
'บก.ลายจุด'หวั่นเกมบึ้มยังไม่จบ
18 ส.ค. 2558
'สมบัติ บุญงามอนงค์' วิเคราะห์เหตุระเบิดต่อเนื่องสองวันซ้อน หวั่น 'เกมยังไม่จบ'
18 ส.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.21 น. 'บก.ลายจุด' สมบัติ บุญงามอนงค์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว สมบัติ บุญงามอนงค์ วิเคราะห์เหตุระเบิดต่อเนื่องสองวันซ้อน ว่า
" สาส์นลูกที่ 2
นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ ที่ระเบิดต่อเนื่องได้สองวันซ้อน ขออนุญาตวิเคราะห์และให้ความเห็นต่อจากเมื่อวานดังนี้
1. เป็นคนกลุ่มเดียวกัน
อาจใช่หรือไม่ใช่คนเดียวกับที่ก่อเหตุเมื่อวาน แต่เป็นพวกเดียวกันแน่นอน เพราะลักษณะระเบิดได้ใช้ตลับลูกปืนเป็นตัวขยายการทำลายล้างแบบเดียวกัน
2. เป้าหมาย
เลือกพื้นที่สาธารณะ และเป็นชุมชนคนจีนไปเกี่ยวข้อง จากกรณีระเบิดท่าเรือสาทร เป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่ใช้พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นคนไทยและนักท่องเที่ยวจีนที่ข้ามฟากไปเอเชียทีค
3. มืออาชีพ
ภาพวิดีโอที่ศาลพระพรหมทำให้เราเห็นผู้ก่อเหตุปฏิบัติการได้นิ่งพอสมควร และหากเขายังเป็นคนเดียวกันกับที่ปฏิบัติการในวันที่สอง ขณะที่ภาพถ่ายของเขาออกสู่สังคมแล้ว ย่อมแสดงว่าเขามีความมุ่งมั่นเพื่อจะก่อเหตุความวุ่นวายให้มากที่สุด ซึ่งหมายความว่า ระเบิดลูกที่สองอาจไม่ใช่ภารกิจสุดท้าย
4. การตอกย้ำ
เป็นการส่งสารว่าผู้ก่อเหตุไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้ถูกล่า แต่เป็นผู้ล่าด้วย รัฐไทยจะต้องทำหน้าที่ทั้งการสืบสวนและการป้องกันไปพร้อมกัน ประโยคนี้คือคำว่า 'เกมยังไม่จบ'
5. ผลกระทบ
จะเรียกว่า IO หรืออะไรก็แล้วแต่ มันส่งผลสะเทือนไปทั้งประเทศและทั่วโลก การใช้ชีวิตของคนใน กทม. ได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง กิจกรรมที่เคยวางแผนไว้เลื่อนออกไป โรงเรียนหยุด ตลาดหุ้นร่วง 36 จุด มีการประกาศเตือนคนต่างชาติในการเดินทางมาประเทศไทยในระดับที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง
6. สามัคคี
นี่เป็นโอกาสอันดีที่คนในชาติจะละวางความแตกต่างเรื่องสีเสื้อ และร่วมกันรับมือและกอบกู้สถานการณ์ และเนื่องจากเป็นไปได้สูงมากที่ผู้ก่อเหตุจะเป็นคนต่างชาติ ฝ่ายความมั่นคงจึงแทบจะไม่มีข้อมูลของบุคคลเหล่านั้น มีเพียงสายตาประชาชนที่อยู่ทุกหนแห่ง ที่จะช่วยกันสังเกตและมีส่วนร่วม ผู้ก่อเหตุต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางคนไทย ใช้บริการทุกอย่างกับคนไทย และเขายังคงปรากฏตัวอยู่ในที่สาธารณะอย่างน้อยก็ช่วงเวลาที่เขาออกมาปฏิบัติภารกิจ ขอให้รัฐบาลเป็นตัวกลางเชื่อมทุกผู้คนในสังคม และนำพาสังคมไทยผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งวิกฤติครั้งนี้ไปร่วมกัน "
ทั้งนี้ บก.ลายจุด ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว สมบัติ บุญงามอนงค์ เมื่อเวลา 21.40 น. วันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ถึงเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ ว่า โง่เขลาและเลวทราม
" ว่าจะนั่งตามข่าวรอให้ข้อเท็จจริงมันนิ่งกว่านี้หน่อยค่อยแสดงความเห็น แต่มันรู้สึกเจ็บใจ โมโหอย่างบอกไม่ถูก อยากรู้ว่าไอ้หน้าไหนมันทำแบบนี้ ขออนุญาตวิเคราะห์ในขณะที่ฝุ่นยังตลบอยู่ตอนนี้
1. ทำไมต้องเป็นระเบิด ?
การก่อเหตุสามารถเลือกได้หลายอย่าง การที่เลือกระเบิดทำลายล้างสูงแสดงว่าต้องการให้เกิดผลรุนแรง ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์
2. ทำไมต้องเป็นแยกราชประสงค์ - ศาลพระพรหม ?
ราชประสงค์ถือเป็นใจกลางเมืองหลวง พื้นที่เศรษฐกิจ ส่วนศาลพระพรหมก็เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีน ถ้าจะหวังผลทำลายทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของรัฐ จุดที่ก่อเหตุถือว่าได้ผล
หลายคนอาจมองไปถึงพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง เพราะแยกราชประสงค์ไม่ได้มีนัยเพียงแค่พื้นที่เศรษฐกิจ แต่เป็นพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองของหลายฝ่าย
3. ทำไมเวลาต้องเป็นหัวค่ำของวันจันทร์ ?
ช่วงเวลาดังกล่าวมีประชาชนหนาแน่น เลิกงาน นั่นแสดงว่าผู้ก่อเหตุไม่กังวลว่าจะมีคนเสียชีวิต หรือมองอีกมุมหนึ่งคือต้องการให้เกิดการเสียชีวิต
การก่อเหตุก่อนช่วงข่าวค่ำอาจถูกเลือกให้ข่าวนี้มีผลสั่นสะเทือนเพื่อบรรลุเป้าหมาย
4. ใครได้ประโยชน์ ?
ต้องวิเคราะห์ดูว่าใครเสียประโยชน์ก็จะพอทำให้เรามองเห็นว่าใครที่น่าจะได้ประโยชน์ ผลจากระเบิดรอบนี้คนที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือรัฐบาลไทย ถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐ ทำลายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ที่ดูเหมือนเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจเพียงหนึ่งเดียวที่ยังประคองเศรษฐกิจไทยตอนนี้
เท่าที่สื่อรายงาน ฝ่ายความมั่นคงวิเคราะห์แนวทางไว้ 3 แนวด้วยกัน คือ
- กลุ่มการเมือง (หลายคนฟันธงไปแล้วว่าเสื้อแดง)
- ผู้ก่อเหตุจาก 3 จว.ชายแดนใต้
- กลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ (ส่งกลับอุยกูร์)
5. รูปแบบการก่อเหตุ
นับเป็นการก่อเหตุระเบิดครั้งใหญ่ใน กทม. ผมไม่รู้ว่ากลุ่มต่างๆ ใครมีขีดความสามารถและมีทักษะการประกอบระเบิด TNT และเคยมีใครใช้วิธีการนี้มาบ้าง และยังไม่มีข้อสรุปเรื่องวิธีการจุดระเบิดว่าเป็นแบบจุดระเบิดด้วยสัญญาณโทรศัพท์ วิทยุ หรือตั้งเวลา
6. กล้องวงจรปิด
แถวราชประสงค์มี CCTV เป็นร้อยตัว ทั้งของ กทม. และชมรมผู้ประกอบการ แม้หลายเหตุการณ์มักจะบอกว่ากล้องเสีย แต่คราวนี้มั่นใจว่ากล้องไม่เสียแน่นอน
การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งชั่วร้าย ควรได้รับการประณาม และผู้กระทำต้องได้รับโทษตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวไม่มีใครได้ประโยชน์แม้แต่ตัวผู้กระทำเอง โง่เขลาและเลวทราม "



