
เปิด3แผนกศาลขจัดค้ามนุษย์-ทุจริต-ยาเสพติด
เปิด3แผนกศาล ขจัดค้ามนุษย์-ทุจริต-ยาเสพติด : โอภาส บุญล้อมรายงาน
การเปิด 3 แผนก “คดีค้ามนุษย์-คดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ-คดียาเสพติด” ในศาลอาญา เปิดเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา
“ผลของการกระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ คดีทุจริต คดียาเสพติด ส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และในภาพใหญ่ก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศเป็นอย่างมาก ค้ามนุษย์มีผลไปถึงต่างประเทศ ส่วนเรื่องทุจริตก็มีผลต่อความเชื่อมั่นของคนทั่วไปและของต่างชาติ ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้เป็นเพียงการสร้างความเสียหายเแก่ทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงเกียรติภูมิของประเทศ ส่วนคดียาเสพติดทำลายเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตคนในชาติ และยังเป็นทุนในการก่อให้เกิดความผิดขึ้นอีกทั้ง 3 คดี มีความซับซ้อนเข้าถึงพยานค่อนข้างยาก การดำเนินคดีจึงต้องให้มีประสิทธิภาพและเป็นพิเศษ ใช้ช่องทางกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ได้พยานหลักฐานเพียงพอ จะได้มีประสิทธิภาพในการนำคนผิดมาลงโทษไม่ล่าช้าเกินไป” พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ รองอธิบดีผู้พิพากษา ศาลอาญา อธิบายถึงที่มาและเหตุผลที่คดีค้ามนุษย์ คดีทุจริต คดียาเสพติด ที่ต้องแยกตั้งเป็นแผนกขึ้นมาเฉพาะ
ทั้งนี้ การตั้งทั้ง 3 แผนกคดีในศาลอาญา เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน โดยอาศัยอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยแต่ละแผนกจะมีรายละเอียด ดังนี้
1.แผนกคดีค้ามนุษย์ คดีที่เข้าข่ายเป็นคดีค้ามนุษย์ที่จะมาสู่แผนกนี้ คือคดีที่มีการแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์, คดีค้าประเวณี, บังคับใช้แรงงาน, บังคับขอทาน, บังคับใช้คนเป็นทาส, บังคับตัดอวัยวะเอาไปเพื่อการค้า แผนกนี้มีผู้พิพากษา 6 องค์คณะ คณะละ 2 คน รวม 12 คน โดยประธานศาลฎีกามีนโยบายว่าคดีค้ามนุษย์ ศาลชั้นต้นต้องสืบพยานให้เสร็จสิ้นและมีคำพิพากษาภายใน 6 เดือนนับแต่วันตรวจพยานหลักฐาน
หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของคดีค้ามนุษย์ คือการเก็บรักษาพยานเอาไว้ให้ได้เพราะผู้เสียหายหรือเหยื่อที่เป็นพยานมักเป็นคนยากจนเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือเป็นชาวต่างชาติที่มักจะเดินทางกลับประเทศของตนเองโดยเร็วหลังเกิดเหตุ ดังนั้น คดีค้ามนุษย์ จะมีการใช้วิธีสืบพยานล่วงหน้าไว้ก่อนที่จะมีการยื่นฟ้องคดี หากมีพฤติการณ์ให้เห็นว่าการรอให้มีการสืบพยานหลังจากที่มีการยื่นฟ้องคดีแล้วเหมือนคดีปกติทั่วไปจะไม่ทันการณ์พยานจะหายหมด
นอกจากนี้ ยังจะมีการใช้ “วิดีโอคอนเฟอเรนซ์” มาใช้ในการสืบพยานด้วยเพื่อไม่ให้เหยื่อหรือพยานต้องหวาดกลัวกับการเผชิญหน้ากับจำเลย การใช้ “วิดีโอคอนเฟอเรนซ์” ในการสืบพยาน ทำให้พยานและจำเลยอยู่คนละห้องกันได้ ที่สำคัญยังมีการทำ บันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือกันในคดีค้ามนุษย์ ระหว่างศาลอาญา, สำนักงานอัยการสูงสุด, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คือความร่วมมือด้านการดำเนินคดี โดยตำรวจ อัยการ ศาล แต่ละหน่วยงานจะมี “ศูนย์ประสานงานคดีค้ามนุษย์” เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกันในเรื่องคดี, การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและพยานให้มีการสืบพยานไว้ล่วงหน้าโดยเร็วเมื่อเกิดเหตุจำเป็น, การจัดหาล่าม, นักจิตวิทยา, การดูแลคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่เหยื่อ ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะทำหน้าที่เรียกค่าเสียหายแทนเหยื่อผู้เสียหาย
"เมื่อประเทศไทยเราโดนเทียร์ 3 รัฐบาลได้ยกระดับปัญหาการค้ามนุษย์ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นทุกองคาพยพในประเทศเราก็ต้องรับรู้ไปด้วยกันและเห็นว่าปัญหาค้ามนุษย์เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน" รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ตอบคำถามที่ว่าการจัดตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์ในครั้งนี้ เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการที่ประเทศไทยโดนเทียร์ 3 หรือไม่
2.แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ คดีที่จะเข้าสู่แผนกนี้ คือคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐทุจริต เช่น ข้าราชการ, เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ แต่ไม่ใช่คดีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, สมาชิกวุฒิสภา, รัฐมนตรี คดีที่มาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
แผนกนี้ มีผู้พิพากษา 4 องค์คณะ คณะละ 2 คน รวม 8 คน ทั้งนี้ คดีทุจริตฯ ที่ศาลรับมาจาก ป.ป.ช.จะใช้วิธีการ “ไต่สวนคดี” ซึ่งจะทำให้ศาลมีบทบาทมากขึ้นในการซักถามพยานและค้นหาข้อเท็จจริง ส่วนคดีที่รับมาจาก ป.ป.ท. และคดีที่ประชาชนฟ้องว่าเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตยังใช้วิธีการสืบพยานแบบระบบกล่าวหาที่ใช้ในคดีอาญาปกติ
3.แผนกคดียาเสพติด แผนกนี้จะทำคดีค้ายาเสพติดรายใหญ่มีการทำเป็นขบวนการ ส่วนคดีเสพยาเสพติดไม่เกี่ยวกับแผนกนี้โดยองค์คณะผู้พิพากษาทั่วไปเป็นผู้ทำคดี
แผนกนี้จะมีผู้พิพากษา 8 องค์คณะ คณะละ 2 คน รวม 16 คน และด้วยเหตุที่คดีค้ายาเสพติดจะจบแค่ 2 ศาล คือถึงที่สุดแค่ศาลอุทธรณ์เท่านั้น ดังนั้น การสืบพยานข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นในคดียาเสพติดต้องทำอย่างดีที่สุดเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน
ทั้งนี้ แต่ละแผนกจะมีห้องประชุมคดีแต่ในส่วนของห้องนั่งพิจารณาคดี ไม่มีการสร้างเพิ่มแยกออกมาโดยใช้ห้องพิจารณาคดีของศาลอาญาที่มีอยู่เดิม
สำหรับผลที่่ี่ได้จากการแยก คดีค้ามนุษย์ คดีทุจริตฯ และคดียาเสพติด ออกเป็นแผนก คือทำให้คดีรวดเร็วขึ้นและมีระบบจัดการพิเศษกับแต่ละประเภทคดี อีกทั้งนำไปสู่การเกิดความเชี่ยวชาญของผู้พิพากษาในระดับที่ลึกมากขึ้น เปรียบเสมือนแพทย์ที่มีแพทย์เฉพาะทางรักษาโรค
“การมีกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบข้อกล่าวหาของต่างชาติได้ จะเป็นการเพิ่มพูนความเชื่อมั่นในระบบศาล การพิจารณาลงโทษที่รวดเร็ว ทันการณ์ ทำให้คนที่จะทำผิดต้องคิดเหมือนกัน ซึ่งเป็นการป้องปรามการกระทำผิดได้” พงษ์ศักดิ์ ตอบคำถามที่ว่าการแยกออกเป็น 3 แผนกจะช่วยในการปราบปรามการค้ามนุษย์, การทุจริตและการค้ายาเสพติดได้มากน้อยแค่ไหน
ในส่วนคดีค้ามนุษย์ ปัจจุบันศาลอาญามี 40 คดี คดีทุจริตฯ ประมาณ 50 คดี และคดียาเสพติด ปีละประมาณ 8,000 คดี อย่างไรก็ตามจะไม่มีการโอนคดีเหล่านี้ที่มีอยู่เดิมมาที่ 3 แผนกศาลที่ตั้งขึ้นใหม่แต่อย่างใด โดยให้องค์คณะคดีเดิมเป็นผู้ทำคดีต่อไป
ด้านอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา “อธิป จิตต์สำเริง” กล่าวถึงสาเหตุและความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งเป็น 3 แผนกคดีพิเศษ ว่า มี 4 เหตุผลด้วยกัน คือ 1.เป็นการกระทำความผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง 2.ผู้กระทำความผิดมักเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือองค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายกว้างขวาง มีกระบวนการกระทำความผิดที่สลับซับซ้อน มีการปกปิดบิดเบือนเส้นทางการเงินและมีการใช้พฤติกรรมรุนแรงในการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม 3.การแสวงหาพยานหลักฐานในคดีเหล่านี้ทำได้ยาก พยานมักถูกข่มขู่คุกคามจึงจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของพยานบุคคลด้วย 4.มีกฎหมายกำหนดวิธีการสอบสวนและวิธีพิจารณาคดีไว้เป็นพิเศษ
“การพิจารณาพิพากษาคดีทั้ง 3 ประเภทนี้ จึงควรมีผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหา รวมทั้งวิธีพิจารณาที่กำหนดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อที่จะได้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม นอกจากนั้นศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั่วราชอาณาจักรจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้และบุคลากรเพื่อรองรับคดีที่อาจถูกโอนมาจากศาลในภูมิภาค”
นอกจากนี้ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ยังเห็นว่า น่าจะมีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อนำมาตรการพิเศษที่จำเป็นมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลด้วย เช่นในการฟ้องคดีควรต้องส่งสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนต่อศาลด้วยไม่ใช่มีแค่คำฟ้อง เพื่อให้ศาลสามารถไต่สวนหาความจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คดีทั้ง 3 ประเภทนี้ หากจำเลยหลบหนีคดีควรกำหนดให้หยุดนับอายุความในระหว่างหลบหนีเพื่อไม่ให้จำเลยใช้วิธีการหลบหนี รอให้คดีขาดอายุความมาเป็นเครื่องมือให้ตนเองหลุดพ้นจากการถูกลงโทษ โดยไม่ควรใช้หลักการนี้แต่เฉพาะกับคดีทุจริตเท่านั้น และในระหว่างที่จำเลยหลบหนีคดีไม่ควรหยุดการพิจารณาคดี ซึ่งปัจจุบันตามกฎหมายหากจำเลยหลบหนีคดีต้องจำหน่ายคดีชั่วคราวเนื่องจากการพิจารณาคดีอาญาต้องทำกระทำต่อหน้าจำเลย เพราะว่าพยานหลักฐานอาจสูญหายหรือถูกทำลายในระหว่างนั้นได้ ซึ่งจะทำให้ยากแก่การพิสูจน์การกระทำความผิดเมื่อได้ตัวจำเลยกลับมา
การจัดตั้ง 3 แผนกศาล “ค้ามนุษย์ฯ-ทุจริตฯ-ยาเสพติด” จะได้ผลแค่ไหนในการขจัดปัญหาทั้งสามเรื่องนี้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศชาติ...ต้องติดตามชม



