
มาตรการ'บึ้มราชประสงค์'เอาอยู่!
19 ส.ค. 2558
'วิษณุ' เผย ไม่มีแนวคิดแก้ไขคำสั่งที่ 3 'ม.44' ให้เข้มข้นขึ้นหลังเกิดระเบิดที่ราชประสงค์ มาตรการที่มีเพียงพอ ด้านคดีคืบหน้า - ผู้บาดเจ็บออกจาก รพ.แล้ว 55 ราย
19 ส.ค. 58 เมื่อเวลา 11.30 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุการณ์ระเบิดที่หน้าศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ในขณะนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว คำสั่งที่ 3 ที่ระบุให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการเป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อป้องกันและปราบปรามเหตุไม่สงบต่อความมั่นคง และมีอำนาจเรียกบุคคลรายงานตัว เข้าเคหะสถานตรวจค้น รวมถึงจับกุมตัว และช่วยเหลือเจ้าพนักงานสืบสวนนั้น ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แต่ยังไม่มีแนวคิดที่จะแก้ไขคำสั่งให้มีความเข้มข้นขึ้นแต่อย่างใด ตามที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า มาตรการที่มีอยู่นั้นน่าจะเพียงพอในการรับมือสถานการณ์ แต่ว่าถ้าถึงจุดหนึ่งที่รู้ว่าใครเป็นผู้กระทำ และมีกลุ่มเบื้องหลังอะไรที่ลึกลับซับซ้อนเป็นพิเศษ เช่น สมมติว่ามีการวางระเบิดจุดอื่น ก็จะยกระดับเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เกิดขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคม หากเป็นเช่นนั้น จะพิจารณามาตรการอื่น ขณะนี้ยังมองไม่เห็นอะไร เพราะว่าใช้มาตรการตำรวจตามปกติ จะใช้มาตรการตามคำสั่งมาตรา 44 ที่ได้เคยออกไว้แล้ว ก็ยังคงใช้ได้อยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการใช้คำสั่งที่ 3 ในการให้เจ้าพนักงานเข้าตรวจค้นเคหะสถานต่างๆ หรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่เคยทำถึงขั้นนั้น เขียนอำนาจไว้ให้เต็ม แต่เวลาใช้จริงนั้นจะเลือกใช้ ส่วนถ้าต่อไปพบเบาะแสใดๆ ที่แสดงถึงความสลับซับซ้อนวุ่นวาย และอาจจะบานปลาย คำสั่งที่ 3 ตามมาตรา 44 อาจจะเอาไม่อยู่ ก็ต้องคิดคำสั่งใหม่ ขณะนี้หวังว่าอาจจะไม่จำเป็นถึงขั้นนั้น เพราะวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น สาเหตุคืออะไร
ต่อข้อถามที่ว่า การเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นในรัฐบาลทหารนั้นถือว่าท้าทายรัฐบาลหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แล้วแต่จะมอง แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการท้าทาย เพราะเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าต้นเหตุจริงๆ คืออะไร พวกก่อกวน ก่อความรำคาญก็มี พวกหวังผลทางการเมืองก็พวกหนึ่ง พวกหวังให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยทำลายเศรษฐกิจ ซึ่งคนละอย่างกับพวกก่อความรำคาญพวกหนึ่ง พวกที่เป็นอิทธิพลการเมืองนอกประเทศก็เป็นอีกพวกหนึ่ง และก็มีอีกหลายพวก ฉะนั้นจะมองว่าเป็นการหยามน้ำหน้ารัฐบาลทหาร ตนก็คิดว่าไม่น่าจะขนาดนั้น เพราะว่ารัฐบาลพลเรือนก็เจอมาตลอด ตนเคยอยู่กับรัฐบาลมาหลายชุด ทราบเรื่องโยนระเบิดที่นั่นที่นี่ เพียงแต่ว่าไม่เคยเสียชีวิตมากขนาดนี้ เราจัดไว้ในประเภทก่อกวนสร้างความรำคาญ ในอดีตนั้นเขาอาจจะต้องการสังหารคนก็ได้ อาจจะบังเอิญไม่มีใครเดินผ่านเท่านั้น อย่างการโยนระเบิดที่ท่าเรือสาทรนั้น ก็ไม่ทราบว่าจงใจโยนลงน้ำหรือตั้งใจโยนไปท่าเรือแล้วพลาดไปลงน้ำ ต้องรอฟังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้สื่อข่าวถามว่า พื้นที่ราชประสงค์เป็นพื้นที่สัญลักษณ์ทางการเมืองนั้นจะมองเชื่อมโยงถึงการเมืองได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เรายังไม่รู้สาเหตุ เราก็ตอบไม่ถูก แต่ว่าตรงนั้นจะเรียกว่าเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ทางการเมืองนั้น ก็ไม่เชิง รู้อย่างเดียวว่ามันที่ชุมนุมของคน เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นที่ชุมนุมคน ก็เป็นจุดเสี่ยงทั้งนั้น และคนที่คิดจะทำนั้น หากคิดจะก่อความรำคาญก็ต้องก่อในที่อีกแบบหนึ่ง ถ้าทำอย่างนั้นในที่อีกแบบหนึ่ง ก็อาจจะเป็นเหตุทางการเมืองหรืออย่างอื่นที่ไม่ใช่การก่อรำคาญ
"ก็ตอบไปเล่นๆ โก้ๆ จริงๆ ไม่ได้รู้อะไรหรอก" นายวิษณุ กล่าวปิดท้ายอย่างอารมณ์ดี
คดีระเบิดราชประสงค์คืบหน้า - ผู้บาดเจ็บออกจาก รพ.แล้ว 55 ราย
เมื่อเวลา 11.50 น. พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงกรณีเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ ว่า
"เรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอแจ้งความคืบหน้าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในส่วนต่างๆ จากกรณีเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ในวันนี้ มีรายละเอียดดังนี้
ปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมถือว่าอยู่ในความเรียบร้อย ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ รวมทั้งได้มีการแสดงออกถึงพลังน้ำใจ ความเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และญาติของผู้เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่อย่างท่วมท้น
ตลอดจนมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในเชิงสร้างสรรค์ สำหรับการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปเยี่ยมเยือนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และติดต่อญาติผู้เสียชีวิต ที่สำคัญได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำเอกสารในการขอรับเงินช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งปัจจุบันสามารถติดต่อได้แล้วจำนวน 53 ราย สำหรับส่วนที่เหลือ หน่วยต่างๆ จะเร่งรัดดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข จะได้ให้การช่วยเหลือดูแลในเรื่องของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด สำหรับเรื่องการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัด และจัดชุดสายตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ที่ประจำอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ให้การรักษาความปลอดภัยแก่พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญได้จัดกำลังเพิ่มเติมเข้าไปดูแลความปลอดภัยให้กับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่มาใช้บริการกันเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างความมั่นใจ และลดความวิตกกังวลให้กับนักท่องเที่ยว
สำหรับการสอบสวนคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รายงานผลว่า มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการติดตามเบาะแสของผู้ต้องสงสัยไปแล้วอย่างมาก และขณะนี้อยู่ระหว่างนำข้อมูลดังกล่าว มาพิจารณาร่วมกับผลการพิสูจน์ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ วัตถุพยานที่รวบรวมได้ จากสถานที่เกิดเหตุ และพยานแวดล้อมอื่นๆ
เรื่องการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยด้านการแพทย์ และสาธารณสุข ยอดผู้ได้รับบาดเจ็บเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว 55 ราย คงเหลือรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 68 ราย ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติต้องขอขอบคุณประชาชน และสื่อมวลชน โดยเฉพาะในเรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ในการตักเตือนและแนะนำ มีการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
ทั้งนี้คงต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีความสุข และมีความเอื้ออาทรต่อประชาชนทุกชาติ และทุกศาสนาที่เดินทางเข้ามาประกอบกิจการ หรือท่องเที่ยวในประเทศของเราครับ"
