ข่าว

มองต่างมุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบ VS สืบทอดอำนาจ

มองต่างมุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบ VS สืบทอดอำนาจ

16 ส.ค. 2558

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : มองต่างมุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบ VS สืบทอดอำนาจ : โดย...สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น

 
                      ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดแรงกระเพื่อมใหญ่ทันที หลังจาก “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาแถลงเรื่อง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ” ที่จะมี “อำนาจพิเศษ” 5 ปี
 
 
มองต่างมุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบ VS สืบทอดอำนาจ
 
 
                      ผสมกับข้อเสนอที่จะทำประชามติว่า จะให้มีรัฐบาลแห่งชาติ หลังการเลือกตั้ง และเรื่องที่มา ส.ว.ที่จะกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในส่วน ส.ว.สรรหา 123 คน ให้ “คณะรัฐมนตรี” เป็นผู้สรรหา และ ส.ว.อีกส่วนคือ 77 คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน โดยให้มีวาระ 3 ปี
 
                      ทันทีที่ประเด็นดังกล่าวปรากฏออกมา ทำให้เกิดการ “ต่อภาพ” การเมืองไทยที่เกิดจากการออกแบบรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า นี่คือการวางกลไกเพื่อ “สืบทอดอำนาจ” ของ คสช.หรือไม่?
 
                      ในวันแถลง “บวรศักดิ์” ชี้แจงทันทีว่า “ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แต่ต้องการทำให้เมืองสงบ”
 
                      ปมสำคัญปมแรก คือ เรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ซึ่งในส่วนของ “องค์ประกอบคณะกรรมการ” 23 คน ก็มีความน่าสนใจระดับหนึ่ง แต่ตัวที่สำคัญมากกว่าและทำให้ถูกตั้งคำถามเรื่องสืบทอดอำนาจ คือ “อำนาจพิเศษ” ที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล
 
                      “กมธ.ยกร่างฯ ได้กำหนดอำนาจพิเศษของกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไว้ในบทเฉพาะกาลว่า หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพ จนไม่สามารถบริหารประเทศได้ กรรมการยุทธศาสตร์ฯ สามารถใช้มติที่มีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด กำหนดมาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้รับการปรึกษากับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว"
 
 
มองต่างมุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบ VS สืบทอดอำนาจ
 
                      "ตัวอย่างเช่น หากเกิดการชุมนุมขึ้นหลายพื้นที่ จนกลายเป็นจลาจล รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ตำรวจ ทหาร ก็ยังเอาไม่อยู่ ถือว่ากลไกทางกฎหมายตามปกติไม่สามารถใช้ได้แล้ว กรรมการยุทธศาสตร์ฯ ก็ต้องมาใช้อำนาจตามมาตรานี้” บวรศักดิ์อธิบาย
 
                      คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาตินี้ เป็นข้อเสนอของ ครม.ในตอนเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของคณะกรรมาธิการ ในร่างเดิมไม่ได้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ อยู่ ตอนนั้นคณะกรรมาธิการกำหนดให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วถูกวิจารณ์ว่า “สืบทอดอำนาจ” เพราะกำหนดให้ สปช. และ สนช. เข้าไปอยู่ด้วย 
 
                      คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ที่คณะกรรมาธิการ “เคาะ” ออกมาจะมีข้อแตกต่างจากข้อเสนอของ ครม.เล็กน้อย แต่มีนัยสำคัญคือ ครม.เสนอให้มีกรรมการ 20 คน โดยในจำนวนนั้นมีประมุข 3 ฝ่าย คือ นายกฯ ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา อยู่ด้วย แต่ในร่างของคณะกรรมาธิการได้ตัด “ประธานศาลฎีกา” ออกไป ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “บวรศักดิ์” ชี้แจงว่า “อำนาจพิเศษ” ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่เหมือนกับอำนาจนายกฯตาม มาตรา 44 
 
                      “กรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้งหรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร ให้ถือว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งและการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และถือเป็นที่สุด...อำนาจตามมาตรานี้ไม่เหมือนกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพราะไม่มีอำนาจทางตุลาการ”
 
 
มองต่างมุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบ VS สืบทอดอำนาจ
 
 
                      สำหรับ “นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แม้ในวันแรกที่นักข่าวพยายามซักถาม นายกฯ จะปฏิเสธที่จะพูดชัดๆ แต่ในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา นายกฯ ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าสนับสนุนกลไกนี้
 
                      “เรื่องสำคัญที่ต้องการทำความเข้าใจ เรื่องแรกคือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่คณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะมีความสำคัญในการที่จะกำหนดแนวทางในการปฏิรูป ปรองดอง ขจัดความขัดแย้ง ซึ่งจะต้องมีทั้งอำนาจ หน้าที่ และกลไก ที่จะสามารถอำนวยการปฏิบัติได้ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกในการขจัดความขัดแย้ง ความรุนแรง ที่รัฐบาลปกติ กฎหมายปกติ อาจจะไม่สามารถแก้ไข ขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเช่นสถานการณ์ในห้วงที่ผ่านมา”
 
                      นอกจากนี้นายกฯ ยังพูดถึงเรื่องประชามติ ซึ่งน่าจะหมายถึงเฉพาะการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่น่าจะหมายรวมไปถึงการทำประชามติในคำถามที่ตั้งขึ้น ซึ่งตอนนี้มีตัวเลือกอยู่แล้ว 2 คำถามที่จะเป็นตัวเลือก คือ จะปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนแล้วมี “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ”
 
                      “เรื่องการทำประชามติ เป็นอีกประเด็นที่มีความสำคัญ ก็เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนนั้นจะต้องร่วมกันในการตัดสินใจ ไม่ใช่ตัดสินใจเพื่อผม เพื่อรัฐบาล เพื่อ คสช. แต่ก็ให้ทุกคนคำนึงถึง เพื่อประเทศชาติ และอนาคตของลูกหลานต่อไป”
 
                      ความจริงข้อเสนอเรื่องให้มี “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในคณะกรรมาธิการมีความพยายามผลักดันเรื่องนี้มาตลอด โดยมี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นตัวหลัก แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งจู่ๆ “บวรศักดิ์” มาแถลงถึงแนวทางใหม่คือ การตั้งคำถามให้ทำประชามติ ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า “บวรศักดิ์” มาแถลงเอง คงไม่ธรรมดา
 
                      ที่สุด เอนก และ “ประสาร มฤคพิทักษ์” ร่วมกันเสนอเป็นญัตติเข้าไปให้ สปช.พิจารณาเป็นตัวเลือกคำถามในการทำประชามติ โดยมี “บวรศักดิ์” เป็นหนึ่งในผู้ลงชื่อสนับสนุนในญัตติดังกล่าว
 
                      หากถามว่า ใน 2 คำถามนี้ คือ ปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนแล้วมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ สปช.จะเลือกคำถามไหน เพราะส่งได้คำถามเดียว คำตอบคือ น่าจะเป็นคำถามใหม่ล่าสุดที่ “บวรศักดิ์” ร่วมผลักดันอยู่ด้วย
 
                      “การปล่อยให้มีการเลือกตั้งก่อนน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะเท่ากับ คสช.ได้ทำตามโรดแม็พที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ เป็นการช่วยลดแรงกดดันได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ใช้วิธีวางให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มาเป็นตัวควบคุมสถานการณ์หลังเลือกตั้ง และยิ่งถ้าหากได้เงื่อนไขรัฐบาลปรองดองด้วยก็ยิ่งดี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่านายกฯ หลังเลือกตั้งก็คงจะเป็นคนนอก” นักวิเคราะห์การเมืองกล่าว
 
                      ขณะที่ฝ่ายเพื่อไทยแสดงความไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญล่าสุด โดยมีการออกแถลงการณ์แสดงท่าที ระบุว่ามีลักษณะของการสืบทอดอำนาจ
 
 
มองต่างมุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบ VS สืบทอดอำนาจ
 
 
                      ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย บอกว่า ทางพรรคคงไม่สามารถไปยับยั้งใดๆ ได้ แต่ต้องติติงไว้ด้วยความเป็นห่วงว่า กลไกข้อเสนอต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ 
“หากติงแล้วคุณไม่ฟัง คุณก็ต้องรับผลที่จะเกิดขึ้น หากประสบความสำเร็จคุณก็จะได้รับการยกย่อง แต่ถ้าไม่สำเร็จคุณก็จะต้องรับผิดชอบเต็มๆ”
 
                      อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏออกมาในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็น่าจะสอดคล้องกับที่ “บวรศักดิ์” เคยบอกว่า นายกฯ ให้การบ้านอย่างเดียวในการร่างรัฐธรรมนูญคือ ต้องทำให้คนเลิกตีกัน บวกกับคำพูดนายกฯ ที่เคยพูดว่า “จะไม่ทำให้เสียเปล่า” 
 
                      วันที่ 22 สิงหาคม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะส่งร่างสุดท้ายให้ สปช. ก่อนที่ สปช.จะลงมติทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามประชามติในวันที่ 7 กันยายน
 
                      ต้องจับตาดูทุกช็อตนับจากนี้!!
 
 
 
 
-------------------
 
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : มองต่างมุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบ VS สืบทอดอำนาจ : โดย...สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น)