
ฎีกายกฟ้อง!ฆ่าเหยื่อศัลยกรรม
17 ส.ค. 2558
ฎีกาพิพากษายกฟ้อง 2 จำเลยคดียิงเหยื่อศัลยกรรม ปี 50 ชี้ พยาน-หลักฐานโจทก์มีข้อสงสัย 'ลูกชาย' เปิดใจ เคารพศาล 'แม่ตาย' สู้นาน 8 ปี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จับใครไม่ได้
17 ส.ค. 58 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.4514/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และบุตรชายของผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการศัลยกรรมใบหน้า จากสถาบันเสริมความงามแห่งหนึ่ง ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายตึ๋ง (ขอสงวนนาม) อายุ 29 ปี และนายสี (ขอสงวนนาม) อายุ 36 ปี เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
ตามฟ้องโจทก์ บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 50 เวลาประมาณ 20.30 น. จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันใช้อาวุธปืนขนาด .25 (6.35 มม.) ไม่มีทะเบียนยิงเหยื่อศัลยกรรม เสียชีวิตหน้าบ้านพัก แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. ภายหลังก่อเหตุ จำเลยกับพวก ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว และกองปราบปราม จับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมอาวุธปืน และรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่ให้การปฏิเสธชั้นพิจารณาของศาล
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา วันที่ 19 ม.ค. 53 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากในชั้นพิจารณา จำเลยให้การว่าไม่สมัครใจรับสารภาพ แต่ให้การเพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย ศาลเห็นว่าโจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบอีก จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสอง แต่ศาลก็ให้ขังจำเลยทั้งสองไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาเมื่ออัยการโจทก์ และบุตรชายผู้ตาย (โจทก์ร่วม) ได้ยื่นอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 56 แก้เป็นว่า ให้จำคุกตลอดชีวิต นายตึ๋ง จำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ และโจทก์ร่วม ฟังขึ้น ซึ่งมีบุตรชายที่เป็นโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ และยังมีการนำชี้จุดที่เกิดเหตุ ส่วนนายสี จำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ ยังไม่เพียงพอ ไม่มีประจักษ์พยาน
ต่อมาโจทก์-โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา โดยจำเลยทั้งสอง ถูกขังอยู่ในเรือนจำตลอดเวลาพิจารณาคดีจนถึงการฎีกา ซึ่งวันนี้ (17 ส.ค.) ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งสองมาจากเรือนจำ เพื่อฟังคำพิพากษา ขณะที่นายบุตรชายของผู้ตาย ก็ได้เดินทางมาเพียงลำพัง เพื่อร่วมฟังคำพิพากษาด้วย
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัย ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ศาลเห็นว่า แม้โจทก์ มีบุตรชายของผู้ตาย (โจทก์ร่วม) เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ตามวัน - เวลาเกิดเหตุ เมื่อโจทก์ร่วม และมารดา ผู้ตาย ขับรถมาถึงหน้าบ้าน โจทก์ร่วมและพี่สาวก็ช่วยกันขนของเข้าบ้าน จากนั้นมารดา ผู้ตาย ได้ขับรถไปจอดที่ข้างบ้าน ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืนประมาณ 4 - 5 นัด และเสียงมารดาร้อง เมื่อโจทก์ร่วม ออกมาหน้าบ้านเห็นจำเลยที่ 1 เล็งปืนที่มารดา และใช้อีกมือปัดมือของมารดาเพื่อจะได้ยิงถนัด โจทก์ร่วมจึงขว้างโทรศัพท์มือถือใส่จำเลยที่ 1 แล้วจึงหลบหนีไป โดยโจทก์ร่วมยืนห่างจากจุดที่จำเลยที่ 1 ยิงมารดา ประมาณ 7 เมตร และมีแสงสว่างเพียงพอจากไฟในบ้านและไฟรั้วบ้านที่มองเห็นจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งวันเกิดเหตุเห็นใส่เสื้อยืดสีเขียว และกางเกงยีนขายาว สูงประมาณ 170 เซนติเมตร สีผิวค่อนข้างคล้ำ
แต่ชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โจทก์ร่วมกลับไม่ได้ระบุรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ แต่โจทก์ร่วมเพิ่งมาให้การภายหลัง ดังนั้น คำให้การของโจทก์ร่วม จึงขาดความเชื่อมโยง ส่วนพยานที่อยู่บริเวณใกล้เคียงบ้านผู้ตายที่เบิกความ ขณะเกิดเหตุซักผ้าอยู่ที่หน้าบ้าน ได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง จากนั้นก็เห็นชายใส่เสื้อยืดสีเขียว กางเกงยีนขายาว แต่เมื่อจะให้ชี้ตัวพยาน ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่คนเดียวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ที่เบิกความว่า ขณะตรวจตราที่บริเวณป้อม รปภ.หมู่บ้าน ช่วงใกล้เคียงเวลาเกิดเหตุ เห็นชาย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ออกมา โดยเห็นจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ไม่ได้ระบุรูปพรรณสัณฐานลักษณะ หู ตา จมูก ปาก ใช้ชัดเจนเพื่อสเก็ตช์ภาพคนร้าย แต่พยานให้การ หลังจำเลยถูกจับกุม พยานโจทก์จึงยังน่าสงสัย ขณะที่พยานโจทก์ซึ่งอ้างว่าให้การถึงจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงมือยิง และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์ โดยมีการบันทึกคำให้การลงดีวีดีไว้นั้น โจทก์ก็ไม่ได้นำพยานคนดังกล่าวมาเบิกความในชั้นศาล อีกทั้งที่โจทก์ร่วมเบิกความว่า หลังจากถูกจับกุม จำเลยที่ 1 บอกกับโจทก์ร่วมและพี่สาวว่าเป็นผู้ก่อเหตุ และหากพ้นโทษจะมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น โจทก์ร่วมก็เพิ่งมาให้การชั้นศาล ไม่ได้บอกกล่าวชั้นพนักงานสอบสวนตั้งแต่ต้น อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็ต่อสู้ว่า ไม่ได้สมัครใจให้การ แต่ถูกบังคับข่มขู่ และแม้ว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน แต่ภายหลังเมื่อจำเลยมีทนายความ ก็ให้การปฏิเสธ และจำเลยก็ได้ยื่นร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายส่วนด้วย รวมทั้งเรื่องชิ้นส่วนอาวุธปืนที่พยานโจทก์ ระบุว่า ทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ แต่เมื่อมีการพิสูจน์ การถอดชิ้นส่วน แล้วนำประกบด้ามปืนมาวางในกะละมังใส่น้ำ ปรากฏว่า ด้ามปืนดังกล่าวลอยน้ำ พยานหลักฐานที่อัยการโจทก์ และโจทก์ร่วมนำสืบ ยังมีข้อน่าสงสัยหลายประการ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสอง
ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้อง
ภายหลังจำเลยทั้งสอง ซึ่งอยู่ในชุดนักโทษพร้อมโซ่ตรวน ได้ยิ้มให้กัน โดยหลังจากนี้จำเลยทั้งสอง ก็จะได้รับการปล่อยตัวต่อไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดที่ให้ยกฟ้อง
ด้านบุตรชายผู้ตาย กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ ก็ต้องเคารพ สำหรับสังคม ส่วนตัวก็อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกรณีศึกษา สำหรับเหตุการณ์ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จับใครไม่ได้
เมื่อถามว่า ยังหวังที่จะรื้อฟื้นคดีใหม่หรือไม่ บุตรชายผู้ตาย กล่าวว่า ต้องปรึกษาครอบครัวอีกครั้ง เพราะคดีตอนนี้ก็ไม่มีอะไร ไม่รู้ว่าถ้าจะรื้อฟื้นจะมีอะไรหรือไม่
"ถามว่าเหนื่อยมั้ย เราก็เหนื่อย เพราะสู้มาตั้งแต่ผมอายุ 20 ปี ตอนนี้เวลาผ่านมา 8 ปีแล้ว แต่ชีวิตแม่ เราก็ต้องลุย เมื่อมาถึงได้แค่นี้ ก็แค่นี้ เราเป็นเพียงเด็ก"