'สมคิด' ผงาดคุมทีม ศก.สร้างเชื่อมั่นรัฐบาล
นายวิษณุ กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวกับรัฐมนตรีทุกคน โดยแจ้งให้ทราบว่า เรื่องข่าว ครม.ที่มีออกมาเยอะมาก หากตนไม่ได้พูดอะไรเลยเดี๋ยวจะกลายเป็นว่า ไม่มีการบอกกล่าว ซึ่งได้นำเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 ส.ค.) ส่วนจะโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยนายกฯ ขอบคุณทุกคนไม่เว้นจะเป็นท่านใด ไม่ว่าจะอยู่หรือต้องออกหรือต้องสลับกระทรวงก็ขอบคุณที่ได้ช่วยงานเป็นอย่างดี ถือว่า ให้เกียรติ หากคนใดต้องออกขอเชิญให้มาเป็นที่ปรึกษาโดยมีภารกิจให้ทำ
"นายกฯ ใช้คำว่า เราเป็นผู้เล่นมาก็เปลี่ยนไปเป็นบทโค้ชบ้าง เพื่อจะได้ช่วยคนที่เขาเข้ามาทำงานใหม่ แต่ถ้าหากไม่สะดวกใจอย่างไรก็ให้ช่วยบอกมาอีกที ถือว่าไม่มีผู้ใดออกไปโดยมีความผิด ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีใครที่ปฏิบัติงานหย่อนประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐมนตรีหลายคนมีความเข้าใจ เพราะเห็นนั่งพยักหน้ากัน ส่วนใครจะปรับอย่างไรบ้างนั้นผมไม่ทราบ"
นายวิษณุ ยังกล่าวถึงประเด็นการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศไทยจากเหตุการณ์ระเบิดบริเวณพระพรหม สี่แยกราชประสงค์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีจะช่วยดำเนินการได้อย่างไรนั้น โดยตอบกลับเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่รู้ ผมนึกไม่ออก เอาคุณสมคิด (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ไปสร้างความเชื่อมั่นก็แล้วกัน" จากนั้นนายวิษณุหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
เมื่อถามกลับว่า หมายถึงสมคิดไหน ถ้าอย่างนั้นขอถามถึงข่าวการปรับ ครม.เสียเลย ทำให้นายวิษณุ ยิ้มและกล่าวว่า "ไม่ว่าคุณสมคิดจะเป็นหรือไม่เป็น คุณสมคิดมีหน้าที่ไปสร้างความเชื่อมั่นในฐานะที่ปรึกษา คสช.อยู่แล้ว เพราะในฐานะที่ปรึกษา คสช. มีภารกิจนี้อยู่ ไม่ว่า ในฐานะที่ปรึกษา คสช. หรือถ้าอยู่ในฐานะรัฐบาลก็รัฐบาล คุณสมคิดเป็นผู้ที่บรรยายเรื่องความเชื่อมั่นในหลายๆ ที่มาแล้ว"
นอกจากนี้นายวิษณุ ยังแสดงมุมมองส่วนตัว หากปรับ ครม.แล้วโดยภาพรวมจะทำให้ดีขึ้นหรือไม่นั้น ว่า ควรจะตอบเมื่อเห็นรายชื่อแล้ว พูดไปตอนนี้ก็ไม่รู้ แม้ตนจะระแคะระคายบ้าง แต่ไม่ควรพูดเพราะอาจไม่จริงหรือไม่ถูก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีตั้งใจตามที่นายกฯ เริ่มประโยคด้วยคำว่า "ผมมีความจำเป็นที่จะต้องปรับ ครม.เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามความต้องการของประชาชน เป็นไปตามนโยบาย" และที่สำคัญ คือ เมื่อเราได้ลองวิธีการทำงานมาแบบหนึ่งแล้ว ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานอีกแบบหนึ่ง แต่นโยบายยังเหมือนเดิม ยังเป็นรัฐบาลเดียวกัน เพียงแต่วิธีทำงานอาจจะแตกต่างกัน เช่น บางเรื่องต้องเอาวิธีใดขึ้นก่อนขึ้นหลัง หรือบางเรื่องจุดหมายปลายทางไปในที่เดียวกัน แต่บางคนเลือกใช้ถนนสายนั้นบางคนเลือกใช้ถนนสายนี้ ที่ผ่านมาใช้ถนนสายนั้น พบว่า มีอุปสรรคต้องถอยกลับมาเพื่อใช้ถนนอีกสายหนึ่ง ดังนั้น ต้องเปลี่ยนคนด้วย แต่นโยบายยังอยู่เพื่อให้ไปถึงจุดหมายได้ ดังนั้นหากจะให้ตนวิจารณ์เรื่องความเชื่อมั่นในตอนนี้คงยังพูดอะไรไม่ได้
เมื่อถามว่า โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจจะเรียกความเชื่อมั่นได้มากขึ้นหรือไม่หากปรับ ครม.แล้ว รองนายกฯ กล่าวว่า เชื่อว่า ปรับหมดทุกด้าน ไม่เฉพาะเศรษฐกิจ มี 4 ด้าน สังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ ความมั่นคง ต่างประเทศ ก็ให้รอยลโฉมกัน



