
เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นเชื่อมั่นศก.ไทย
เร่งเครื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นความเชื่อมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีก่อน ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการส่งออกในปีนี้ก็ดูติดๆ ขัดๆ ดังนั้น การท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐ จึงเป็นความหวังหลักที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปี 2558 เติบโตได้ถึง 1.5% และเติบโต 4% ในปี 2559 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีกระแสความห่วงใยต่อสถานการณ์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ซึ่งค่อนข้างล่าช้ากว่ากำหนดมาก แม้จะมียุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยออกมาแล้วตั้งแต่ปีก่อนก็ตาม
ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และสถานีทีวีดิจิทัล NOW26 ได้จัดงาน ดินเนอร์ ทอล์ก “ความร่วมมือรัฐ-เอกชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมสนทนากับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมต่างๆ และนายสุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่น ดำเนินการสนทนา ซึ่งพบว่ามีทั้งข้อกังวล และข้อเสนอแนะ เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เดินหน้าได้เร็วขึ้น
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558-2565 ซึ่งเป็นแผนระยะ 8 ปี วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 โดยมี 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.สร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม 2.สร้างโอกาสสำหรับการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน 3.สร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และ 4.เสริมสร้างความมั่นคงความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง
โดยมี 5 แผนงาน คือ 1.การพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าระหว่างเมือง 2.การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3.การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเชื่อมโยงฐานการผลิตของประเทศ 4.การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และ 5.การเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการขนส่งทางอากาศ โดยทั้ง 5 แผนจะพัฒนาควบคู่กันไปในทุกมิติ เพื่อเพิ่มคุณภาพในการเดินทางของประชาชน ทั้งนี้ การพัฒนาโครงข่ายในเมือง นับว่ามีความก้าวหน้าไปพอสมควร โดยเฉพาะรถไฟฟ้า 10 สายที่มีความชัดเจน จะสามารถเชื่อมต่อกันและจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการคลี่คลายปัญหาจราจร โดยงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง คาดว่าจะเปิดบริการได้ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 2559 ส่วนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คือสายสีน้ำเงินตะวันตก สายสีเขียวใต้ และสายสีเขียวเหนือ และอีก 4 สายอยู่ระหว่างการขออนุมัติ คือสายสีส้มตะวันออก สายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีม่วงใต้ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดซื้อรถประจำทางเอ็นจีวี และการก่อสร้างโครงข่ายถนนและสะพานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ส่วนการพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง จะปรับปรุงอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ ซึ่งในระยะเร่งด่วนมี 6 เส้นทาง แต่ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วคือ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย และช่วงจิระ-ขอนแก่น ยังมีการพัฒนาทางคู่ขนาดมาตรฐานตามเอ็มโอยู ไทย-จีน ระยะทาง 873 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ระหว่างคณะทำงานร่วมสำรวจความเหมาะสมเส้นทาง และการพัฒนาทางคู่มาตรฐานตามเอ็มโอยู ไทย-ญี่ปุ่น เป็นรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ ระยะทาง 672 กิโลเมตร รวมทั้งจะมีการพัฒนารถไฟความเร็วสูงอีก 2 เส้นทางคือ กรุงเทพ-หัวหิน และเส้นทางกรุงเทพ-พัทยา-ระยอง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงที่จะดำเนินการได้ก่อน คือมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง คือ สายพัทยา-มาบตาพุด สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ส่วนแผนการพัฒนาการขนส่งทางน้ำ จะมีการพัฒนาท่าเรือทั่วประเทศ รวมทั้งท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล ที่จะเป็นแลนด์บริดจ์ ไปสู่ฝั่งอ่าวไทย ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาท่าเรือสงขลา 2 ด้วย สุดท้ายคือทางอากาศ จะเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยาน และของระบบการจัดการจราจรทางอากาศให้ได้มาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพฝูงบิน การจัดตั้งนิคมการบิน และการก่อสร้างอาคารเพื่อรองรับการพัฒนาบุคลากรการบินพลเรือน
“ผมได้รับคำถามว่าทำไมถึงล่าช้า นั่นเป็นเพราะไม่ว่าโครงการของรัฐ หรือเอกชน ก็จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้า และเดินทางแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งหากยังไม่มีแผนก็ต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ส่วนกรณีการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ พีพีพี ก็ต้องใช้เวลาหลายขั้นตอน ซึ่งกินเวลามากกว่าหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม ในหลายโครงการจะสามารถเร่งรัดให้เร็วขึ้นได้ ก็โดยการใช้ช่องทางพิเศษ เช่น รถไฟทางคู่ ที่ผ่านการพิจารณาอีไอเอมาแล้ว 3 เส้นทาง และจะเปิดประมูลให้ได้อย่างช้าเดือนธันวาคมปีนี้-มกราคมปีหน้า”
นอกจากนี้ สาเหตุที่ช้ายังมีประเด็นปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดิน การสร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หลายเรื่องทำให้เร็วขึ้นได้ด้วยการลัดขั้นตอน และการทำงานควบคู่กันไปในหลายๆ เรื่อง แต่กรณีพีพีพีจะเร็วขึ้นได้ต่อเมื่อเอกชนไม่มีปัญหาระหว่างกัน เช่น การร้องเรียน และฟ้องศาล ดังนั้น เห็นว่าการจะทำให้เร็วขึ้น ต้องทำให้เกิดความโปร่งใสตั้งแต่แรก จึงได้เชิญองค์กรต่อต้านการทุจริต และนำระบบความโปร่งใสเข้ามาตั้งแต่เริ่มต้น ขณะเดียวกันเอกชนเองก็ต้องมีน้ำใจเป็นนักกีฬาด้วย คือหากตัวเองไม่ได้โครงการ ก็ต้องยอมรับในผลดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในวงสนทนาความร่วมมือรัฐ-เอกชนครั้งนี้ มีข้อกังวลจากภาคเอกชนกรณีการเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์หลายๆ เรื่องไปพร้อมๆ กันนั้น ประเทศไทยจะมีศักยภาพพร้อมรองรับหรือไม่ โดยเฉพาะในด้านบุคลากร อีกทั้งมีข้อเสนอแนะให้จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของโครงการ เพื่อให้โครงการลงทุนของรัฐ สามารถเดินหน้าและเห็นผลชัดเจน
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย แสดงความเห็นว่า โครงการลงทุนของรัฐที่มีจำนวนมากนี้ จะต้องมีการจัดลำดับก่อนหลัง แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจแบบนี้ ก็มีความกังวลว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนจะต้องเร่งรัดการลงทุนจำนวนมากหรือไม่ นอกจากนี้ การที่มีโครงการมีมาก ก็ต้องมีความพร้อมรองรับในหลายๆ ด้าน เช่น แรงงาน วิศวกร ซึ่งหากมีไม่พอก็ต้องนำคนอื่นมาทำให้หมด หรือในอนาคตต่อไปจะดูแลรักษาอย่างไร จะมีบุคลากรรองรับเพื่อมาดูแลรักษาหรือไม่ ซึ่งจุดนี้มีความเป็นห่วงว่าไทยเราอาจจะรองรับไม่ทัน จึงอยากให้รัฐพิจารณาอย่างรอบคอบ
ด้าน นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เสนอว่า อยากเห็นการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของโครงการลงทุนภาครัฐ หากสามารถทำได้เสร็จอย่างน้อย 1-2 โครงการในระยะเวลาอันสั้นแล้ว ก็จะส่งผลดีให้เกิดความเชื่อมั่นขึ้นและมีคนหันมาสนับสนุน โดยกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีการลงทุนอะไรเลย ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอย การลงทุนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่จะผลักดันให้ตัวเองหลุดออกจากกับดักที่ว่า คือเมื่อภาพใหญ่มีความชัดเจนแล้ว ก็ควรวางแผนให้ชัดเจน เป็นขั้นตอน อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เห็นผลได้ชัดมากขึ้น เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่จะกดปุ่มทุกๆ เรื่องไปพร้อมๆ กัน
ขณะที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้างระบุขณะนี้มีความพร้อมในการรับงานก่อสร้างจากภาครัฐ โดยนายประเสริฐ มริตตนะพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลาการในอุตสาหกรรมการก่อสร้างมีความพร้อมเข้าสู่โครงการใหม่ของรัฐ ซึ่งอยากเห็นว่าโครงการใดที่มีความชัดเจนแล้ว ก็ขอให้รัฐเดินหน้าในการจัดทำทีโออาร์ต่อไป
เช่นเดียวกับ นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อย่างบริษัท ชิโน-ไทย จากเดิมเคยโตปีละ 15-20% แต่ปีนี้ถือว่าลดลง ซึ่งแสดงว่ายังมีศักยภาพเหลือที่จะสามารถรับงานก่อสร้างจากโครงการภาครัฐได้ โดยมีความพร้อมทั้งงานก่อสร้าง วิศวกร และทักษะ จึงเสนอให้รัฐมุ่งใช้บริษัทที่เป็นคนไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างเต็มที่



