที่ยว ขณะที่บ้านเมืองยังไม่เรียบร้อยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวต่างชาติ เมื่อเข้ามาเมืองไทยแล้วต้องมีความปลอดภัย เนื่องจากบางบริษัทไม่รับทำประกันภัย เมื่อมีกองทุนนี้ต่างชาติก็เข้ามาจำนวนมาก แต่ตนไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้นจากคนใจร้ายไม่ใช่คน รัฐบาลไม่อยากใช้เงินกองทุนนี้เลยแต่ก็ต้องใช้ โดยจะจ่ายให้ชาวต่างชาติรายละ 3 แสน ขณะเดียวกันทางบริษัทการบินไทย จะบริการส่งศพผู้เสียชีวิต และค่าเดินทางสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บ ยืนยันว่ารัฐบาลดูแลทั้งหมด นอกจากนี้สำนักราชเลขาธิการฯยังแจ้งด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานดอกไม้แสดงความเสียใจ และให้เอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศดำเนินการมอบให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นน้ำพระทัยที่พระองค์ทรงมีกับประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนไทย รวมทั้งชาวต่างชาติ ที่พระองค์ทรงเป็นห่วง ดังนั้นสิ่งดีๆก็ให้ระลึกถึงพระองค์ท่านบ้าง และอย่าทำอะไรให้เกิดความเสียหาย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเวลา 07.00 น.วันที่ 21 ส.ค.นี้ ได้มอบให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนา 5 ศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิด โดยหวังให้เรียกขวัญและกำลังใจประชาชนกลับมา โดยให้มีการจัดเตรียมสถานที่ให้มีความปลอดภัย ซึ่งก่อนหน้ามีหลายกลุ่ม ทั้งฝ่ายการเมือง ขอจัดงานรำลึก ตนบอกไปว่าขอให้จัดร่วมกันทีเดียว ดังนั้นจึงขอเชิญชวน เพราะจะให้ฝ่ายใดจัดเป็นพิเศษจะไม่สะดวก อาจจะติดปัญหาด้านการจราจร จึงไม่อยากให้มีปัญหาเป็นภาระตามมา จึงขอโทษที่ให้คนอื่นจัดงานไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวคนร้ายวางระเบิดว่า กำลังดำเนินการอยู่ และไม่อยากให้เรียกว่า ผู้ก่อการร้าย เพราะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เรายังไม่เรียกผู้ก่อการร้ายเลย จะไปเรียกแขกหรืออย่างไร ต้องดูอีกทีว่าเป็นพวกไหน หนึ่งเป็นพวกการเมืองหรือไม่ ซึ่งตนก็ไม่ทราบ ต้องรอก่อนแล้วจะมีความคืบหน้า หากพูดกันมากเกินไปจะจับใครไม่ได้สักที
ผู้สื่อข่าวถามว่า สื่อต่างชาติมุ่งประเด็นสาเหตุไปที่ปัญหาอุยกูร์ที่ไทยส่งไปให้ทางการจีน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าหน้าผู้ต้องสงสัยจะเหมือนฝรั่งแล้วจะเป็นอุยกูร์ แต่อาจจะเป็นฝรั่งที่ร่วมมือกับคนไทยก็ได้ ทำไมไม่คิดแบบนั้นบ้าง ตนยังไม่มองไปทางหนึ่งทางใด ดังนั้นอย่าเพิ่งไปมองว่าใช่หรือไม่ใช่ ถามว่าถ้าเป็นเรื่องอุยกูร์การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างที่เราทำ รัฐบาลอื่นเขาทำหรือไม่ เขาทำกันทั้งโลกเพราะหลายประเทศเขาก็ไม่รับผู้อพยพ ที่เราทำถือว่าดีที่สุดแล้ว บางประเทศจะส่งชาวอุยกูร์กลับจีนหมดเลยแต่ก็ไม่เห็นมีเรื่อง
เมื่อถามอีกว่า เราจะมีการขอหลักฐานจากสื่อต่างชาติหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เขาพูดมาแล้วมีคณะกรรมการสิทธิของอุยกูร์อยู่ มีการแถลงไปแล้วว่าไม่ควรจะทำอย่างนั้น ซึ่งหนังสือพิมพ์เขียนเอง แต่ก็เป็นไปได้หลายประเด็น หนึ่งการเมือง สองอย่างที่สื่อว่า สามก็คือสุดโต่งอะไรอย่างนั้น มันเป็นไปได้ทั้งหมด แต่สองอย่างนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นผมจึงไม่อยากพูดในตอนนี้ เพราะมันอันตรายต่ออาเซียนด้วย เราต้องระมัดระวังตัวเอง ไม่ใช่มันจะไม่เกิด ซึ่งจะเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรื่องการเมืองก็ไม่ได้ตัดทิ้ง คิดได้หลายอย่าง ไอ้นี่ก็เป็นฝรั่ง ระเบิดก็อีกแบบบ้าง เหมือนใต้เหมือนอะไรบ้าง ถ้าทางด้านการเมืองก็มีเว็บไซด์อะไรออกมาต่อๆกัน มีการบอกว่าจะปิดโรงเรียน สถาบันการเงิน ใครทำ พวกที่สื่อเอ่ยชื่อมามันทำหรือเปล่า ตอนนี้กำลังสอบอยู่ เขาคิดทุกอย่าง แต่ยิ่งพูดมากคนร้ายก็จะยิ่งหนีไปไกลอีก เงียบๆเสียบ้าง
