
รูปแบบ'บ้านไม่บาน'ที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับ'น้ำท่วม'
15 ส.ค. 2558
รูปแบบ บ้านไม่บาน ที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับ น้ำท่วม : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “บ้านไม่บาน” สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ ผมขอพูดถึง “ปัญหาโหลๆ” ที่เกิดขึ้นแบบซ้ำแล้วซ้ำอีก แถมกระบวนการแก้ไขปัญหาในแต่ละครั้งก็เป็นการแก้ไขแบบขอไปทีแบบ “ผักชีโรยหน้า” ให้ผ่านๆ พ้นไป ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าปัญหานี้จะกลับมาอีก และนับวันปัญหาในลักษณะนี้จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ที่ผมเรียกว่า “ปัญหาโหลๆ” คือ ปัญหา “น้ำท่วม” (และอาจจะรวมถึงปัญหา “ภัยแล้ง”) ที่ได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน แต่กลับไม่มีใครคิดที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังกันเสียที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในภาครัฐ ที่จะต้องมองให้ยาวๆ ไกลๆ ก็ถือว่าเป็น “กรรม” ของคนไทยแล้วกันครับ จะว่าไปแล้วมานั่งบ่นไปก็เสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลาที่เสียไปมาลงมือคิดแล้วลงมือทำก็น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมกว่าครับ
“สาระน่ารู้” ที่ผมจะนำเสนอในสัปดาห์นี้ เป็น รูปแบบ “บ้านไม่บาน” ที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม” คงจำกันได้นะครับว่าเมื่อปี พ.ศ.2554 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่กระทบพื้นที่กว่า 150 ล้านไร่ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมใน 65 จังหวัด 684 อำเภอ ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักหนาแสนสาหัส 4,086,138 ครัวเรือน ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมากมายถึง 13,595,192 คน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 11.20 ล้านไร่ ถนน 13,961 สาย ฝาย 982 แห่ง ทำนบ 142 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 724 แห่ง บ่อปลา/บ่อกุ้ง/หอย 231,919 ไร่ ปศุสัตว์ 13.41 ล้านตัว มีผู้เสียชีวิต 813 คน สูญหาย 3 คน
ในช่วงแห่งอุทกภัยใหญ่ในครั้งนั้น คณะทำงานของ “บ้านไม่บาน” โดยมี “อ.เชี่ยว ชอบช่วย” เป็น “หัวแรงใหญ่” ได้ระดมทีมสถาปนิกและวิศวกรหา รูปแบบ “บ้านไม่บาน” ที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม” โดยจำลองสถานการณ์ว่าถ้าน้ำท่วมหลากมาอีกครั้ง ในระดับน้ำท่วมสูง 2-3 เมตร (ท่วมถึงพื้นชั้น 2) และระยะเวลาที่ท่วมก็ยาวนานประมาณ 2-3 เดือน จะหารูปแบบ “บ้านไม่บาน” อย่างไรที่ทำให้ชาว “คนรักบ้าน” ที่ประสบกับภัย “น้ำท่วม” จะได้อยู่รอดปลอดภัย เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับภัยพิบัติน้ำท่วม
หลังจากทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำมาเป็นระยะเวลายาวนานแรมเดือน จน “ตกผลึก” เป็น รูปแบบ “บ้านไม่บาน” ที่เรียนรู้อยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม” และได้มีการนำรูปแบบที่หลากหลายเหล่านี้ไปแสดงนิทรรศการและทำการสอบถามทางความคิดเห็น ตลอดจนข้อเสนอแนะจากบรรดาผู้ประสบภัยในศูนย์ผู้อพยพต่างๆ เช่น “ศูนย์ราชมังคลากีฬาสถาน” และ “ศูนย์วิทยาลัยพลศึกษาชลบุรี” ก็ได้รับข้อมูลกลับมาที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งจากบรรดาผู้ที่ประสบภัยจากน้ำท่วมจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นตัวจริง เสียงจริง เจ็บปวดจริง และแล้ววันนี้ภัยน้ำท่วมที่เป็น “ปัญหาโหลๆ” ก็หวนกลับมาอีกครั้ง ที่ใกล้ตัวเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “พม่า” หรือ “เมียนมาร์” ที่กำลังประสบภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างแสนสาหัสใน 4 เขต ได้แก่ “รัฐชิน”, “เขตมะเกว”, “เขตสะกาย” และ “รัฐยะไข่” โดยมีประชาชนราว 1.1 แสนคน ที่กำลังได้รับผลกระทบและพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 2 แสนไร่ ก็ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ และผมเชื่อมั่นว่าอย่างไรเสียภัย “น้ำท่วม” ก็คงกลับมาอีกแน่ครับ ?
