
เริ่มต้นแตกต่างปลายทางเดียวกัน
เริ่มต้นแตกต่างปลายทางเดียวกัน : เงินทองต้องรู้ โดยขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
คุณวีระ ธีรภัทร เคยพูดออกอากาศในรายการ “เงินทองต้องรู้” ว่า เวลาที่เราจะดูว่า เรามีปัญหาหรือไม่ ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ ให้แยก “ความเป็นจริง” ออกจาก “อารมณ์” เพราะในความเป็นจริงเราอาจไม่ถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเลย หรือถูกกระทบ แต่ก็ไม่ได้มาก แต่ในทางอารมณ์ หลายครั้งที่เราอาจจะค้นพบว่า เรา “หดหู่เกินเหตุ” เนื่องเพราะบรรยากาศมันพาไป ดังนั้นสิ่งที่เราคุยกันเสมอๆ ก็คือ ให้สังเกตตัวเองว่า เราอยู่ตรงไหนของปัญหา เราอยู่ตรงไหนของวัฏจักรเศรษฐกิจ เราอยู่ในส่วนใดของการชะลอตัว และเรารับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นมากแค่ไหน
ถ้าคำตอบคือไม่ ก็อย่าให้อารมณ์พาไปจนหาทางกลับไม่ถูก แต่ถ้าคำตอบคือใช่ เราก็ต้องหาทางรับมือกับมันอย่างมีสติใคร่ครวญ
ลองเพ่งพินิจชีวิตตัวเองก็พบว่า ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา รับผลกระทบจากเศรษฐกิจบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมามุ่งมั่น “เก็บมากกว่าใช้” จนมี “บุญเก่ารองรัง” ทำให้พอสบายใจได้บ้างว่า อย่างน้อยก็มีกันชนรับผลกระทบได้บ้าง หรืออีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเริ่มมีงานใหม่เข้ามา อย่างการเป็น “กรรมการ” ในรายการ “ทีเด็ดลูกหนี้” ที่ตอนนี้ขยายเวลาออกอากาศเป็นทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 17.30 น. ทางช่อง 3 HD ช่อง 33
การรับเชิญเป็นกรรมการที่มีหน้าที่ตัดสิน “ล้างหนี้” ให้แก่ลูกหนี้จากทั่วสารทิศ ทำให้ได้สัมผัสกับผู้คนหลากหลาย ขณะเดียวกันก็ทำให้ได้ใช้ประสบการณ์กว่า 20 ปี ในแวดวงการลงทุนช่วยให้คำชี้แนะแก่คนที่มีปัญหา ถือเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อีกทาง
มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากเทปที่ไปเป็นกรรมการครั้งที่แล้ว (เข้าใจว่า เทปนี้จะออกอากาศในระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคมนี้) เป็นเรื่องของลูกหนี้สองคนที่ “เริ่มต้นแตกต่าง แต่ปลายทางเหมือนกัน” นั่นคือ ทั้งสองคนนี้ ลงทุนในธุรกิจส่วนตัวด้วยรูปแบบและวิธีการที่แตกต่างกัน แต่ลงเอยเหมือนกันคือ “เจ๊ง” และมี “หนี้สิน” ติดตัวมาด้วย จนต้องมาหาทางล้างหนี้ในรายการ
ลูกหนี้คนแรกเป็นหญิงสาว ชื่อ “คุณใหม่” เธอเป็นดีเจคลื่นวิทยุแห่งหนึ่งใน จ.เลย รายได้หลักของเธอมาจากค่าโฆษณาในรายการ หักจากค่าเช่าเวลาสถานี ส่วนรายจ่ายหลักก็คือ ต้องเลี้ยงดูลูกชายวัย 15 เพียงลำพังแบบ “ซิงเกิล มัม” กับหลานแฝดวัย 14 ปี อีก 2 คน ซึ่งเป็นผลผลิตที่พี่สาวนำมาฝากไว้กับเธอตั้งแต่หลานยังแบเบาะ
คุณใหม่ดำเนินชีวิตอย่างราบเรียบ อดทน และมุ่งมั่นแบบสองมือแม่ที่สร้างโลกจริงๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนที่รู้จักกันไม่นาน แต่ก็มากพอที่เธอจะไว้เนื้อเชื่อใจชวนให้ลงทุนทำธุรกิจเปิดร้านคาราโอเกะ ซึ่งเธอตอบตกลง โดยเงินก้อนแรกที่คุณใหม่นำมาลงทุนกับเพื่อนสาวคนนี้ เป็นเงินที่เธอกู้ยืมมาจำนวน 5 หมื่นบาท ในช่วง 3 เดือนแรกที่ลงทุน ร้านคาราโอเกะของเธอไปได้ดี คุณใหม่บอกว่า เธอได้รับรายได้จากร้านเดือนละ 2 หมื่นบาท แต่ด้วยความที่เธอมีงานดีเจ ที่ต้องจัดรายการเอง หาโฆษณาเอง ติดต่องานเอง ทำให้เธอไว้ใจมอบให้เพื่อนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดูแลธุรกิจ
หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนสาวคนนี้ก็แจ้งให้คุณใหม่ทราบว่า ธุรกิจมีปัญหา ลูกค้าไม่เข้าร้านหรือถ้าเข้าร้าน ส่วนใหญ่ก็ขอกินฟรี เที่ยวฟรี ร้องเพลงฟรี ในฐานะ “แขกวีไอพี” เมื่อธุรกิจขาดเงินทุน คุณใหม่ก็หาทางกู้เงินมาเติมอีก 2 ครั้ง ครั้งแรก 2 หมื่นบาท และครั้งที่สองอีก 3 หมื่นบาท รวมเป็น 1 แสนบาท ที่สุดท้ายเงินก้อนนี้ก็ถูกละลายหายไปพร้อมเพื่อนสาว ที่ทิ้งหนี้ก้อนนี้ไว้ให้เธอ
