ข่าว

ต่อยอดทุนหนุนทำดี'เพื่อสังคม'

ต่อยอดทุนหนุนทำดี'เพื่อสังคม'

17 ส.ค. 2558

ต่อยอดทุนหนุนทำดี'เพื่อสังคม' : คมคิดจิตอาสา โดยอนัญชนา สาระคู

             ทุกวันนี้เราเห็นองค์กรภาคธุรกิจต่างก็ดำเนินโครงการอันเป็น “กิจกรรมเพื่อสังคม” สะท้อนความรับผิดชอบและการคืนกำไรไปสู่สังคมที่หวังจะเห็นคนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือแม้แต่กระแสการเกิดธุรกิจเพื่อสังคมก็มีไม่น้อยทีเดียว แต่ภายใต้ “โลกทุนนิยม” นั้น การจะดำเนินโครงการเหล่านี้ได้ยาวนาน หรือการจะให้ธุรกิจเพื่อสังคมสามารถยืนหยัดอยู่ในแวดวงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ยังจำเป็นต้องอาศัย “เงินทุน”

             วันนี้เรามีคำตอบดีๆ กับแนวทางการระดมทุนใหม่ๆ ด้วยเป้าหมายดังที่กล่าวมาแล้ว โดยจะสามารถเป็นกำลังหลักให้การทำกิจกรรมเพื่อสังคมเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องและยาวนาน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฟ้าฝนกันอีก ขณะที่ธุรกิจเพื่อสังคมก็จะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

             เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 6 แห่ง ได้แก่ บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้ง, ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์, เคเอสเแอล กรุ๊ป, นำสินประกันภัย และกลุ่มทิสโก้ ประกาศลงขันรายละ 20 ล้านบาท เป็นทุนประเดิมจัดตั้งกองทุน ในโครงการ ลงทุนสุนทาน" หรือ Philanthropic Investments รวม 120 ล้านบาท จากความริเริ่มของสถาบันไทยพัฒน์ ด้วยแนวคิดการนำเงินไปลงทุนเพื่อหาดอกผลนำไปใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือแก่สังคมในด้านต่างๆ

             “เรากำหนดเงื่อนไขให้นำผลตอบแทนที่ได้อย่างน้อย 50% กลับไปใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) ซึ่งผู้ร่วมลงทุนแต่ละรายจะสามารถนำไปใช้ทำซีเอสอาร์มากกว่านั้นก็ได้ แต่นี่ถือเป็นเพียงเฟสแรกเท่านั้นคือการนำดอกผลไปทำซีเอสอาร์ในโครงการของแต่ละบริษัทเองที่ได้ดำเนินการกันอยู่แล้วเป็นประจำ ยังมีเฟสต่อไปที่จะนำไปทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เกิดอิมแพ็คต่อสังคม อย่างเช่น พบว่าเรามีแนวคิดคล้ายคลึงกันในเรื่องของการศึกษา การระดมทุนรอบต่อไปเราก็อาจจะมีเป้าหมายที่จะนำผลตอบแทนไปทำในเรื่องนี้ นั่นหมายความว่ากองทุนสุนทานนี้ นอกจากจะเป็นเครื่องมือการลงทุนแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายในการช่วยขับเคลื่อนภาคสังคมได้ด้วย” ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการ สถาบันไทยพัฒน์ กล่าว

             ทั้งนี้ กองทุนสุนทานในต่างประเทศเกิดขึ้นมานานแล้วและมีหลากหลายรูปแบบ ส่วนกองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้นทั้ง 100% แต่เป็นหุ้นที่กลุ่ม ESG 100 หรือ 100 อันดับหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ทางสถาบันไทยพัฒน์ประกาศจัดอันดับและประกาศออกมาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับผู้ลงทุนในการตัดสินใจลงทุน โดยเป็น 100 บริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับข้อมูลผลประกอบการทางการเงิน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน อย่างไรก็ตามผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว จะไม่มีความหวือหวา คือเมื่อขยับสูงก็จะไม่ขึ้นสูงสุด เมื่อลดลง ก็จะไม่ลดลงต่ำสุดเช่นกัน นั่นหมายถึงจะเป็นการลงทุนที่มีเสถียรภาพกว่า และจากการทำโมเดลย้อนหลัง 5 ปี ร่วมกับทางทิสโก้ พบผลตอบแทนเป็นตัวเลขถึง 2 หลัก แต่ทั้งนี้ก็ต้องบอกด้วยว่าการลงทุนมีความเสี่ยง

             ดร.พิพัฒน์ ขยายความอีกว่า แนวคิดการจัดตั้งกองทุนสุนทานจึงมีวัตถุประสงค์ใน 2 ด้าน คือให้เป็นกลไกหรือเครื่องมือส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนไทยมุ่งการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเอาใจใส่ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและมีธรรมาภิบาลให้มากขึ้น หากผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนพบว่ามีเม็ดเงินลงทุนเข้าไปลงทุนกลุ่ม ESG กันมากขึ้น และอีกด้านคือผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในหุ้นกลุ่ม ESG นั้นก็ยังวกกลับไปพัฒนาสังคมอีกต่อหนึ่งด้วย

             อย่างไรก็ตาม การร่วมลงทุนในกองทุนสุนทานนี้คงยังไม่จบแค่ผู้ร่วมทุน 6 ราย แต่จะออกโรดโชว์เพื่อนำเสนอแนวคิดนี้กับบริษัทจดทะเบียนรายอื่นๆ อีก รวมทั้งบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็มีโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมเช่นกัน ตลอดจนกองทุน มูลนิธิต่างๆ รวมทั้งธุรกิจครอบครัว ซึ่งที่ผ่านมามีหลายองค์กรแสดงความสนใจ แต่อาจจะติดขั้นตอนต่างๆ ที่ทำให้ยังไม่สามารถเข้ามาร่วมเป็นทุนประเดิมในกองทุนนี้ได้ แต่คาดว่าภายในระยะ 1 ปีจากนี้ เชื่อว่าจะได้กองทุนเป็นมูลค่าหลักหนึ่งพันล้านบาท แต่กองทุนเองก็จะต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าสามารถบริหารจัดการได้ตามที่คาดหวังไว้จริง

             “การจัดตั้งกองทุนสุนทานนี้เป็นแนวคิดเปิดนะ ใครก็ได้สามารถใช้แนวคิดนี้ไปจัดตั้งกองทุน หรือจะจัดตั้งเป็นแบบกองทุนส่วนบุคคลที่เข้าไปลงทุนใน ESG 100 และนำผลตอบแทนส่วนหนึ่งไปใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคม ผมเชื่อว่าในเร็วๆ นี้ยังมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อีก 2-3 แห่งจัดตั้งกองทุนลักษณะนี้โดยอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลในการจัดตั้งกองทุนแบบเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

             ก่อนหน้านั้น ยังมีการจัดตั้งกองทุนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่แม้รูปแบบจะแตกต่างกันออกไปแต่ก็อยู่บนพื้นฐานของหลักการเดียวกันคือการสร้างความยั่งยืน และแสวงหาผลตอบแทนในระยะยาว อันจะเป็นการสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมาบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบัวหลวง ร่วมกับมูลนิธิเพื่อคนไทย และสถาบันเชนจ์ ฟิวชั่น ชวนคนไทยทำดีกันตั้งแต่บาทแรกของการลงทุน ด้วยการจัดตั้งกองทุนรวม คนไทยใจดี (BKIND) ซึ่งเป็นกองทุนตราสารทุนที่เน้นการระดมเงินจากผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อนำเงินไปลงทุนในกิจการที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาลงทุน 4 ด้าน คือ สิ่งแวดล้อม สังคม มีธรรมาภิบาลที่ดี และร่วมต่อต้านการคอร์รัปชั่น (ESGC) นอกเหนือไปจากการมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี

             นอกจากนี้ กองทุนคนไทยใจดี ยังเป็นกองทุนแรกที่มอบรายได้จากการจัดการกองทุน 40% หรือเทียบเท่า 0.8% ของมูลค่าเงินกองทุน ไปใช้ในการสนับสนุนหรือลงทุนในโครงการสาธารณประโยชน์ต่างๆ โดยจะมีคณะกรรมการพิจารณาโครงการที่เหมาะสม ซึ่งเพียงแค่ 6 เดือนแรก บลจ.บัวหลวงได้อนุมัติเงินสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมไปแล้ว 9 โครงการ รวมเป็นเงิน 6,157,000 บาท ประกอบด้วย

             โอเปอเรชั่นสมายส์ 9 แสนบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเด็กที่มีภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดรักษาเด็กที่มีภาวะหน้าเป็นงวงช้าง ดำเนินการโดยมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม โครงการทุนหมุนเวียนเพื่อกลุ่มวิสาหกิจของสตรี 3 จังหวัดภาคใต้ 3 แสนบาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายกิจการสำหรับวิสาหกิจชุมชนของสตรี 3 จังหวัดภาคใต้ มีองค์การอ็อกแฟม ประเทศไทยเป็นผู้คัดเลือกกิจการที่จะให้การสนับสนุน เพื่อให้กิจการสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง โครงการสื่อดิจิทัลลดความเหลื่อมล้ำวิทย์-คณิต 6.1 แสนบาท เพื่อนำไปใช้ในการนำระบบการสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สำหรับโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลและขาดแคลน 1 โรงเรียน ดำเนินการโดยบริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด

             กองทุนนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์แก้จน 9 แสนบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนตั้งต้นสำหรับการสนับสนุนเกษตรประมาณ 20 ครัวเรือน ให้ทำนาอินทรีย์ 5 ไร่ ปลูกผักอินทรีย์ และกระบวนการสนับสนุนพี่เลี้ยงคอยดูแลการผลิตและการเชื่อมตลาด เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางการเกษตรที่ยั่งยืน ดำเนินการโดย บริษัท นวัตกรรมชาวบ้าน จำกัด หลักสูตรโตไปไม่โกง 9 แสนบาท เพื่อใช้ในการอบรมปลูกฝังเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นให้แก่ครูจำนวน 150 คน ที่จะนำความรู้ไปสอนในโรงเรียน 30-50 โรงเรียน ดำเนินการโดยมูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย โครงการกายอุปกรณ์ 2 แสนบาท สำหรับการจัดหาแขนขาเทียมเพื่อผู้พิการยากไร้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และเด็กเล็กพิการที่อยู่ในวัยเรียน ดำเนินการโดยมูลนิธิคนพิการไทย

             โครงการ Peace Please 947,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมต้นแบบการมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดมาตรการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน สตรี ครู ใน 4 พื้นที่ความรุนแรงสูง จ.ยะลา ดำเนินการโดยสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง) โครงการป้องกันเอชไอวีที่ส่งผลกระทบต่อเด็กชายแดนไทย-ลาว และไทย-กัมพูชา 5 แสนบาท เพื่อใช้เป็นเงินทำกิจกรรมสร้างความรู้ ปรับทัศนคติของเด็กและเยาวชนที่เกิดจากแรงงานกัมพูชา ลาว พม่า ในเขตชายแดนให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเอชไอวี ดำเนินการโดยมูลนิธิสุธาสินีน้อยอินทร์เพื่อเด็กและเยาวชน

             สุดท้ายโครงการคนกล้าคืนถิ่น 9 แสนบาท เพื่อให้เป็นเงินสนับสนุนการลงมือปฏิบัติของโครงการคนกล้าคืนถิ่น ตั้งแต่การจัดกระบวนการอบรม บ่มเพาะ และสนับสนุนเกษตรกรที่ใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง พอเพียง สมดุลกับการใช้ทรัพยากรที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิผล และกลับไปเป็นต้นแบบผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น ดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่างกองทัพบก สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิปิดทองหลังพระ โครงการหนึ่งไร่หนึ่งแสนของสภาหอการค้าไทย ศูนย์บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธิธนาคารต้นไม้ และเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนรวมกว่า 20 องค์กร

             ล่าสุดยังมีสถาบันการเงินของรัฐอีก 2 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกับสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) ออกสลากออมสินรายละ 1,000 ล้านบาท รวมเป็น 2,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์นำเงินที่ได้จากการระดมทุนผ่านสลากเพื่อสังคม (Social Lottery) ไปใช้ในการปล่อยสินเชื่อต่อให้แก่กิจการเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชนที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารรัฐทั้ง 2 แห่งเริ่มเปิดขายสลากดังกล่าวแล้วในวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคมนี้

             โดยคาดว่าจะเริ่มให้สินเชื่อได้ในเดือนกันยายน 2558 จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีกิจการเพื่อสังคมที่เข้าข่ายผ่านคุณสมบัติ และได้รับการรับรองจาก สกส.จำนวน 170 กิจการ จากที่มีในฐานระบบข้อมูล 480 กิจการ

             “ผมอยากพิสูจน์ให้เห็นว่ากิจการเพื่อสังคมมีกิจการที่ดีหากสนับสนุนให้เขามีความพร้อมทางการเงิน ส่วนการยกระดับบทบาทให้เป็นธนาคารเพื่อสังคม เราก็คาดหวังว่าจะเป็นแนวทางพัฒนาต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้” นายณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ ผู้อำนวยการ สกส. กล่าว