เป็นเรื่องที่น่าขำครับเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเราก็ประสบกับ “ภัยแล้ง” อย่างหนักหนา จนในบางพื้นที่ถึงขนาดที่จะต้องแบ่งปันน้ำกันกินกันใช้ ไร่นานับแสนไร่ก็ต้องล่มลงเพราะขาดน้ำ ก็อย่างว่าแหละครับปัญหาเรื่อง “น้ำ” ในปัจจุบัน เป็นปัญหาซ้ำๆ ซากๆ ที่ผมมักจะเรียกว่าเป็น “ปัญหาโหลๆ” หากไม่คิดวางแผนในการแก้ไขปัญหาระยะยาวแบบ “บูรณาการ” ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลับมาอีกอย่างแน่นอนในอนาคตต่างกันที่จะมาเมื่อไหร่และจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่เท่านั้นเอง
จะว่าไปแล้วต้นเหตุที่สำคัญคือ การที่คนรุ่นเราได้นำเอาทรัพยากรธรรมชาติของลูกหลานในอนาคตมาใช้จนแทบจะหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ที่เราได้ตัดไม้ทำลายป่าไปจนแทบจะหมดป่า โดยเฉพาะ “ป่าต้นน้ำ” ที่เป็นแหล่งซับน้ำและเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำลำธาร ก็ถูกตัดมาใช้จนเตียนเป็นภูเขาหัวโล้นไปหมด น้ำในแม่น้ำลำคลองถูกนำมาใช้อย่างขาดจิตสำนึก จนปนเปื้อนด้วยสารเคมีก่อให้เกิดมลพิษจนใช้งานไม่ได้ ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ก็ถูก นำมาใช้อย่างขาดสติ เช่น การระเบิดภูเขามาเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ ดูดทรายจากแม่น้ำ เพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้าง ฯลฯ จนแทบจะไม่เหลือทรัพยากรไว้ให้ในรุ่นลูกหลานได้มีโอกาสใช้ เพราะทรัพยากรที่มีค่าเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกใช้จนหมดไป อันเป็นสาเหตุมาจากการขาดการวางแผนอย่างรอบคอบและรัดกุมในการบริหารจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่อย่างจำกัดครับ
ผลก็เป็นดังที่ท่านเห็นที่ท่านเป็นนี่แหละครับ ในปัจจุบันภาวะแวดล้อมโดยรวมเต็มไปด้วยมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะ น้ำเน่าเสีย อากาศไม่บริสุทธิ์ อาหารก็ปนเปื้อนด้วยสารเคมีและฮอร์โมนที่เร่งการเจริญเติบโต ฯลฯ ยังไม่สายหรอกครับ หากคิดที่จะเริ่มต้นแก้ไขบรรดา “ปัญหาโหลๆ” กันเสียตั้งแต่วันนี้ (ไม่ใช่พรุ่งนี้นะครับ) เพราะหากเริ่มกันเสียตั้งแต่วันนี้หากโชคดีคงอีกหลายสิบปีจึงจะประสบความสำเร็จ แต่หากเราไม่เริ่มสักทีอนาคตก็จะดูมืดมนเสียเหลือเกินครับ ก็เหมือนกับรูปแบบ “บ้านไม่บาน” เรียนรู้อยู่ร่วมกับภัยพิบัติ “น้ำท่วม” ที่ผมนำเสนอนี้ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ผมพยายามที่จะเรียนรู้อยู่ร่วมกับ “ปัญหาโหลๆ” ที่เราได้ก่อขึ้น
ทุกครั้งที่ “น้ำท่วม” จะนำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเสมอ หากเราได้มีโอกาสเรียนรู้และอยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม” อย่างมี “สติ” และ “ปัญญา” ที่รู้เท่าทันแล้ว จะช่วยให้การสูญเสียนั้นบรรเทาเบาบางลงไปได้ครับ เพราะเรารู้ดีว่าอย่างไรเสียน้ำก็ท่วมแน่ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ อยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม” อย่างรู้เท่าทัน ในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วครับ ลองนำเอาแนวคิดและ รูปแบบ “บ้านไม่บาน” เรียนรู้อยู่ร่วมกับภัยพิบัติ “น้ำท่วม” ของผม นำไปปรับประยุกต์ใช้ต่อยอดทางความคิดกันดูครับ ไม่แน่นะครับบางทีเราอาจจะต้องกลับไปสู่บ้านที่มีชานเรือนและระเบียงกว้างที่ยกพื้นสูงกันอีกครั้ง เหมือนบ้าน “คุณย่า” ผม ที่เป็น “เรือนทรงไทย” แบบโบราณ ที่อำเภอ “บางแพ”, “ดอนใหญ่”, “ราชบุรี” ซึ่ง “เรือนทรงไทย” ของ “คุณย่า” ผม ได้สอนผมให้ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำท่วมหลากอย่างทรนงองอาจ จึงเป็นบ้านที่ไม่กลัวน้ำ ไม่ฝืนน้ำ ไม่ต้องมีกระสอบทรายมาปิดทางน้ำไหลแต่กลับเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำท่วมหลากได้อย่างเหมาะสมกลมกลืนครับ
สัปดาห์นี้คงมีสาระน่ารู้เพียงแค่นี้ครับ เอาไว้อีกสองสัปดาห์หน้ามาดูรายละเอียดกันว่า “บ้านไม่บาน” ของ “อาจารย์เชี่ยว ชอบช่วย” ที่ถูกออกแบบให้แฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ได้เรียนรู้อยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม” ได้อย่างอยู่รอดปลอดภัยกันได้อย่างไรครับ



