ข่าว

รวบโจรกันน็อกจี้5หมื่นหน้าตู้เอทีเอ็ม

รวบโจรกันน็อกจี้5หมื่นหน้าตู้เอทีเอ็ม

12 ส.ค. 2558

รวบแล้วโจรสวมหมวกกันน็อก จี้ชิงเงิน 5 หมื่นหน้าตู้เอทีเอ็ม ชาวเน็ตแชร์คลิปเลงมืออุกอาจ

 
                       12 ส.ค. 58  เมื่อเวลา 01.00 น.  พ.ต.อ.อัฏพร วงศ์ศิริปรีดา ผกก.สน.บางขุนเทียน พร้อมด้วย พ.ต.อ.พรเทพ กลิ่นอุดม ผกก.สส.บก.น.9 พ.ต.ท.ชูศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย รอง ผกก.สส.สน.บางขุนเทียน พ.ต.ท.ไตรรัตน์ เพ็งนู สว.สส.สน.บางขุนเทียน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางขุนเทียน ร่วมกันจับกุมตัว นายวิรุณ ชัยกูลไพศาล หรือ โอ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรีที่ จ.584/2558 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2558 พร้อมของกลาง รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นโซนิค สีน้ำเงินดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน หมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีน้ำเงิน 1 ใบ และกางเกงยีนขายาว สีเทาดำ 1 ตัว โดยแจ้งข้อหา “ชิงทรัพย์โดยมีอาวุธมีด โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม”
 
                       การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีคนร้ายเป็นชายสวมเสื้อคลุมสีดำ ใส่หมวกกันน็อกสีน้ำเงินเต็มใบ นุ่งกางเกงยีนขายาว รองเท้าสีดำ ก่อเหตุชิงทรัพย์ ผู้เสียหาย อายุ 58 ปี ที่หน้าตู้เอทีเอ็ม ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กทม. ได้เงินสดไปจำนวน 5 หมื่นบาท ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป
 
                       ต่อมาผู้เสียหายได้เดินทางแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.บางขุนเทียน จากนั้นฝ่ายสืบสวน สน.บางขุนเทียน และ กก.สส.บก.น.9 ลงพื้นที่หาข่าว รวมทั้งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็มและบริเวณใกล้เคียง กระทั่งทราบว่า คนร้ายที่ก่อเหตุคือ นายวิรุณ พักอาศัยอยู่เพชรเกษม 26 แขวงปากคลองภาษี เขตภาษีเจริญ กทม. จึงรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาธนบุรี จากนั้นได้นำกำลังพร้อมหมายจับไปตรวจสอบที่ห้องพักของนายวิรุณ จนสามารถจับกุมตัวไว้ได้ ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย 
 
                       จากการสอบสวนนายวิรุณ ให้การว่า เรียนจบมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ต่อมาไปทำงานเป็นช่างซ่อมอุปกรณ์สื่อสาร แต่ล่าสุดตกงานอยู่นานประมาณ 2 เดือน ไม่มีเงินใช้จ่ายต้องกู้หนี้ยืมสินคนรู้จัก เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงถามและไม่มีปัญญาใช้คืนจึงเกิดความเครียด 
 
                       นายวิรุณ กล่าวว่า วันเกิดเหตุขี่รถจักรยานยนต์ไปตามถนนแบบไร้จุดหมาย กระทั่งเห็นผู้เสียหายซึ่งตัวเล็กกว่า กำลังฝากเงินอยู่ที่ตู้เอทีเอ็ม จึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบ เข้าไปล็อกคอใช้มีดจี้ชิงเงินมาแล้วหลบหนีไป ส่วนเงินที่ชิงมาได้นำไปใช้หนี้ จ่ายค่าเช่าห้อง ซื้อทองคำ และใช้จ่ายทั่วไป จนมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม อย่างไรก็ตาม ได้บอกให้ภรรยานำทองไปขายคืนได้เงินมา 1 หมื่นบาท รวมกับเงินที่ยังเหลืออยู่อีก 1 หมื่นบาท รวมเป็น 2 หมื่นบาท นำมามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อคืนเจ้าของต่อไป
 
                       ภาพเหตุการณ์ชิงทรัพย์คดีนี้ ถูกนำมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีผู้แสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวางถึงพฤติกรรมการก่อเหตุของคนร้ายที่ลงมืออย่างอุกอาจต่อหน้าผู้คนในช่วงกลางวันแสกๆ โดยภาพที่ปรากฏนั้นเป็นภาพเหตุการณ์ขณะผู้เสียหายยืนกดเงินออกจากตู้เอทีเอ็ม และเป็นจังหวะเดียวกับที่คนร้ายเดินเข้ามาทางด้านหลัง ก่อนใช้มือขวาล็อกคอผู้เสียหาย แล้วชิงเงินสดหลบหนีไป โดยใช้เวลาก่อเหตุเพียง 13 วินาที ท่ามกลางความตกใจของเหยื่อและผู้เห็นเหตุการณ์