ส่วนลูกหนี้คนที่สองเป็นชายหนุ่ม ชื่อ “คุณกมล” ที่หลังจากทำงานเป็นเมสเซนเจอร์ ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งเอกสารอยู่หลายปี วันหนึ่งเมื่อภรรยาได้รับเงินที่พ่อตาแม่ยายสะสมไว้และยกให้ลูกสาวจำนวน 5 แสนบาท ภรรยาก็ไว้ใจยกเงินทั้งหมดให้คุณกมลเปิดร้านจำหน่ายอะไหล่มอเตอร์ไซค์และรับแต่งรถ แบบที่สามีใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายธุรกิจก็ไม่เป็นรอด ทุน 5 แสนบาทที่ (พ่อแม่ภรรยา) สะสมมาทั้งชีวิตหมดไป พร้อมกับหนี้ก้อนใหญ่ และข่าวร้ายกว่านั้น คือ ภรรยาคุณกมลเป็นมะเร็ง ทุกวันนี้เขากลับไปทำงานรับส่งเอกสารเหมือนเดิม โดยภาระค่าใช้จ่ายหลักก็คือ การรักษาพยาบาลภรรยา
ทั้ง “คุณใหม่” และ “คุณกมล” เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน เพราะในขณะที่คุณใหม่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจร้านคาราโอเกะที่เธอลงทุนกับเพื่อน และมอบหมายให้เพื่อนเป็นผู้ดูแล คุณกมลกลับมีความรู้เกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์ที่เขาสัมผัสมาทั้งชีวิต อีกทั้งยังดูแลกิจการด้วยตัวเอง และในขณะที่คุณใหม่เริ่มต้นจาก “เงินคนอื่น” ที่กู้ยืมมา คุณกมลเริ่มต้นลงทุนด้วย “เงินภรรยา” ซึ่งก็คือ เงินของตัวเองที่ไม่ต้องกู้ยืมใคร ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเริ่มด้วย “รู้” หรือ “ไม่รู้” หรือไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วย “เงินตัวเอง” หรือ “เงินคนอื่น” ก็มีสิทธิ์ “เจ๊ง” ในปลายทางได้เหมือนๆ กัน เพราะความรู้ในธุรกิจไม่ใช่ความรู้จักสินค้าเท่านั้น แต่ยังหมายถึงรู้จักตัวเอง รู้จักลูกค้า รู้จักช่องทางการตลาดและอื่นๆ อีกมากมาย กรณีของคุณกมล แม้จะมีความรู้ในสินค้าของตัวเองเป็นอย่างดี แต่เขาอาจจะลืมไปว่า ธุรกิจร้านแต่งรถหรือจำหน่ายอะไหล่มอเตอร์ไซค์นั้น เงินลงทุนส่วนใหญ่จะ “จม” กับการสต็อกสินค้า ดังนั้นธุรกิจนี้อาจจะต้องมี “สายป่าน” ที่ยาวกว่าคนอื่น เพื่อทำให้เงินทุนหมุนเวียนมีความคล่องตัวมากขึ้น นั่นแปลว่า ทุนตั้งต้นที่ 5 แสน อาจจะไม่เพียงพอ ไม่นับรวมการประเมินแนวโน้มรายได้และค่าใช้จ่าย
ส่วนกรณีของคุณใหม่นั้น ชัดเจนในความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น ที่เธอไว้ใจ “หุ้นส่วน” และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “หุ้นส่วน” (ซึ่งเธออาจจะยังไม่รู้จักดีพอ) เข้ามาดูแลทุกอย่าง
“โมเดล” หรือ “ต้นแบบ” ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมีอยู่ให้เห็นมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายถึงจะเป็น “ใครก็ได้” ที่ทำได้
นึกย้อนถึงสัปดาห์ก่อนที่ได้รับเชิญจากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ให้เป็นผู้ดำเนินรายการสัมมนา “วิเคราะห์เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2558” ระหว่างคุยเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ (ซึ่งน่าเป็นห่วงไม่น้อย) เรื่องอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และการลงทุนในหุ้น คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวประโยคปิดท้ายสัมมนาวันนั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า “นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นต้องรู้จัก ‘คัตลอส’ ซึ่งหมายถึงการรู้จักตัดขาดทุน’ เพราะในขณะที่เรามองทุกอย่างสวยงามด้วยจิตใจพองฟู ในวันแรกของการเริ่มต้นลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น หรือธุรกิจในธุรกิจของตัวเอง เรามีเป้าหมายรับรู้กำไรด้วยอารมณ์ชื่นบาน เราต้องเผื่อใจไว้สำหรับ “ขาลง” และตั้งจุดตัดสินใจไว้เลยว่า เมื่อมันเริ่ม “ขาดทุน” เราจะรับผลของการขาดทุนได้เท่าไหร่ เราจะหยุดรับรู้การขาดทุนตรงไหน “ถ้าคัตลอสไม่เป็น อย่าซื้อหุ้น” นั่นคือ โลกของตลาดหุ้น แต่ในโลกของธุรกิจ หรือแม้แต่โลกของความรักก็เช่นกัน “ถ้าตัดขาดทุนไม่เป็น อย่าริอาจ (เริ่ม)”



