ข่าว

กรรมการยุทธศาสตร์ฯ-รัฐบาลปรองดองฯ

กรรมการยุทธศาสตร์ฯ-รัฐบาลปรองดองฯ

14 ส.ค. 2558

กรรมการยุทธศาสตร์ฯ-รัฐบาลปรองดองฯ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

             เป็นเรื่องร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันทีหลังจากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบให้มี “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 260 ซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีทั้งสิ้น 23 คน มีกรรมการโดยตำแหน่ง เช่น ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, นายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจพิเศษ 5 ปี กรณีเกิดความขัดแย้งรุนแรงและรัฐบาลแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีอำนาจเข้าไปจัดการระงับเหตุ ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง โดยสิ่งที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ กำหนดเป็นมาตรการออกมาบังคับใช้มีผลทันที

             เพราะว่าตอนนี้ มีเสียงคัดค้านออกมามากมาย มีการตั้งคำถามถึงการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติว่า สถานการณ์ที่ “วิกฤติ” นั้น มีขอบเขตและความหมายครอบคลุมอย่างไร ใครจะเป็นคนตัดสินว่าภาวะขณะนั้นเป็นภาวะวิกฤติ ที่จะทำให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ เข้าไปจัดการระงับเหตุแทนรัฐบาลได้ และการมีกรรมการในลักษณะเช่นนี้ อาจเป็นลักษณะของอำนาจซ้อนอำนาจก็จะยุ่งเข้าไปอีกและอาจเป็นชนวนแห่งความขัดแย้ง ความแตกแยกตามมาอีก

             และยังมองว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งขึ้นมา จะเป็นการสืบทอดอำนาจที่ไม่ถูกต้องและส่งผลให้รัฐบาลในอนาคตที่มาจากการเลือกตั้งทำงานไม่ได้ ขับเคลื่อนประเทศไม่ได้ กลายเป็นว่ามี “รัฐบาลซ้อนรัฐบาล” และเป็นการต่อท่อให้ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” เข้ามาแฝงตัวในระบบ และเมื่อดูจากองค์ประกอบและที่มาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ก็จะเห็นได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่กับรัฐบาลเลือกตั้งและสามารถจัดการกับรัฐบาลซึ่งไม่เป็นที่ต้องการได้ทันทีที่โอกาสมาถึง และการอ้างว่าให้อำนาจพิเศษกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ เพื่อใช้แก้วิกฤติเป็นคำอธิบายที่ขัดกับหลักสากล เพราะในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย จะไม่มีสถานการณ์ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ และหากรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้ ความขัดแย้งใหญ่จะรออยู่ข้างหน้า

             บ้างก็มองไกลไปถึงขนาดที่ว่า “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ” มีอำนาจเหมือนกับ “พรรคคอมมิวนิสต์” ของจีนหรือรัสเซีย ที่ใหญ่กว่า “คณะรัฐมนตรี” หรือแนวคิดนี้อาจนำมาจากรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ที่ให้อำนาจประธานาธิบดี ใช้อำนาจพิเศษเพื่อปกป้องประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจของประชาชนได้ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับให้คนกลุ่มหนึ่งมาใช้อำนาจพิเศษเหนือรัฐบาลที่มาจากประชาชน

             ส่วนที่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้มีการทำประชามติถามว่า จะให้มี “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” หรือไม่ ก็มีการมองว่า เป็นเรื่องยากที่ “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” จะเกิดขึ้น เป็นการบังคับให้พรรคการเมืองมาร่วมรัฐบาลกัน ทั้งที่ไม่ได้สมัครใจตั้งแต่ต้น และถ้าเกิดความขัดแย้งระหว่างกันขึ้นมาหลังตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ จะทำอย่างไร

             นี่ยังไม่รวมถึงที่ร่างรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ก่อนแล้ว ให้มี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ได้ และการเสนอให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี” รวมทั้ง ส.ว. สรรหา 123 คน ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” เป็นผู้สรรหาทั้งหมด โดยอ้างว่าเพื่อให้มาช่วยรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศ

             และในเมื่อหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ในทางที่เป็นผลบวกต่อรัฐบาลและ คสช. จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ก็ย่อมทำให้คนมองว่า เป็นการวางหมากเกมเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป และทำให้เกิดแรงต้านขึ้นเป็นธรรมดา