
หวัดธิปไตย
ความจริงเรื่องหวัดข้อหนึ่งที่เรามักจะไม่ค่อยรู้ก็คือ โรคหวัดนั้นทำให้มีคนตายปีละไม่น้อย แต่ที่ตายนั้นไม่ได้ตายเพราะหวัด แต่ตายเพราะการติดเชื้อโรคอื่นๆ เพราะหวัดทำให้ร่างกายอ่อนแอ
ทำไมไม่ลองคิดดูดีๆ ว่า โรคหวัดนั้นก็เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง และเราควรมีความเข้าใจและจัดการกับมันเหมือนโรคเอดส์นั่นแหละครับ คือทุกภาคส่วนต้องมีความเอาจริงเอาจังเช่นกัน
เรื่องไม่ต่างกันมากหรอกครับ ถ้าคิดจะเอาสีข้างเข้าถู เราก็แก้ตัวได้ว่าไม่มีคนตายด้วยโรคเอดส์ แต่ตายเพราะการติดเชื้อและโรคแทรกซ้อน แต่ทำไมสุดท้ายเราเอาจริงเอาจังกับการป้องกันโรคเอดส์มากกว่าโรคหวัด และเราไม่พยายามแถ-แก้ตัวในเรื่องการจัดการปัญหาเอดส์เหมือนการแก้ปัญหาหวัด
การเขียนเรื่องนี้ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นในการโจมตีคุณอภิสิทธิ์เพราะหากเราลองพิจารณาประเด็นปัญหาเรื่องหวัดนกในยุคทักษิณ เราก็จะพบปัญหาคล้ายกัน คือภายใต้ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ของทั้งสองยุค ผู้นำรัฐบาลนั้น "สอบตก" ในการแก้ปัญหาหวัดทั้งนกทั้งคน และสร้างปัญหาคาใจให้แก่สังคมอย่างน้อยสองประการ
ประการแรก ทั้งสองรัฐบาลไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนได้ถึงความเข้าใจและความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาหวัด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโครงสร้างของการเมืองที่รัฐบาลเชื่อว่าสามารถคุมสื่อได้ ดังนั้นจะพูดอะไรก็ได้ จะแก้ตัวอย่างไรก็ได้ จนกระทั่งเมื่อปัญหาได้ลุกลามจนติดอันดับโลก
และสื่อไม่ยินยอมลงข่าวที่มาจากแถลงการณ์และข้อแก้ตัวของรัฐบาลอีกต่อไป การแก้ปัญหาจึงเริ่มที่จะมีขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นจริงเป็นจัง
ในกรณีปัจจุบัน คำถามก็คือ รัฐบาลจะสามารถทำให้สังคมเห็นภาพความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะบ่อยครั้งรัฐบาลแสดงท่าทีของการโต้วาทีรายวัน หรือพยายามนำเสนอข้อมูลว่าสถานการณ์ของการติดหวัดนั้นไม่ได้แย่มากนัก หรืออ้างว่าประเทศอื่นแย่กว่า หรือประเทศไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้
สิ่งที่รัฐบาลน่าจะลองพิจารณาก็คือการหันเข้าสู่ประชาธิปไตย โดยการเปิดเวทีให้มีการถกเถียงเรื่องนี้ให้มากขึ้นกับทุกภาคส่วน มากกว่าการมองว่าคำถามเรื่องหวัดนั้นเป็นคำถามในเชิงการเมือง กล่าวคือเราควรจะพิจารณาเรื่องหวัดให้กลายเป็นประเด็นการเมืองในเชิงบวก โดยเปิดเวทีให้มีการอภิปรายทั้งในสภา และนอกสภา
และตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมรับผิดชอบในเรื่องนี้ และช่วยกันค้นหาทางออกให้แก่สังคม และช่วยกันตอบคำถามที่สังคมสงสัย
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสาธารณสุขเป็นนักการเมือง นักการเมืองย่อมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสาธารณสุขโดยตรง แต่นักการเมืองสามารถทำหน้าที่ในการสร้างชุมชนทางการเมืองประชาธิปไตยที่ทำให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาและตั้งรับปัญหาได้ แม้ว่าทางออกจะยังไม่ชัดเจนก็ตาม
แต่อย่างน้อยคุณลักษณะของการปรึกษาหารือร่วมกันของทุกฝ่ายก็มีส่วนสำคัญในการทำให้ทุกคนมีศรัทธาที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางการแพร่ระบาดของหวัดที่เกิดขึ้น
ประการที่สอง เมื่อมีกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องที่สำคัญก็คือคำถามถึงความเสมอภาคและเป็นธรรมในการแก้ปัญหา ดังตัวอย่างกรณีหวัดนกนั้น ผู้เลี้ยงรายย่อยได้รับผลกระทบสูง และราคาไก่และไข่ก็แพงขึ้นตามมา ขณะที่ในกรณีของหวัดล่าสุดนั้น คำถามในเรื่องของการเข้าถึงวัคซีนของกลุ่มคนที่ต่างกัน
และความปลอดภัยของวัคซีนนั้นก็เป็นคำถามใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลว่าจะให้หลักประกันในการเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียมกันได้อย่างไร
ประการสุดท้าย สังคมต้องเริ่มกดดันบรรดานักการเมืองและองค์กรสายประชาสังคม ที่ผูกขาดเงินภาษีบาป และเอาเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายในนามของ "สุขภาวะทางสังคม" ที่ตีความครอบคลุมทุกเรื่องในสังคมที่ผ่านมา สิ่งที่พวกเขาจะต้องถูกตั้งคำถามก็คือ เขาจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องหวัดได้อย่างไรบ้าง
และจะนำเงินภาษีบาปเหล่านั้นมาแก้ปัญหาเรื่องหวัดอย่างจริงจังได้อย่างไร ทั้งนี้เพราะการแพร่ระบาดของหวัดในครั้งนี้เป็นบทเรียนที่ดีที่ทำให้เราเห็นว่า นักการเมืองและองค์กรสายประชาสังคมที่อ้างในการทำเรื่องสุขภาวะที่ผ่านมานั้นไม่เคยถูกตรวจสอบทางการเมืองและสังคมเลย และเมื่อมีปัญหาสุขภาพขั้นพื้นฐานขึ้นมาจริงๆ
นักการเมืองและองค์กรเหล่านี้ก็ลอยตัวเหนือปัญหาต่อไป



