
กษิตปัดอินโดฯไม่พอใจร่างทีโออาร์กลไกสิทธิมนุษยชน
อินโดนีเซียผลักดันอย่างหนักให้องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน มีบทบาทอำนาจในการปกป้องสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้
(20ก.ค.) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียนาย อิมรอน คูตัน ระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย นายฮัสซัน วิรายุดา ได้แจ้งต่อรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนระหว่างการพบปะกันเมื่อวานนี้ว่า อินโดนีเซียไม่สามารถยอมรับ ร่างเอกสารการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศจะพิจารณาเพื่อให้การรับรองในวันนี้ โดยอินโดนีเซียเห็นว่าร่างเอกสารนี้มุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนมากกว่าที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค และว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนควรที่จะสามารถตรวจสอบและส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ด้วย
แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสามารถประนีประนอมกันได้ในนาทีสุดท้ายของการหารือในร่างเอกสารกำหนดขอบเขตการดำเนินงานฯเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากที่อินโดนีเซียและไทย ได้ยอมถอนข้อโต้แย้ง ที่ทั้งสองประเทศพยายามผลักดันให้มีการทบทวนและเข้าไปตรวจ
สอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในทุกชาติสมาชิก
โดยอินโดนีเซียต้องการให้ใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวและใช้ภาษาชัดเจนกว่านี้ในการให้องค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียนเข้าไปตรวจสอบในแต่ละประเทศ ซึ่งมีบางประเทศเช่นพม่า ที่มีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ยอมรับข้อเสนอของอินโดนีเซีย ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนเห็นว่าการกำหนดบทบาท
ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนไม่น่าจะเกิดประโยชน์เพราะยังคงปกป้องหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิก
แม้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจะเห็นพ้องในการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน โดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม จะมีถ้อยแถลงเพื่อประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองให้จัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชน หรือที่มีชื่อว่า คณะกรรมาธิการระหว่าง
รัฐบาลของอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่ก็ถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบหรือลงโทษชาติสมาชิกโดยเฉพาะพม่าที่ยังจับกุมคุมขังนักโทษการเมืองไว้กว่า 2 พันคน รวมทั้งการคุมขังนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน
กษิตปัดอินโดฯไม่พอใจร่างทีโออาร์กลไกสิทธิมนุษยชน
เมื่อเวลา 17.45 น. ที่โรงแรมลากูนา บีช รีสอร์ท จ.ภูเก็ต นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แถลงผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 ภายใต้หัวข้อ “ร่วมกันเผชิญหน้ากับปัญหาท้าทายของโลก” ว่า มีความรู้สึกว่าปัจจุบัน อาเซียนมีกฎบัตรแล้ว และจะกลายเป็นประชาคมซึ่งมีความร่วมมือกันหลังจากที่มีประสบการณ์ในการร่วมกันฝ่าฟันจากเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มประเทศพม่า โดยเลขาธิการอาเซียนได้มีบทบาทอย่างมาก ทั้งนี้ อาเซียนมีความรู้สึกร่วมกันและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และถึงเวลาที่จะต้องร่วมกันแก้ปัญหาภายในอาเซียน และต้องพึ่งพาตัวเองในการนำสิ่งที่เราให้คำมั่นไปปฏิบัติ
รมว.ต่างประเทศ กล่าวอีกว่า การหารือครั้งนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และเป็นเชิงบวก โดยรู้สึกว่าเรามั่นใจกันและกันว่าต้องทำงนร่วมกัน รวมทั้งมีการกำหนดทิศทางของเราเอง ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านพ้นจากเรื่องพายุนาร์กีสแล้ว ขณะนี้มีการดำเนินการเรื่องผู้อพยพเข้าเมืองชาวโรฮิงญา ซึ่งที่ประชุมให้เก็บข้อมูล โดยอาจจะใช้รูปแบบเหมือนครั้งเหตุการณ์พายุนาร์กีส สำหรับการพัฒนาการทางการเมืองภายในพม่านั้น เราจะพยายามสนับสนุนให้พม่าทำตามโรดแม็ปและเกิดความสมานฉันท์ ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าอาเซียนจะทำงานร่วมกันแบบครอบครัว
เมื่อถามว่ามีข่าวว่าอินโดนีเซียแสดงความไม่พอใจในการจัดทำร่างข้อกำหนด(ทีโออาร์)กลไกสิทธิมนุษยชนของอาเซียน นายกษิต กล่าวว่า ตนไม่คิดว่ามีความผิดหวังอะไร การประชุม 2 วันที่ผ่านมา อินโดนีเซียไม่ได้แสดงความผิดหวังอะไร เราเห็นชอบการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนเพื่อนำไปสู่การลงนามในเดือน ต.ค.นี้ นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังเสนอว่าทีโออาร์ว่าด้วยกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนควรมีการส่งเสริมและคุ้มครองมากขึ้น และยังเสนอว่าถ้อยแถลงที่จะออกมาในเดือนต.ค.นี้ ควรมีความชัดเจน มีประสิทธิผลมากขึ้น และมีความสมดุลย์ระหว่างการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตนจึงคิดว่าอินโดนีเซียต้องการสนับสนุนและให้อาเซียนดำเนินการมากกว่านี้
ต่อข้อถามว่า ทีโออาร์ดังกล่าวมีเขี้ยวเล็บจริงหรือไม่ และกลไกนี้ขัดต่อหลักการการไม่แทรกแซงกิจการภายในหรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ทำไมคิดว่าจะไม่ได้ผลหรือจะมีความขัดแย้ง แต่ละประเทศจะแต่งตั้งคณะกรรมการสู่กลไกนี้ จากนั้นเราต้องเดินหน้าไปให้มากที่สุด ทีโออาร์นี้เป็นแค่ฐาน แต่ต้องดูว่าการปฏิบัติเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ใช่แค่ภาครัฐเข้ามามีบทบาท แต่ยังมีภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย ตนคิดว่าเรามาไกลแล้วในการจัดตั้งกลไกนี้ และเป็นหน้าที่ของทุกประเทศที่ต้องทำตาม
เมื่อถามว่ามีการพูดถึงการละเมิดอย่างไรสำหรับประเทศที่ไม่ทำตามทีโออาร์ นายกษิต กล่าวว่า ทำไมจึงมองในแง่ลบอย่างนั้น ทำไมเราต้องลงโทษตัวเอง ทั้งสิบประเทศจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและอาเซียนยังมีกลไกระดับสูงในการระงับข้อพิพาทและมีอนุญาโตตุลาการ
ต่อข้อถามว่ากรณีของพม่าที่นายกษิตรับปากว่าจะร่วมมือกับยูเอ็นอย่างเต็มที่ แล้วต่อไปเลขาธิการสหประชาชาติจะได้พบนางอองซาน ซูจีหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ตนคิดว่าความผิดหวังเป็นของเลขาฯยูเอ็น ต้องไม่ลืมว่าผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย สิงคโปร์ และรัสเซียสามารถไปเยี่ยมนางอองซาน ซูจี ได้ ขณะเดียวกัน รมว.ต่างประเทศพม่าทราบดีถึงความต้องการในการเปลี่ยนแปลงในพม่า ถ้าพม่าไม่พัฒนา อาเซียนก็เดินหน้าไปไม่ได้ จึงขอเวลาสำหรับเรื่องนี้
เมื่อถามว่าจะโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือร่วมประชุม 6 ฝ่ายได้อย่างไร นายกษิต กล่าวว่า ในการประชุมเออาร์เอฟ จะมีคณะของเขา 5 คนที่จะมาใช้เวทีนี้แสดงข้อกังวล การที่มีตัวแทนจากเกาหลีเหนือมาประชุมควรจะเป็นความยินดีในการสร้างบรรยากาศที่ดีให้กลับมาสู่การประชุม 6 ฝ่ายได้



