
'ชูวิทย์'พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์พ้นคุก!
13 ส.ค. 2558
'ชูวิทย์' ไม่คิดหลบหนี ขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา ยังไม่รู้ชะตากรรม ศาลเลื่อนอ่านฎีกา คดีรื้อบาร์เบียร์ ลุ้นติดคุกหรือไม่ 15 ต.ค.นี้
13 ส.ค. 58 เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท 10 คดีหมายเลขดำ ด.2150/2546 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และกลุ่มผู้ค้า รวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร , นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ , พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.สส. เมื่อปี 2546 , พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร อดีตนายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2546 และพวกรวม 130 คน เป็นจำเลยที่ 1 - 130 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ , บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ
ขณะที่วันนี้ (13 ส.ค.) นายชูวิทย์ ได้เดินทางมาศาล พร้อมคนใกล้ชิด ซึ่งนายชูวิทย์ ที่สวมแว่นตากันแดดสีดำ ได้ถือถุงหูหิ้วพลาสติกใส่อุปกรณ์อาบน้ำ อาทิ ขันพลาสติกสีชมพู แปรงสีฟัน แป้ง และแชมพู พร้อมโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดู และให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่า วันนี้ตนจะยื่นหนังสือให้ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาเลย เพราะไม่ต้องการให้เสียเวลาจำเลยหากจะเลื่อนนัด และที่ตนได้นำเครื่องใช้อาบน้ำมา ก็ไม่ได้เป็นการทำประชด แต่พร้อมยอมรับผลคำพิพากษา หากจะต้องถูกจำคุก
อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลานัด วันนี้ ศาลได้เช็กชื่อจำเลยที่มาแล้ว คงมีนายชูวิทย์ , พ.ท.หิมาลัย หรือ เสธ.หิ และจำเลยอื่น รวม 39 ราย ที่เดินทางมาศาล
โดยนายธนาพร ขุนศรีมยุราพงษ์ จำเลยที่ 64 ไม่มาศาล เนื่องจากมีอาการป่วย ซึ่งนายประกันได้แถลงต่อศาลพร้อมยื่นใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐาน และนายอลงกรณ์ ชูชาญ จำเลยที่ 68 ยังไม่ได้รับหมายศาล ขณะที่มีจำเลยอีก 2 ราย ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำต่างจังหวัด ไม่ได้เบิกตัวมา
และยังมีจำเลย 4 คน ที่ได้รับหมายศาลแล้ว แต่ไม่เดินทางมาโดยไม่แจ้งเหตุ และยังไม่สามารถติดตามตัวได้ ประกอบด้วย นายจักรพงษ์ รัตนสุต จำเลยที่ 18 , นายบุญมี ภุมราพงษ์ จำเลยที่ 40 , นายไพโรจน์ หรือ หรั่ง สุขรัมย์ จำเลยที่ 73 และ พ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊บ จำเลยที่ 130
ต่อมาเวลา 11.00 น. ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยเดินทางมาศาลไม่ครบ จึงให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปเป็นวันที่ 15 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยจำเลยที่ไม่ได้รับหมายศาล ให้ส่งหมายแจ้งวันนัดใหม่ให้ทราบ
ส่วนจำเลยที่ 18 , 40 , 73 และ 130 ที่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ศาลให้ออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาตามนัด
ภายหลัง นายชูวิทย์ ได้กล่าวว่า วันนี้ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 15 ต.ค.นี้ เนื่องจากมีจำเลยบางคนไม่ได้เดินทางมาศาล และศาลก็มีคำสั่งให้ออกหมายจับแล้ว ซึ่งระหว่างที่ตนยังมีโอกาสหายใจอีกเดือนกว่าๆ ก็ต้องหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา เพราะยังไม่รู้ชะตากรรม จึงต้องเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ หากศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ตนก็พร้อมกลับมารับใช้พี่น้อง แต่ถ้าถูกพิพากษาให้จำคุก ก็ยินยอมรับผลกรรมที่ได้กระทำไว้ โดยยืนยันว่า จะไม่หลบหนีไปต่างประเทศแน่นอน เพราะตนเป็นคนไทย ส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เตรียมมาในวันนี้ ก็จะนำมาใหม่ครั้งหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ มีจำเลยหลายรายเสียชีวิตระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา อาทิ จ.ส.อ.อภิชาต จำเลยที่ 1 และมีจำเลยบางรายได้ขอถอนฎีกา
โดยคดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 46 กรณีเมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น. วันที่ 26 ม.ค. 46 มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนแต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพฯ จนเกิดความเสียหาย เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อใช้พื้นที่ทำประโยชน์ แต่จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 49 ให้จำคุก 1 ปีนายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ทนายความ ที่ได้นำเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ลงบันทึกประจำวัน ช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรื้อถอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นเข้าใจว่าการรื้อถอนถูกกฎหมาย และหาผู้ร่วมดำเนินการ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.358 , 365 (2) (3) ประกอบ 362 , 83 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวน ของจำเลยที่ 49 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอื่นศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้อง
ต่อมาโจทก์ และนายชาญเวทย์ จำเลยที่ 49 ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 55 แก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 , 3 , 7 - 11 , 13 - 14 , 18 , 21 , 40 - 47 , 49 - 51, 56 - 59 , 61 - 62 , 64 - 74 , 76 - 79 , 81 , 83 - 85 , 88 , 90 , 92 , 94 , 96 , 99 , 102 , 104 , 106 - 113 , 115 , 117 - 123 , 125 , 128 - 130 รวม 66 คน มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ในเวลากลางคืน ตามมาตรา 358 , 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362 และ 83 ซึ่งจำเลยที่ 73 และ 112 ยังมีความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปด้วย จึงให้ลงโทษ ตามมาตรา 365 (1) (2) (3) ที่เป็นบทหนักสุด จำคุก นายชูวิทย์ , พ.ท.หิมาลัย หรือ เสธ.หิ , พ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊บ และจำเลยรวม 66 คนๆ ละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 64 คน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง



