
ผบ.ตร.คนที่11ทำไมต้องจักรทิพย์
ผบ.ตร.คนที่11ทำไมต้องจักรทิพย์
หลังคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ซึ่งนัดประชุมกันที่ห้องประชุม ร.1 พัน.1 รอ. ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง ให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร. ขึ้นเป็น ผบ.ตร.ลำดับที่ 11 ต่อจาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณในวันที่ 30 กันยายนนี้ ทำให้แวดวงผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงมั่นใจว่า ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็น ผบ.ทบ.คนต่อไปคือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผบ.ทบ. น้องชายของนายกรัฐมนตรี
ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับตำแหน่ง ผบ.ตร. เพิ่มน้ำหนักให้เชื่อได้ว่า เป็นไปตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาเซียนทั้งหลายก่อนหน้านี้ว่า สูตรสำเร็จของข้าราชการประจำที่จะเข้ามารับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศในภาวะไม่ปกติในขณะนี้ “บิ๊กตู่” ต้องเจรจากับพี่ใหญ่แห่ง “บูรพาพยัคฆ์” อย่าง พล.อ.ประวิตร ว่า ใครที่จะมีความเหมาะสม ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า อาจจะเกิดสูตรปรองดองระหว่างบุคคลทั้งสองที่อัตรา 1 ต่อ 1 คือ ตำแหน่ง ผบ.ทบ.เป็นคนใกล้ชิดของใคร ตำแหน่ง ผบ.ตร.ก็จะเป็นคนใกล้ชิดของอีกคน
ในการประชุม ก.ต.ช. ซึ่งมีวาระสำคัญในการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กรตำรวจ ตามหลักแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธาน ก.ต.ช.จะต้องเข้าประชุมด้วยตนเอง แต่กลับมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร ทำหน้าที่ประธานการประชุมแทน ถือเป็นการให้เกียรติพี่ใหญ่ เป็นสัญลักษณ์กลายๆ ให้เห็นกันตั้งแต่ก่อนการประชุมว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ น่าจะได้รับความเห็นชอบให้เป็น ผบ.ตร. ไม่ใช่ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ซึ่งเป็นคู่แคนดิเดต
เป็นที่รู้กันดีในแวดวงตำรวจว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ เป็นนายตำรวจคนหนึ่งที่มีสัมพันธ์แนบแน่นกับบ้าน “วงษ์สุวรรณ” มานาน อยู่ในสายของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. น้องชายของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ยังอยู่ในราชการ พล.ต.อ.จักรทิพย์ คือหนึ่งในนายตำรวจที่ได้รับความไว้วางใจมาโดยตลอด เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง หรือแม้แต่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรักษาราชการแทน ผบ.ตร.คนก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ จะถูกมองว่า “บ้านวงษ์สุวรรณ” ส่งเข้าประกวดชิงตำแหน่ง ผบ.ตร.รอบนี้
ส่วน พล.ต.อ.เอก อาวุโสอันดับ 1 เป็นรุ่นน้องโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ของ พล.อ.ประยุทธ์ วงในว่ากันว่าระยะหลังได้รับแรงหนุนจาก พล.อ.ประยุทธ์ อยู่มากพอสมควร โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจสำคัญในการปราบปรามเครือข่ายค้ามนุษย์ลักลอบขนชาวโรฮิงญาจากพม่าไปยังประเทศที่สาม โดยมีไทยเป็นทางผ่าน การทลายเครือข่ายค้ามนุษย์กลุ่มนี้ได้อย่างชะงัด มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้มากกว่า 80 คน หนึ่งในนั้นคือ พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เป็นผลงานชิ้นโบแดงที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หยิบยกมาพูดคุยในเวทีโลกได้ว่า ไทยมีความพยายามในการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ แม้จะถูกสหรัฐยังคงสถานะไทยไว้ในบัญชีประเทศที่มีมาตรฐานต่ำในการปราบปรามการค้ามนุษย์ (เทียร์ 3) แต่ก็เกิดเสียงสะท้อนกลับไปยังสหรัฐถึงมาตรฐานในการจัดอันดับที่ใช้การเมืองอยู่เหนือสภาพความเป็นจริง
ในแวดวงตำรวจจึงเชื่อว่า ผู้ที่สืบทอดต่อตำแหน่ง ผบ.ตร.จะลบชื่อของ พล.ต.อ.เอก ออกไปไม่ได้ แต่เมื่อเงื่อนไขการแต่งตั้งไม่ได้มีเฉพาะ ผบ.ตร. เพียงตำแหน่งเดียว ยังมีการผูกโยงไปถึงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ด้วย ไม่แปลกที่จะเกิดกรณี “เลือดข้นกว่าน้ำ”
ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังคงอึมครึมเป็นอีกปัจจัยที่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ต้องจัดวางขุมกำลังที่ไว้วางใจไว้ให้ได้มากที่สุด ปัจจัยความเหมาะสมจึงเป็นข้ออ้างสำคัญที่ถูกหยิบยกมาตอบคำถามต่อสาธารณะ
หากดูในปัจจัยนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การหยิบชื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มาวางไว้ในตำแหน่ง ผบ.ตร. น่าจะมีความเหมาะสมกว่า พล.ต.อ.เอก แม้จะมีอาวุโสที่น้อยกว่า ด้วยปัจจัยหลักคือ ความเชี่ยวชาญในสายงานที่รับผิดชอบสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในเวลานี้มากกว่า
พล.ต.อ.เอก ถนัดในงานสอบสวน แม่นในตัวบทกฎหมายชนิดหาตัวจับยาก เป็นที่ยอมรับ มีความใกล้ชิดกับบุคคลในวงการยุติธรรมในหลายๆ ส่วน แต่ชีวิตราชการส่วนใหญ่เติบโตอยู่ในหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นงานอำนวยการเป็นหลัก คุณสมบัติเช่นนี้เหมาะสมที่จะเป็น ผบ.ตร. หาก สถานการณ์ภายในประเทศเป็นปกติ แต่ท่ามกลางความอึมครึมของประเทศในขณะนี้ผู้ที่จะทำหน้าที่ ผบ.ตร.ควรมีคุณสมบัติที่มากกว่านั้น
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้ชื่อว่าเป็นมือประสานสิบทิศ สามารถเจรจาได้ทุกฝ่าย เป็นที่ยอมรับของบรรดานายตำรวจระดับผู้ปฏิบัติ ผ่านงานสำคัญๆ มาอย่างโชกโชนในสายงานปราบปราม และงานสืบสวน เป็นที่รู้จักกันดีในวงการนักสืบว่า มีฝีมือระดับพระกาฬ มีพวกพ้องอยู่แทบทุกวงการ จนได้สมญาว่า “นักเลงเรียกเฮียมาเฟียเรียกพี่”
ผ่านงานสำคัญๆ มาตั้งแต่รับราชการใหม่ๆ เคยอยู่ในสังกัดชุดปฏิบัติการพิเศษนเรศวร 261 และหน่วยอรินทราช 26 และชุดปราบจลาจลมาก่อน ที่สำคัญยังเคยผ่านงานควบคุมผู้ชุมนุมทางการเมืองมาก่อนในตำแหน่ง ผบช.น. เมื่อปี 2553 ซึ่งขณะนั้นทราบกันดีว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยกำลังร้อนระอุมากเพียงใด
นอกจากนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังผ่านงานด้านความมั่นคง เป็นหัวหน้าทีมเฉพาะกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายคดีสำคัญๆ ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ทั้งเหตุระเบิดหลายจุดใน กทม. และคาร์บอมบ์เกาะสมุย รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
มีมือไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นทีมสืบสวนที่ดีที่สุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจ (สบ 8) แต่มีความเชี่ยวชาญงานสืบสวนที่มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ รองผบช.ก. มือสืบสวนชั้นครู ที่ปิดคดีสำคัญมาแล้วอย่างโชกโชน พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ที่รับผิดชอบงานข่าวอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผบช.สตม. ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ทั้งสิ้น
ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังคงอึมครึมเช่นนี้ ผู้ที่เคยผ่านงานด้านสืบสวน ด้านความมั่นคง และงานควบคุมฝูงชน จึงน่าจะเหมาะสมมากกว่า ผู้ที่มีความชำนาญด้านกฎหมายและงานอำนวยการ จึงไม่แปลกที่ผลสรุปจะลงเอยที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้รับมติจาก ก.ต.ช. ให้เป็น “ผบ.ตร.คนใหม่”



