
ความไม่ไว้ใจนักเลือกตั้ง
ความไม่ไว้ใจนักเลือกตั้ง : คอลัมน์คิดข้ามขั้ว โดยไพศาล สังโวลี
ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในเวลานี้ หนีไม่พ้น ประเด็นที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยกร่างให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ 23 คน ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, นายกรัฐมนตรี, ผบ.ทสส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ., ผบ.ตร. และผู้ทรงคุณวุฒิ ตามบทเฉพาะกาล และให้มีอำนาจพิเศษ (มีอำนาจใช้มาตรการจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ขัดแย้งที่รัฐบาลปกติไม่สามารถแก้ปัญหาได้) โดยมีวาระ 5 ปี
ประเด็นเสนอคำถาม ในการทำ “ประชามติ” ว่าเห็นควรให้มี “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” หรือไม่ รวมทั้งกรณีมีบทเฉพาะกาล เรื่องที่มา ส.ว.200 คน มาจาก ส.ว.สรรหา 123 คน โดยการสรรหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจากการเลือกตั้ง 77 คน โดย ส.ว.ชุดนี้ให้มีอายุ 3 ปี
และประเด็นที่คาใจฝ่ายการเมืองอย่างมากก็คือ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” เพราะเห็นว่า เป็นการต่อท่ออำนาจหรือไม่
แต่ถ้าฟังจาก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็มีแง่บวกที่น่ารับฟังอยู่ไม่น้อย โดยเห็นว่า กมธ.ยกร่างฯ คิดกลไกขึ้นมาเพื่อหาทางออกของความขัดแย้งในอนาคต ส่วนตัวพอยอมรับได้และเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง คือป้องกันการยึดอำนาจ
เนื่องจากในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ประกอบด้วย บุคคลหลายฝ่ายรวมถึงผู้บัญชาการแต่ละเหล่าทัพด้วย จึงทำให้ความเห็นต่างๆ ถูกถ่วงดุลความร้อนแรงในการรัฐประหารก็จะลดลงได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็อยากให้เป็นการชั่วคราวหรือในวาระที่ยังมีสถานการณ์พิเศษจริงๆ เพราะว่าในสังคมระบอบประชาธิปไตย รูปแบบเช่นนี้ไม่เป็นที่นิยมนำมาใช้ถือว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวในโลก
ขณะที่ เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช.เห็นว่า กรรมการชุดนี้เกิดขึ้นเพื่อมาแก้ไขปัญหาวิกฤติหรือระงับยับยั้งความขัดแย้งในบ้านเมืองที่แก้ปัญหาไม่ได้ ตนถามว่า วิกฤติที่ว่านี้มีขอบเขตและความหมายครอบคลุมอย่างไร ใครจะเป็นคนตัดสินว่าในภาวะขณะนั้นเป็นภาวะวิกฤติ
อีกทั้งเรามีรัฐสภาที่มาการเลือกตั้ง มีฝ่ายบริหารฝ่ายตุลาการ หากว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่ยอมจะทำอย่างไร ซึ่งการมีคณะกรรมการในลักษณะเช่นนี้อาจจะเป็นลักษณะของอำนาจซ้อนอำนาจก็จะยุ่งเข้าไปอีกและอาจเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งความแตกแยกตามมาอีกเพราะบางฝ่ายอาจไม่ยอมกัน
ความจริง ถ้าวิเคราะห์เหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น (ช่วงที่มีปัญหาการเมืองรุนแรง กระทั่งมีการยึดอำนาจของ คสช.) จนถึงวันนี้จะเข้าใจว่าทั้งหมดเกิดจาก “ความไม่ไว้ใจนักเลือกตั้ง” ของทั้ง “คสช.” และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นั่นเอง
เห็นได้จากร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดเผยออกมา สาระสำคัญส่วนใหญ่ เป็นการ “ตีกรอบ” ให้นักการเมืองเดินตามอย่างเคร่งครัด
ยิ่งกว่านั้น ถ้ายังจำกันได้ ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงกันมากเรื่อง ทำอย่างไร รัฐประหารครั้งนี้จะไม่ “เสียของ” เหมือนครั้งก่อน
นั่นหมายความว่า การส่งผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีเครื่องการันตีได้ว่า จะ “ไม่ให้เสียของ”
บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจไม่สานต่อการปฏิรูป ถ้าปล่อยผ่านโดยไม่มีอะไรไป “กำกับ” ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการเมือง ก็จะยังไม่จบในเวลาอันสั้น ดังนั้น เพียงแค่รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ความขัดแย้งอาจกลับมาใหม่ได้ และถ้าไม่มีทางออกเอาไว้ให้ ก็จะนำไปสู่ “ทางตัน” เหมือนที่ผ่านมา
นี่เอง ทำให้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างน้อย 5 ปี ถูกออกแบบให้มีองค์กรที่เรียกว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ขึ้นมากำกับดูแล
ส่วนการสรรหา ส.ว.123 คน ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และการเสนอคำถาม “ประชามติ” เรื่องรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ นัยว่าเพื่อสานต่อการปฏิรูปประเทศ ก็ยิ่งชัดเจนว่า “คสช.” ต้องการเสถียรภาพทั้งในทางบริหารและนิติบัญญัติในช่วงสานต่อการปฏิรูปด้วยนั่นเอง ยิ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็น “นายกฯ คนกลาง” ด้วย ก็ยิ่งสวย
แล้วก็ไม่แปลก หากนักการเมือง จะไม่พอใจ เพราะพวกจะไม่มีอิสระในการทำอะไรก็ได้ ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรอำนาจพิเศษนี้ อย่างที่ผ่านมา



