
คำถามประชามติ
คำถามประชามติ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
แม้คำถามใหญ่ตอนนี้คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะ “รับ” หรือ “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ล่าสุดเหมือนจะมีการมองข้ามช็อตไปสู่ “คำถามประชามติ” ที่จะทำพร้อมประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะตรงนั้นจะเป็นตัวกำหนดอนาคตร่างรัฐธรรมนูญ
จากการประเมินซุ้มเสียงของ สปช.ล่าสุด ที่ประชุม สปช.ในวันที่ 7 กันยายน น่าจะ “เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะพิจารณาในมิติของ “เนื้อหา” ร่างรัฐธรรมนูญ และ “สถานการณ์ทางการเมือง”
ในแง่ “เนื้อหา” สปช.ไม่น้อยเห็นว่า ยังอยู่ในวิสัยที่พอรับได้ บางคนแม้จะไม่ชอบใจ แต่ก็อยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าไม่คายไม่ออก” จำใจต้องรับ เพราะหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ไม่มั่นใจว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 21 คน ที่ คสช.จะตั้งขึ้น จะร่างรัฐธรรมนูญออกมาได้ดีกว่าร่างนี้
ส่วนเรื่อง “สถานการณ์” นั้น จะมีเหตุผลที่ทำให้ สปช.รับร่างฯ จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งรับเพราะอยากให้มีการเลือกตั้งเร็ว และอีกส่วนรับเพราะอยากให้มีการทำประชามติในคำถามอื่น ไม่ว่าจะเป็นคำถาม ปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้งของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา” และคำถามล่าสุดที่เสนอโดย “ประสาร มฤคพิทักษ์” และ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” โดยมี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ร่วมสนับสนุน “รัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป” หลังการเลือกตั้ง
ก่อนหน้านี้เคยมี สปช.บางคนบอกว่า สูตรปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้งเป็นสูตรที่สวยที่สุด แต่ล่าสุดมีการมองว่า ข้อเสนอเรื่องให้ตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติน่าจะลงตัวกว่า เพราะหากเป็นตามแนวทางนี้หมายถึงจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พที่กำหนดไว้เดิมได้ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันให้ คสช.ได้พอสมควร
ผู้คนไม่น้อยรวมทั้ง “นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กังวลว่า หากเลือกตั้งแล้วกลับมาทะเลาะกันอีกจะทำอย่างไร จึงทำให้มีข้อเสนอเรื่องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเพื่อ “ยืดเวลา” การเลือกตั้งออกไป แต่เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสามารถคิดกลไกดูแลความเรียบร้อยหลังการเลือกตั้งได้ คือ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” ที่มี “อำนาจพิเศษ” เหนือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เป็นเวลา 5 ปี กรณีที่เกิดวิกฤติและรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ จึงไม่น่าจะจำเป็นต้อง “ยื้อ” การเลือกตั้งออกไป
วันที่ 18 สิงหาคมนี้ สปช.จะประชุมเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับคำถามประชามติ โดยจะมีการอภิปรายในคำถามทั้งสองไว้ก่อน แล้วไปลงมติกันในวันลงมติร่างรัฐธรรมนูญ คือ 7 กันยายน
แม้ล่าสุดจะมี สปช.บางคนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่ สปช.จะตั้งคำถามประชามติ แต่ถ้าถึงที่สุดแล้วผู้เสนอญัตติทั้งคู่ไม่ถอนญัตติออกไป ที่ประชุมก็ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น
สำหรับ สนช.ที่มีสิทธิตั้งคำถามได้เช่นกัน ตอนนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
แต่ถึงที่สุดแล้ว “ครม.ประยุทธ์” จะเป็นด่านสุดท้ายที่จะชี้ว่าจะให้มีการทำประชามติหรือไม่ ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นคำถามที่ “ครม.มีส่วนได้เสีย” ครม.จะว่าอย่างไร?