 ลงขันร่วมตั้งกองทุนสุนทาน

             สำหรับการนำผลตอบแทนจากการลงทุนใน "กองทุนสุนทาน" เฟสแรกที่แต่ละบริษัทจะนำกลับไปใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริษัทดำเนินการอยู่นั้น อาณัติ อาภาภิรม กรรมการบริหาร บีทีเอสกรุ๊ป กล่าวว่า จะใช้ในโครงการ “สถานีส่งความสุขจากชาวบีทีเอสกรุ๊ป” ซึ่งเป็นโครงการซีเอสอาร์หลักของบริษัทที่นำความสุขและความช่วยเหลือในสิ่งจำเป็นไปมอบให้แก่เด็กในโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วทุกภาคของประเทศ เช่น สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค ตลอดจนการนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปให้การรักษาแก่เด็ก และชาวบ้านในชุมชนเหล่านั้น รวมทั้งใช้ในกิจกรรมซีเอสอาร์อื่นๆ ของบริษัทที่ได้ดำเนินการมา เช่น โครงการคลินิกลอยฟ้า โครงการหนูด่วนชวนกินเจ การสนับสนุนให้เยาวชนเรียนรู้การประหยัดพลังงานด้วยการทัศนศึกษาระบบขนส่งมวลชน

             นอกจากนี้ บริษัทยังได้ส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนด้วยการมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนดีเด่นแต่ขาดทุนทรัพย์ให้แก่โรงเรียนต่างๆ ตลอดจนการจัดโครงการทอดกฐินประจำปี และโครงการบีทีเอสกรุ๊ปอนุรักษ์ช้างไทย ให้ความช่วยเหลือในด้านจัดเวชภัณฑ์และยาให้แก่โรงพยาบาลช้าง จ.ลำปาง และสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างโรงพยาบาลช้างแห่งใหม่ที่ จ.กระบี่ ของสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

             ดิลลิปรัจ ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไมเนอร์ โฮเทล กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทจะนำผลตอบแทนจากการลงทุนนี้ไปมอบให้แก่สังคมผ่านทางมูลนิธิต่างๆ ที่กลุ่มไมเนอร์ให้การสนับสนุนอยู่ เช่น มูลนิธิ ไฮเน็ค ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ส่งเสริมการด้านการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนในประเทศไทย มูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเลเฟ่น ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อลดปัญหาช้างเร่ร่อนบนถนนในเมือง และปัจจุบันขยายขอบเขตรวมไปถึงการส่งเสริมการอนุรักษ์ช้าง การให้ความรู้และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับช้าง และมูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์เต่าทะเล หาดไม้ขาว รวมทั้งมูลนิธิ ไมเนอร์ ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดตั้งขึ้นใหม่ด้วย

             ด้าน ทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทจะนำดอกผลที่ได้ไปสนับสนุนบริษัทในเครือ คือ บริษัทลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ จำกัด ที่มีนโยบายพัฒนาสตรีด้อยโอกาสให้เป็นพนักงานบริการชุมชน เพื่อเพิ่มศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตของสตรีกลุ่มนี้ โดยเฉพาะมีแนวคิดที่จะพัฒนาบริษัทให้เป็นองค์กรเพื่อสังคม

             จำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัทเคเอสแอล กล่าวว่า การเข้าร่วมกองทุนสุนทานนี้ ถือเป็นโอกาสที่บริษัทจะขยายการดำเนินบทบาทตามพันธกิจใจการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียและสังคมได้อย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยจะนำดอกผลที่ได้มาทำประโยชน์ในด้านสาธารณสุข ผ่านโรงพยาบาลที่กลุ่มบริษัทเคเอสแอลให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว รวมทั้งนำมาใช้ในโครงการเพื่อการศึกษา และสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

             เช่นเดียวกับ สมบุญ ฟูศรีบุญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า บริษัทมุ่งหวังที่จะนำดอกผลที่ได้รับ ไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยแก่สาธารณชน โครงการพัฒนาและเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส รวมถึงโครงการเพื่อการรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาสังคมเพื่อความยั่งยืนต่อไป

             ปิดท้ายที่ กลุ่มทิสโก้ ที่นอกจากจะร่วมลงทุนในกองทุนดังกล่าวนี้แล้ว ยังเป็นผู้บริหารกองทุนอีกด้วย โดย อรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า จะนำดอกผลที่ได้รับจากการลงทุนไปทำประโยชน์แก่สังคมที่กลุ่มทิสโก้ได้ดำเนินการมาต่อเนื่อง โดยเน้นที่การให้ความรู้ทางการเงินเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจทางการเงินของคนไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำให้สามารถบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน ปลูกฝังทัศนคติการออมและการสร้างวินัยทางการเงิน ซึ่งจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของตนเองและครอบครัวอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดโครงการค่ายการเงินเยาวชน การจัดอบรมความรู้แก่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ นอกเหนือจากการให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนผ่านมูลนิธิทิสโก้เพื่อการกุศล และการสนับสนุนกิจกรรมด้านการส่งเสริมธรรมาภิบาล การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน