
กินอาหารทะเล'ปลอดสาร'รักสุขภาพ-รักษ์ทะเล
กินอาหารทะเล'ปลอดสาร'รักสุขภาพ-รักษ์ทะเล : คมคิดจิตอาสา โดย - ธานี กุลแพทย์
กระแสการบริโภคอาหารปลอดสาร ในโหมด สัตว์น้ำทะเลที่เป็นอินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก เพียว 100% เพิ่งจะได้รับความนิยมเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ หลังการเข้ายึดทำเลห้างสรรพสินค้าใหญ่กลางกรุง เปิดตัวร้านใน โครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโดยสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ทำให้การเปิดจำหน่ายสินค้าแต่ละครั้งได้รับความสนใจจากแฟนพันธุ์แท้อาหารทะเลปลอดสารทั้งไทย-เทศ คับคั่ง
ดร.สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ ผู้นำเครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล ในฐานะผู้จัดการโครงการ บอกว่า กิจกรรมนี้เริ่มโดยมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ภายใต้การสนับสนุนงบจากสหภาพยุโรป (European Commission) ให้แก่เครือข่ายประมงอินทรีย์ใน 5 จังหวัด คือ แพปลาชุมชน ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี, กลุ่มประมงพื้นบ้าน ต.แหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่, แพปลาชุมชนบ้านช่องฟืน ต.ปากพยูน อ.เกาะหมาก จ.พัทลุง, แพปลาชุมชนบ้านคุขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา และแพปลาชุมชนบ้านหินร่ม ต.คลองเคียน อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรก 2 ปี (ม.ค.2556-มิ.ย.2558) ขณะนี้อยู่ในช่วงเฟส 2 ระยะเวลา 3 ปี (มิ.ย.2558-ม.ค.2561)
ด้วยมุมมองที่ว่า การประมงพาณิชย์แบบไม่รับผิดชอบ ใช้อวนตาถี่ จับสัตว์น้ำวัยอ่อน อีกทั้งการรุกล้ำแต่ละครั้งใช้เวลานาน และเพื่อคงความสดของอาหารจึงใช้สารเคมีช่วยยืดอายุของสัตว์น้ำเหล่านั้นไว้ แน่นอนว่าส่งผลมาถึงผู้บริโภคที่ได้รับอาหารทะเลไม่ปลอดภัย
“เราต้องการจะบอกคนกินอาหารทะเลว่า มีทางเลือกที่จะไม่สนับสนุนการประมงแบบไม่รับผิดชอบได้ เพราะยังมีกลุ่มทำประมงอินทรีย์อยู่ เราจึงร่วมกับชุมชนเหล่านี้ตั้งโครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสัตว์น้ำปลอดภัยเหล่านี้ให้ถึงมือผู้บริโภคได้มากที่สุด เราจึงเปิดร้านจำหน่ายขึ้นในกรุงเทพฯ ที่เกตเวย์ เอกมัย เป็นประจำทุกสัปดาห์”
โดยอาหารทะเลอินทรีย์ที่นำมาจำหน่าย อาทิ ปลากะพงหิน (ครูดคราด) ปลาสาก ปลาเก๋า ปลากะพงแดง ปลากะพงขาวแล่ ปลาน้ำดอกไม้ ปลาอินทรีแว่น ปลากุเราแว่น กุ้งแชบ๊วย ปลาสีเสียดแล่ ปลาขี้เก๊ะ ฯลฯ กุ้งแห้ง กะปิ
แต่เดิมสินค้าเหล่านี้จะมีพ่อค้าคนกลางมาซื้อถึงหมู่บ้านก่อนนำไปขายยังต่างประเทศ หรือร้านอาหารในโรงแรม อีกส่วนถูกนำไปขายรวมกับปลาที่ได้จากเรือพาณิชย์ การเปิดโอกาสให้สินค้าประมงพื้นบ้านมาถึงมือผู้บริโภคโดยตรง จึงทำให้ชาวประมงมีรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนคนซื้อก็ได้เข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพ ปราศจากสารเคมี และไม่ส่งเสริมการทำลายทรัพยากรในทะเล ซึ่งที่ผ่านมาจากการเปิดร้านจำหน่ายในกรุงเทพฯ กว่า 2 ปี ได้รับความสนใจมากทีเดียว มีลูกค้าประจำเกือบ 300 ราย อีกทั้งลูกค้าชาวต่างชาตินับวันจะเพิ่มมากขึ้น
ดังที่ได้พูดคุยกับเหล่าแฟนพันธุ์แท้อาหารทะเลออร์แกนิก จากการลงพื้นที่เยี่ยมชมร้านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สิรินทร์ สัมมาคาราวะ “พี่แป้น” วัย 40 ปีเศษ ชาวกรุงเทพฯ ซึ่งมาซื้อกุ้งแชบ๊วย บอกว่า เป็นลูกค้าประจำมาตั้งแต่เปิดร้าน เพราะครอบครัวชอบรับประทานอาหารทะเล แม้ราคาจะแพงไปสักนิดแต่เพื่อสุขภาพที่ดี หรือเมื่อเทียบกับอาหารทะเลอื่นๆซึ่งราคาไม่แตกต่างกันมากนัก เรายอมที่จะจ่าย เพราะมั่นใจในความปลอดภัยของสินค้า
“โบ” ดวงพร ทรงวิศวะ พิธีกรรายการอาหาร “กิน อยู่ คือ” ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ลูกค้าประจำของร้าน บอกว่า ดีใจมากที่มีคนกระโดดลงมาทำสินค้าประมงออร์แกนิกจากทะเล เป็นอาหารทะเลอินทรีย์แท้ ไม่ได้มาจากฟาร์มเลี้ยง ไม่ใช่แต่โบจะได้กินของดีเท่านั้น ทว่า ชาวประมงเองก็มีชีวิตที่ดีขึ้น ในบ้านเราตอนนี้มีตัวเลือกเรื่องอาหารเยอะมาก อย่ายอมให้เขามาป้อนถึงปาก เราต้องก้าวไปหา เพื่อที่จะได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพของเราเอง
เช่นเดียวกับ ฮัสชิวะ-เอยูโกะ สามีภรรยาชาวญี่ปุ่น วัย 30 ปีเศษ พร้อมลูกชาย วัยขวบเศษ ที่ทำงานและพักอาศัยในกรุงเทพฯ กว่า 7 ปี ซึ่งซื้อกุ้งก้ามกราม และปลากุเรา บอกว่า เป็นลูกค้าประจำของร้านได้ปีเศษ บอกว่า อยากให้มีร้านสัตว์น้ำทะเลเพียวออร์แกนิกเกิดขึ้นเยอะๆ เพราะเมืองไทยมีวัตถุดิบมากมาย อยู่ที่การจัดการ หากทำตรงนี้ได้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของไทยด้วย เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นเช่นตน สนใจในอาหารทะเลอินทรีย์กันมาก
ด้าน ดร.สุภาภรณ์ เสริมว่า ตลอดการดำเนินโครงการมีอาหารทะเลที่ปลอดภัยออกสู่ตลาดแล้วกว่า 4 ตัน และได้รับผลตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ โรงแรม ร้านอาหารดัง ในกรุงเทพฯ หลายแห่ง ที่ต้องการสัตว์น้ำอินทรีย์จากโครงการ แต่เป้าหมายต่อไปคือ การเข้าถึงอาหารทะเลที่ปลอดภัยของคนทุกกลุ่ม
"ตอนนี้ดูเหมือนการรับรู้และเข้าถึงอาหารทะเลปลอดสารจะจำกัดอยู่ในคนกลุ่มเล็กๆ แต่เป้าหมายที่อยากจะทำต่อไปคือ อยากให้คนทุกกลุ่มสามารถซื้ออาหารทะเลที่ปลอดภัยได้ในราคาที่ไม่สูงมากนัก เพราะคำว่าอินทรีย์ไม่จำเป็นต้องแพงก็ได้”
อีกทั้ง หากต้องการกระจายสัตว์น้ำอินทรีย์ที่ปลอดภัยให้ได้มากขึ้นก็ต้องพัฒนาระบบการขนส่ง ตลอดจนบริหารจัดการการตลาดให้เป็นระบบมากขึ้น โดยต่อไปอาจจะดึงตัวแทนของสหกรณ์ชาวประมงแต่ละแห่งมาร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาวประมงและผู้บริโภคโดยตรง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดโครงการ ดร.สุภาภรณ์ ยอมรับว่า ชาวประมงได้ส่วนแบ่งจากการขายสัตว์น้ำมากขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้ปลาทูในท้องตลาดขาย กก.ละ 100 บาท แต่เงินถึงชาวประมงแค่ 30 บาท แต่แบบใหม่ คือ ขายปลาโดยตรงให้แก่เครือข่ายในราคา 100 บาท ชาวประมงได้ 50 บาท 30 บาท คืนสู่ชุมชน อีก 20 บาท เป็นกองกลางสำหรับกลุ่มประมงในการดำเนินงานต่างๆ เช่น เป็นค่าใช้จ่ายการขนส่ง การบริหารจัดการตลาด
สัตว์ทะเล 12 ชนิด มกท.รับรอง!!
สินค้าอาหารทะเลผลิตผลภายใต้โครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ กระบวนการทุกขั้นตอนเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ใน 4 ข้อ คือ 1.สัตว์น้ำที่จับได้มาโดยวิธีทำประมงอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 2.ปลอดสารเคมีทุกชนิดระหว่างการจับ ขนส่ง จนถึงมือผู้บริโภค 3.รู้แหล่งการจับว่ามาจากที่ไหน และ 4.ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเป็นผู้จับ
โดยมี 12 ชนิด ที่ผ่านการรับรอง คือ กุ้งก้ามกราม กุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาลาย ปลาขี้ตังหรือปลาตะกรับ ปลามิหลังหรือปลาดุกทะเล ปลากระบอก ปลาช่อน ปลาทรายหรือปลาเห็ดโคน ปลาน้ำดอกไม้ ปลาสละ ปลากุเรา และปูม้า
ฉะนั้น แฟนพันธุ์แท้อาหารทะเลปลอดสารไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เฟส 2 เปิดบริการแล้ว ที่เกตเวย์ (ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เอกมัย) ชั้น จี ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 1 และ 3 ส่วนสัปดาห์ที่ 2 และ 4 ชั้นเอ็ม เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป ผู้บริโภคที่ไม่สามารถไปที่ร้านได้ ติดตามรายละเอียดได้ทางเพจเฟซบุ๊ก@เครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 09-0004-2401



