
จับตาแนวโน้ม-ผลกระทบจีน'ลดค่าหยวน'
จับตาแนวโน้ม-ผลกระทบจีน'ลดค่าหยวน'
การอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญของเงินหยวน เป็นประเด็นที่ต้องจับตาในฐานะที่จีนถือเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของไทย มีสัดส่วนการส่งออกกว่า 11% แบ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ 50% และสินค้าขั้นกลางอีกกว่า 10% โดยในวันที่ 18 สิงหาคม 2558 กระทรวงพาณิชย์จะเชิญตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาหารือ เพื่อประเมินถึงผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูผลกระทบในภาคการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เนื่องจากพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวจากจีนจำนวนมาก คาดว่าในปี 2558 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยประมาณ 7.24 ล้านคน เติบโตประมาณ 56.1%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า หากเงินหยวนไม่ดิ่งค่าลงอีกอย่างต่อเนื่องก็คงจะกระทบต่อภาพรวมมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังจีนในช่วงที่เหลือของปี 2558 ในกรอบที่จำกัด ซึ่งคาดว่าการส่งออกของไทยไปจีนตลอดปี 2558 จะหดตัวอยู่ในช่วงติดลบ 5.5-3.2% ภายใต้สมมุติฐานว่าเศรษฐกิจจีนในปีนี้ยังสามารถรักษาโมเมนตัมการขยายตัวได้ใกล้เคียงกับที่ประมาณการไว้ที่ 6.9% และอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนกลับมาเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งการอ่อนค่าลงของค่าเงินหยวนและความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนน่าจะส่งผลกดดันให้การฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ล่าช้าออกไป อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องจับตาถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจของจีน รวมถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนในระยะข้างหน้า เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ของทางการจีนจะไม่ส่งผลกระทบทางบวกได้มากเท่าที่คาด ซึ่งจะทำให้โมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจจีนกลับมาเป็นประเด็นที่ต้องกังวลอีกครั้งหนึ่ง
ขณะที่ทิศทางของตลาดนักท่องเที่ยวจีนในช่วงที่เหลือของปี 2558 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า น่าจะยังเติบโตได้ โดยสังเกตได้ว่า แม้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าชะลอลง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานของจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา
“ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องอาจจะต้องติดตามสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีนอย่างใกล้ชิด แม้ขณะนี้ยังประเมินว่าการอ่อนค่าของเงินหยวนในระดับไม่เกิน 4% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีนมากนัก แต่ยังต้องจับตาว่า ถ้าหากตัวเลขเศรษฐกิจจีนในระยะข้างหน้ายังคงออกมาในทิศทางที่อ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดหมายก็อาจส่งผลกดดันต่อค่าเงินหยวนของจีนให้อ่อนค่าลงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจกระทบต่ออำนาจซื้อของตลาดนักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่ม ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องมาสู่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีนมายังประเทศไทยอย่างไม่อาจเลี่ยง” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า เงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้อีก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การส่งออกอ่อนแอ และภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งการอ่อนค่าของเงินหยวนจะไม่ส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการเงินของไทยมากนัก เนื่องจากไทยยังมีสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลได้ราว 6% ของจีดีพี ในปีนี้ และยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงที่ 40% ของจีดีพี อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกมากที่สุดคือมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศน้อยกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น
ส่วนผลกระทบทางด้านการส่งออกนั้น ราคาสินค้านำเข้าในรูปเงินหยวนจะเพิ่มสูงขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินหยวน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าของจีนอาจลดลง อย่างไรก็ตารม ในแง่ของความสามารถในการแข่งขันของไทยอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลงในทิศทางเดียวกัน ขณะที่การท่องเที่ยวของไทยน่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา พบว่าค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงไม่ได้เป็นการกำหนดพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่ปัจจัยสำคัญคือ การเติบโตของเศรษฐกิจจีน
ทั้งนี้สาเหตุที่จีนเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้เงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะสั้น มีสาเหตุ 2 ประการ คือ 1.ค่าเงินหยวนจะเคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาดมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียมีทิศทางอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก ขณะที่ค่าเงินหยวนค่อนข้างคงที่ นอกจากนี้จีนได้เผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกนับตั้งแต่กลางปี 2014 เห็นได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนที่ลดลงจากราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมกราคม มาอยู่ที่ระดับ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมิถุนายน หรือลดลงราว 9% และ 2.การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ภายในปีนี้ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า ภาคการส่งออกของไทยน่าจะได้รับผลดีจากการลดค่าเงินหยวนของจีนมากกว่าผลเสีย เพราะจะช่วยกระตุ้นการส่งออกของจีนให้ดีขึ้นและทำให้จีนนำเข้าสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางจากไทยไปผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกมากขึ้นตามไปด้วย จึงไม่ต้องการให้วิตกกังวลมากเกินไป ซึ่งกระทรวงยังไม่จำเป็นต้องปรับแผนผลักดันการส่งออกใหม่และจะไม่ปรับเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ที่ตั้งเป้าหมายไว้ติดลบ 3%



