
248อดีตส.ส.เพื่อไทยรอดถอดถอน
248อดีตส.ส.เพื่อไทยรอดถอดถอน มติสนช.ระบุไม่ผิดรธน.กรณีแก้รธน. เผยแกนนำแดงมีเสียงถอดถอนสูงสุด เพื่อไทยแถลงข่าวขอบคุณ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ส.ค.2558 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อดำเนินการกระบวนการถอดถอนอดีตส.ส.248 คนออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.โดยไม่ชอบ โดยเป็นขั้นตอนการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนหรือไม่ สำหรับเสียงที่จะสามารถถอดถอนอดีตส.ส.ได้นั้นจะต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่า 3ใน 5 หรือจำนวน 132 เสียงจากจำนวนสนช.ทั้งหมด 220 คน ทั้งนี้ ก่อนการลงคะแนนนั้น นายพรเพชรได้แจ้งต่อที่ประชุมโดยสรุปข้อกล่าวหาของป.ป.ช. และการโต้แย้งข้อกล่าวหาของอดีตส.ส. 248 คน รวมทั้งตั้งกรรมการนับคะแนนจำนวนทั้งสิ้น 60 คน แบ่งเป็นสนช. 36 คนและเจ้าหน้าที่อีก 24 คน จากนั้นได้ให้สมาชิกลงคะแนนในเวลา 11.00 น.ด้วยการขานชื่อเรียงตามอักษร เข้าคูหากาบัตรลงคะแนนซึ่งมีเพียง 2 ช่องคือถอดถอนและไม่ถอดถอน พร้อมทั้งขอให้สื่อมวลชนออกจากห้องประชุมเพื่อป้องกันการถ่ายภาพการลงคะแนนของสมาชิก เนื่องจากได้จัดคูหาลงคะแนนไว้กลางห้องประชุม โดยสมาชิกใช้เวลาลงคะแนนทั้งสิ้นประมาณ 2 ชั่วโมง
จากนั้นเวลา 13.10 น. ที่ประชุมจึงเริ่มนับคะแนน ปรากฏว่ามีสมาชิกสนช.มาลงคะแนนจำนวน 203 คน ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร.และสนช. ได้รับมอบหมายให้ร่วมเป็นกรรมการนับคะแนนด้วย แต่ภายหลังได้มีการเปลี่ยนตัวให้สนช.คนอื่นมาเป็นแทน เนื่องจากอ้างว่าติดภารกิจ ขณะที่พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.และสนช. ได้ขอลาการประชุม อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้เวลานับคะแนนนานกว่า 3 ชั่วโมง ปรากฏว่าผลการลงมติไม่สามารถถอดถอนอดีต ส.ส.ทั้ง 248 คนได้ เนื่องจากคะแนนถอดถอนไม่ถึงตามข้อบังคับคือ 132 คะแนนขึ้นไป โดยทั้ง 248 คนแยกเป็น 3 กลุ่มตามฐานความผิดดังนี้ กลุ่มแรก มีอดีตส.ส.จำนวน 237 ฐานเข้าชื่อเสนอกฎหมายและร่วมลงมติในวาระ 1 2 และ3 ปรากฏว่าการลงมติไม่มีคนใดถูกถอดถอน โดยคะแนนเฉลี่ยของเสียงถอดถอนอยู่ที่ 59 เสียง ไม่ถอดถอน 142 เสียง และไม่ออกเสียง 1 เสียง ส่วนกลุ่มที่สองจำนวน 1 คนคือ นายอภิรัต ศิรินาวิน อดีตส.ส.พรรคมหาชน ในฐานเข้าชื่อเสนอกฎหมายและลงมติเฉพาะวาระที่ 2 และ3 โดยผลการลงมติเสียงถอดถอน 59 เสียง ไม่ถอดถอน 140 เสียง ไม่ออกเสียง 4 เสียง ขณะที่กลุ่มที่สามมีจำนวน 10 คน กรณีเข้าชื่อเสนอกฎหมายและลงมติเฉพาะวาระที่ 1 และ 3 ซึ่งผลปรากฏว่า ไม่มีใครถูกถอดถอน โดยมีคะแนนเสียงเฉลี่ยถอดถอน 59 เสียง ไม่ถอดถอน 142 เสียง และไม่ออกเสียง 1 เสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงถอดถอนสูงสุดนั้นอยู่ในกลุ่มแรก โดยมีเสียงถอดถอน 60 คะแนนขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำคนเสื้อแดงและออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์โต้ตอบทางการเมือง อาทิ นายสุนัย จุลพงศธร ได้เสียงถอดถอน 64 เสียง ไม่ถอดถอน 136 เสียง และไม่ออกเสียง 2 เสียง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นั้นได้เสียงถอดถอนสูงที่สุดคือ 66 เสียง ไม่ถอดถอน 134 เสียง และไม่ออกเสียง 2 เสียง นายวิทยา บุรณะศิริ ถอดถอน 63 เสียง ไม่ถอดถอน 137 เสียง และไม่ออกเสียง 2 เสียง นายก่อแก้ว พิกุลทอง ถอดถอน 63 เสียง ไม่ถอดถอน 137 เสียง ไม่ออกเสียง 2 เสียง จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ถอดถอน 61 เสียง ไม่ถอดถอน 137 เสียง ไม่ออกเสียง 2 เสียง นพ.เหวง โตจิราการ ถอดถอน 65 เสียง ไม่ถอดถอน 134 เสียง ไม่ออกเสียง 4 เสียง และนายวัฒนา เมืองสุข ถอดถอน 65 เสียง ไม่ถอดถอน 133 เสียง ไม่ออกเสียง 3 เสียง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ได้รับคะแนนเสียงถอดถอนน้อยที่สุดนั้นอยู่ในกลุ่มสามคือ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ได้เสียงถอดถอน 55 เสียง ไม่ถอดถอน 143 เสียง และไม่ออกเสียง 3 เสียง
ด้านนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า ขั้นตอนจากนี้จะแจ้งมติให้กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะผู้กล่าวหา และอดีตส.ส. 248 คนซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าว และคณะรัฐมนตรี(ครม.) และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบต่อไป จากนั้นจึงสั่งปิดประชุมในเวลา 17.00 น. ใช้เวลาในการดำเนินการกระบวนการลงมติถอดถอนทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง
เพื่อไทยแถลงข่าวขอบคุณ
ต่อจากนั้น แกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี เป็นต้น ร่วมแถลงข่าวภายหลังทราบมติดังกล่าว
พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยขอขอบคุณ สนช.ที่ได้ให้ความเป็นธรรมกับอดีต ส.ส.ทุกคน เพราะเราไม่ได้ทำผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย การกล่าวหาของ ป.ป.ช.ก่อนหน้านี้ พรรคได้แถลงไปแล้วว่ากระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.ไม่ได้ให้ความเป็นธรรม แม้กระทั่งการแถลงปิดคดีเมือวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ตัวแทนของ ป.ป.ช.รายหนึ่งได้กล่าวต่อที่ประชุม สนช.ว่า สนช.ไม่จำเป็นต้องรักษามาตรฐาน คนที่รักษามาตรฐาน คือศาล แม้ สนช.จะเคยลงมติไม่ถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ไปแล้วก็ไม่เกี่ยวกับกรณีอดีต ส.ส.248 คน ซึ่งในความเป็นจริงทั้งอดีต ส.ส.และอดีต ส.ว.ได้ทำงานร่วมกัน ทั้งการเสนอญัตติ การพิจารณาและการลงมติ แต่การที่ตัวแทน ป.ป.ช.บอกว่า สนช.ไม่จำเป็นต้องรักษามาตรฐาน ทำให้เสียความรู้สึกว่าให้ สนช.ไปแบบคดๆ ไม่ต้องไปแบบตรงๆ ก็ได้ ทั้งที่ สนช.เป็นองค์กรนิติบัญญัติ เป็นเสาหลักของบ้านเมือง แต่เมื่อผล สนช.ไม่เชื่อ และมีมติไม่ถอดถอนก็ต้องขอบคุณ สนช.ที่ยังคงความเป็นธรรม
เมื่อถามว่าผลการลงมติในครั้งนี้จะนำไปสู่ความปรองดองได้หรือไม่ พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายไม่ว่าใครก็อยากเห็นความปรองดองของบ้านเมือง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทางพรรคเพื่อไทยให้ความร่วมมือกับ คสช.เต็มที่เพื่อให้ท่านมีโอกาสทำงาน ปฏิรูปในสิ่งที่ท่านตั้งความหวังไว้เพื่อให้บ้านเมืองสงบ นำไปสู่ความปรองดอง
เมื่อถามถึงข้อเสนอการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า แม้ว่าพรรคห้ามประชุม แต่เท่าที่ฟังสมาชิกพรรคได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ และได้สรุปเป็นแนวทางไว้ 4 ประเด็น เพื่อส่งต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อให้นำไปปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.ที่มาของนายกฯ พรรคไม่เห็นด้วยที่นายกฯ จะมาจากคนนอกได้ เพราะไม่ใช่แนวทางของประชาธิปไตยนายกฯ ควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 2.ที่มา ส.ว.ซึ่งกรรมาธิการฯ กำหนดให้มาจากการเลือกตั้ง 77 คน และสรรหามากถึง 123 คน ซึ่งไม่ผูกพันกับประชาชน แต่อำนาจของ ส.ว.มีอำนาจมาก ทั้งอำนาจการถอดถอน และกรั่นกรองกฎหมายร่วมกับสภาฯ ดังนั้นพรรคเห็นว่า ส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 3.เรื่องการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ พรรคเห็นว่าเป็นเหมือนซุปเปอร์องค์กร การที่ให้คณะกรรมการฯ ชุดนี้มีอำนาจในยามเกิดวิกฤตินั้น คำว่าวิกฤตินั้นต้องวิกฤติขนาดไหน ตีความยาก รัฐบาลหรือคณะผู้บริหารซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาน ไม่ควรอยู่ภายใต้การบงการหรือสั่งการของคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพราะมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารมากเกินไป ที่สำคัญพรรคเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และ 4.เรื่องการกีดกันผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง เมื่อถูกลงโทษเว้นวรรคทางการเมืองแล้ว ทำไมยังจะถูกลงโทษซ้ำโดยการขาดคุณสมบัติห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งพรรคไม่เห็นด้วย
เมื่อถามถึงกรณีที่ สปช.อาจลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีผลกกระทบต่อโรดแม็ป พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า เห็นว่าทางรัฐบาลได้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับเรื่องนี้ไว้แล้ว หากไม่ผ่านก็คงต้องร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ เชื่อว่าอาจจะต้องยืดโรดแม็ปออกไป
ด้านนายสามารถ กล่าวว่า ส่วนการตั้งคำถามประชามตินั้น รัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ให้อำนาจ สนช.และ สปชเสนอคำถามได้ฝ่ายละหนึ่งคำถาม แต่ต้องผ่านการพิจารณาจาก ครม. หาก ครม.เห็นชอบจึงจะส่งให้ กกต.ตั้งคำถามต่อไป อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามที่ว่าปฏิรูป 2 ปีก่อนการเลือกตั้งนั้น กรรมาธิการฯ ต้องกลับไปแก้ร่างรัฐธรรมนูญโดยเขียนให้มีการชะลอการเลือกตั้งออกไปแล้วปฏิรูปก่อน 2 ปี แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าการตั้งคำถามประชามติ ควรตั้งถามแบบง่ายๆ ไม่ใช่การถามในลักษณะดังกล่าว เพราะต้องมีรายละเอียดอีกว่าจะปฏิรูปอย่างไร ดังนั้นเชื่อว่า ครม.จะไม่เห็นชอบกับคำถามดังกล่าว
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในกระบวนการถอดถอน เราเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ยืนยันว่าเราทุกคนทำตามหน้าที่ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้แนะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เราก็ทำตามกรอบกติกา การตัดสินใจแบบนี้จะเรียกว่าเป็นการล้มล้างการปกครองได้อย่างไร ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะถอดถอนเราอยู่แล้ว เพราะเราทำสิ่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อคิดเห็นเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเรื่องรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ และข้อเสนอการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ เราจะแสดงท่าทีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเป็นการรวบรวมความคิดเห็น และจะส่งถึงประธานกรรมาธิการฯ ในต้นสัปดาห์หน้า