ต่อข้อถามว่า ที่นายกฯบอกว่าสุดโต่งนั้นหมายถึงใคร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบสวนกลับอย่างมีอารมณ์โมโห ว่า “เธอก็รู้อยู่แล้ว เธอจะมาถามฉันทำไม ให้ฉันเอ่ยชื่อออกมาใช่ไหมล่ะ เคยตัว ถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้วฉันจะโทษเธอนะจะบอกให้”
ปนัดดาเชิญร่วมบริจาคช่วยเหยื่อ
ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนรัฐบาล รับมอบเงินสมทบกองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา จากตัวแทนภาคีเครือข่ายมูลนิธิต่อต้านการคอร์รัปชั่น จำนวน 100,000 บาท และรับมอบจากนางสุปราณี รัตนวงศ์ และครอบครัว ข้าราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ร่วมบริจาคสมทบอีก 5 หมื่นบาท
ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี จากเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์จากประชาชนและองค์กรทั่วไป ผ่านทางบัญชีธนาคาร กรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี 067-0-068-95-0 รวมทั้ง ยังสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนด้วยตนเองได้ที่ทำเนียบรัฐบาล
พร้อมกันนี้ ม.ล.ปนัดดา กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 21 ส.ค. เวลา 07.00 น.สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานภาครัฐ เอกชน จะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน บริเวณสี่แยกราชประสงค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตที่ประสบเหตุวางระเบิดแยกราชประสงค์ และถือเป็นการทำบุญถวายแด่องค์ท้าวมหาพรหมด้วย โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีดังกล่าว
สนช.ยืนไว้อาลัยเหยื่อบึ้มราชประสงค์
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภาสนช. เป็นประธาน ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมสมาชิกสนช.ได้ยืนแสดงไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ระเบิดที่สีแยกราชประสงค์
โพลล์เผยบึ้มราชประสงค์กระทบจิตใจ
รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์(Master Poll) เรื่อง อารมณ์ความรู้สึก และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและ คสช. ภายหลังเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,128 ตัวอย่าง ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการในวันที่ 18 - 19 สิงหาคม 2558 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากการสำรวจในครั้งนี้ มีดังนี้
ผลสำรวจการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อค่ำวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมาพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 39.4 ระบุติดตามอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ร้อยละ 58.4 ระบุติดตามบ้าง และร้อยละ 2.2 ระบุไม่ได้ติดตามเลย ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงช่องทางการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหตุระเบิดดังกล่าวพบว่า ร้อยละ 80.8 ระบุติดตามผ่านทางโทรทัศน์ ร้อยละ 42.8 ระบุติดตามจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น เฟสบุค ไลน์ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ร้อยละ 24.5 ระบุจากการบอกเล่า/การบอกต่อ ร้อยละ 14.5 ระบุติดตามทางเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆ และร้อยละ 12.3 ระบุติดตามทางวิทยุ ตามลำดับ
ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาคือ เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามตัวอย่างถึงสิ่งที่ทำเป็นลำดับแรกเมื่อทราบข่าวเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น โดยผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 13.8 ระบุตนเองได้แชร์/ส่งข่าวให้เครือข่ายในโซเชียล ออนไลน์ทันที ในขณะที่ร้อยละ 13.3 ระบุโทรบอกครอบครัว/เพื่อน/คนรู้จักทันที ร้อยละ 9.7 ระบุสอบถามความปลอดภัยของครอบครัว/เพื่อน/คนรู้จัก ร้อยละ 8.2 ระบุตรวจสอบข่าวแล้วบอกต่อให้ครอบครัว/เพื่อน/คนรู้จักทางโทรศัพท์ ร้อยละ 7.8 ระบุโทรบอกครอบครัว/เพื่อน/คนรู้จักว่าตนเองปลอดภัย ร้อยละ 6.5 ระบุตรวจสอบข่าวแล้วแชร์/ส่งข่าวให้เครือข่ายในโซเชียลออนไลน์ ร้อยละ 3.6 ระบุไตร่ตรอง/ตรวจสอบความจริงของข่าวก่อน โดยตรวจสอบจากการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ การรายงานของ คสช./จากวิทยุ (จส.100) ทั้งนี้ตัวอย่างร้อยละ 37.1 ระบุไม่ได้ทำอะไรรอติดตามข่าวอย่างเดียว
สำหรับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อกรณีกลุ่มที่คิดว่าเป็นผู้วางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์นั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 46.0 ระบุคิดว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย รองลงมาคือร้อยละ 45.6 ระบุคิดว่าเป็นกลุ่มผู้สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง ร้อยละ 5.3 ระบุคิดว่าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในภาคใต้ ร้อยละ 3.1 ระบุกลุ่มอื่นๆ อาทิ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกรณีชาวอุยกูร์/กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลและ คสช. ทั้งนี้ตัวอย่างร้อยละ 49.7 เห็นว่าการวางระเบิดในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายเศรษฐกิจของประเทศ รองลงมาคือ ร้อยละ 47.0 ระบุเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย ร้อยละ 43.9 ระบุเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและ คสช. ร้อยละ 42.8 ระบุคิดว่าเพื่อต่อรองทางการเมือง ร้อยละ 39.5 ระบุเพื่อทำลายความสุขของคนไทยภายหลังการเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติ และร้อยละ 33.3 ระบุเพื่อทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวของประเทศ ตามลำดับ
นอกจากนี้ผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 97.6 ระบุสงสาร/เห็นใจผู้ที่บาดเจ็บ/เสียชีวิต ร้อยละ 94.6 ระบุรู้สึกตกใจกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ร้อยละ 93.2 ระบุรู้สึกว่าทหารและตำรวจต้องทำงานหนักมากขึ้น ร้อยละ 92.8 ระบุรู้สึกตำหนิกลุ่มคนที่ลอบวางระเบิด ร้อยละ 89.8 ระบุรู้สึกเศร้า/สะเทือนใจ ร้อยละ 88.1 ระบุรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องรักและสามัคคีกันให้มากขึ้น ร้อยละ 81.3 ระบุรู้สึกหวาดกลัว/หวาดระแวง ร้อยละ 80.7 ระบุสาปแช่ง/ประณามผู้ที่ก่อเหตุ ร้อยละ 75.4 ระบุรู้สึกโกรธ ร้อยละ 64.6 ระบุวิตกกังวล/เครียด ร้อยละ 61.1 ระบุรู้สึกเบื่อหน่าย/ท้อแท้ และร้อยละ 60.8 ระบุรู้สึกหมดหวังที่จะคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้น
สำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นั้น พบว่าร้อยละ 47.9 ระบุมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต ร้อยละ 44.0 ระบุมีผลกระทบต่อการทำงาน/การเรียน ร้อยละ 14.0 ระบุมีผลกระทบต่อชีวิตครอบครัว ร้อยละ 10.1 ระบุมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับเพื่อน/คนรู้จัก ร้อยละ 6.4 ระบุมีผลกระทบต่อสุขภาพกาย อย่างไรก็ตามตัวอย่างร้อยละ 24.6 ระบุไม่ได้รับผลกระทบด้านใดเลย
และเมื่อสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตภายหลังเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์นั้น พบว่า ร้อยละ 91.5 ระบุติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ร้อยละ 90.7 ระบุบอกกล่าวตักเตือนและแสดงความห่วงใยญาติมิตร ร้อยละ 75.3 ระบุคิดว่าจะไม่เที่ยวสถานบันเทิงในช่วงเวลากลางคืน ร้อยละ 74.7 ระบุคิดว่าจะไม่ออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น ในขณะที่ร้อยละ 72.4 ระบุพยายามจะหลีกเลี่ยงย่านชุมชนที่มีคนมากๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้า/โรงภาพยนตร์/ตลาด ร้อยละ 71.1 ระบุตนเองหวนคิดถึงหรือพูดคุยเรื่องนี้บ่อยๆ ร้อยละ 62.8 ระบุพยายามจะหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนต่างๆ อาทิ รถไฟฟ้า รถเมล์ เครื่องบิน รถไฟ และ ร้อยละ 37.9 ระบุตนเองนอนไม่หลับ
ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงสถานที่หรือบริเวณที่คิดว่าจะหลีกเลี่ยงไม่เดินทางเข้าไปใกล้นั้น พบว่า ร้อยละ 58.3 ระบุห้างสรรพสินค้า/โรงภาพยนตร์ ร้อยละ 46.7 ระบุแหล่งชุมชน อาทิ ป้ายรถเมล์/สะพานลอย/สี่แยก ร้อยละ 39.2 ระบุสถานีขนส่ง/สถานีรถไฟฟ้า/สถานีรถไฟ/สนามบิน ร้อยละ 30.9 ระบุศูนย์การค้า/ตลาดนัด ร้อยละ 23.1 ระบุสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ สวนสนุก/อุทยาน/สวนสาธารณะ และร้อยละ 21.5 ระบุสถานที่ราชการ
ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาคือ เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันจากเหตุระเบิดในครั้งนี้นั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 7.3 ระบุส่งผลกระทบมาก-มากที่สุด ร้อยละ 34.7 ระบุค่อนข้างมาก ร้อยละ 28.6 ระบุค่อนข้างน้อย ร้อยละ14.4 ระบุส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ร้อยละ 15.0 ระบุไม่ส่งผลกระทบเลย
อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างกรณีความมั่นใจในความปลอดภัยของการดำเนินชีวิตประจำวันภายหลังเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ นั้นพบว่าตัวอย่างร้อยละ 20.8 ระบุมั่นใจ ร้อยละ 32.3 ระบุค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 41.5 ไม่ค่อยมั่นใจ และร้อยละ 5.4 ระบุไม่มั่นใจ นอกจากนี้เมื่อสอบถามถึง ความมั่นใจในความสงบเรียบร้อยของประเทศนั้นพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 23.5 ระบุมั่นใจ ร้อยละ 34.8 ระบุค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 32.4 ไม่ค่อยมั่นใจ และร้อยละ 9.3 ระบุไม่มั่นใจ ประเด็นสำคัญคือเมื่อสอบถามถึง ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและ คสช.ในการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับประชาชน นั้นพบว่าตัวอย่างร้อยละ 43.6 ระบุเชื่อมั่น ร้อยละ 38.7 ระบุค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ15.5 ระบุไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 2.2 ระบุไม่เชื่อมั่น
ตัวอย่างส่วนใหญ่คือร้อยละ 84.9 ระบุพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและคสช.ในการแจ้งเบาะแส/การป้องกันเหตุวินาศกรรมต่างๆ โดยสิ่งที่คิดว่าจะให้ความร่วมมือได้ทันทีคือ การช่วยสอดส่องดูแล เป็นหูเป็นตา /ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งต่อหรือบอกคนอื่น /โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ไม่ปกติ /สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่/ไม่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่/เป็นกำลังใจให้รัฐบาล/คสช.และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างร้อยละ15.1 ระบุไม่พร้อม โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง/ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของทางการ ให้เจ้าหน้าที่ทำไป/กลัวจะไม่ปลอดภัย/อายุมากแล้วไม่อยากยุ่ง/กลัวไปก้าวก่ายการทำงานของเจ้าหน้าที่/ไม่มีเวลา/ไม่ว่าง/ต้องทำงาน และอยู่แต่บ้านไม่ได้ออกไปไหนจึงไม่มีข้อมูล
ประเด็นสำคัญสุดท้ายคือ เมื่อสอบถามตัวอย่างถึงบุคคล/หน่วยงานที่ต้องการให้เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชนและป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อีก นั้นพบว่า ร้อยละ 62.2 ระบุ คสช. ร้อยละ 51.0 ระบุหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งหมด ร้อยละ 50.9 ระบุสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร้อยละ 39.5 ระบุต้องการนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ร้อยละ 36.8 ระบุกองทัพ และร้อยละ 24.7 ระบุผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ



