
เรียงหน้าแจงบีบีซียันไม่มีจนท.ตบทรัพย์นทท.
บีบีซี แฉตำรวจสนามบินสุวรรณภูมิรีดเงินนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 4 แสนบาท ฐานขโมยของในร้านปลอดภาษี คิงเพาเวอร์ แจงผ่านเว็บไซต์ ยันขโมยของจริง พร้อมนำภาพจากกล้องวงจรปิดโชว์
นายโจนาธาน เฮด นักข่าวบีบีซี ที่มีคดีความหลายเรื่องกับทางการไทย รายงานข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านทางเว็บไซต์ของบีบีซีอีกครั้ง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ว่า มีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน อ้างว่าถูกจับยัดข้อหาขโมยของที่ร้านค้าปลอดภาษี ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนจะถูกตำรวจนำตัวไปสอบปากคำแล้วควบคุมตัวเอาไว้ ต้องจ่ายเงินก้อนโตจึงจะได้รับการปล่อยตัว โดยบีบีซียังอ้างด้วยว่าในแต่ละเดือนมีนักท่องเที่ยวหลายคนถูกจับกุมในข้อหาแบบเดียวกันนี้
บีบีซีระบุว่า คืนวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะที่นายสตีเฟน อินแกรม และนางซี หลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากเมืองเคมบริดจ์ กำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทั้งคู่เดินเข้าไปดูของที่ร้านปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ พอเดินกลับออกมาก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขอค้นกระเป๋า โดยบอกว่ามีกระเป๋าสตางค์หายไปจากร้าน และกล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่า นางซี หลิน เป็นคนหยิบของไป
รายงานข่าวระบุว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บริษัท คิง เพาเวอร์ เจ้าของพื้นที่ร้านปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ นำขึ้นโพสต์ทางเว็บไซต์ของบริษัท แสดงให้เห็นว่านางซี หลิน หยิบของบางอย่างใส่กระเป๋าจริง แต่เจ้าหน้าที่ค้นไม่เจอกระเป๋าสตางค์ที่หายไปในตัวนักท่องเที่ยวทั้งสองคน และทั้งคู่ก็ถูกนำตัวไปแยกสอบสวน
นายสตีเฟน อินแกรม กล่าวว่า พวกตนถูกจับไปสอบปากคำโดยแยกกันคนละห้อง ตำรวจค้นกระเป๋าของพวกตน ต้องการให้บอกว่ากระเป๋าสตางค์ใบนั้นอยู่ที่ไหน ก่อนที่จะถูกนำตัวไปไว้ในห้องขังที่ร้อนชื้น มีกลิ่นเหม็น บนผนังมีเลือดแล้วก็ถ้อยคำต่างๆ ขีดเขียนติดอยู่ เมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคามจึงโทรศัพท์ไปยังสายด่วนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวของกระทรวงการต่างประเทศ ที่พบในหนังสือนำเที่ยวแล้วก็ได้รับการชี้แจงมาว่าคนที่สถานทูตประจำกรุงเทพฯ จะหาทางช่วยเหลือ
นายสตีเฟน อินแกรม กล่าวอีกว่า กระทั่งเช้าวันถัดมา มีล่ามชาวศรีลังกาชื่อ นายโทนี ทำงานพาร์ทไทม์ให้แก่ตำรวจ พาตนและเพื่อนไปพบผู้บัญชาการตำรวจท้องถิ่น ตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมง ที่คุยกัน สรุปได้ว่าตำรวจต้องการเงิน 7,500 ปอนด์ (4.1 แสนบาท) พร้อมขู่ว่าหากไม่จ่ายก็จะถูกส่งตัวไปยังคุกแบงค็อก ฮิลตันอันอื้อฉาว และต้องใช้เวลานานถึง 2 เดือน คดีจึงจะถูกนำขึ้นไต่สวน ตนจึงบอกไปว่า ไม่สามารถหาเงินจำนวนดังกล่าวได้ในตอนนี้และก็ต้องการเดินทางกลับประเทศ เพื่อไปร่วมงานศพแม่ในวันที่ 28 เมษายน
"จากนั้นนายโทนีพาเราสองคนไปที่ตู้เอทีเอ็มในสถานีตำรวจ แล้วบอกให้เราถอนเงินที่มีอยู่ในบัญชีออกมาให้ได้มากที่สุด เราสองคนกดเงินได้รวมกัน 4,000 ปอนด์ (2.12 แสนบาท) จากนั้นนายโทนีก็นำเงินทั้งหมดไปให้ตำรวจเพื่อประกันตัว แล้วยังให้เราเซ็นเอกสารอีกหลายฉบับด้วย พร้อมกับยึดพาสปอร์ตของเราสองคนไว้ จากนั้นนายโทนีพาเราไปพักที่โรงแรมสกปรกๆ แห่งหนึ่งแถวสนามบิน พร้อมขู่ไม่ให้ออกจากโรงแรมหรือติดต่อกับสถานทูต จนกว่าเราจะจ่ายเงินครบ 7,500 ปอนด์" นายสตีเฟน อินแกรม กล่าว
นายสตีเฟน อินแกรม กล่าวด้วยว่า กระทั่งวันที่ 27 เมษายน พวกตนแอบหนีออกมาได้ แล้วเรียกแท็กซี่ไปพบกับเจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษ ซึ่งให้ไปพบทนายความคนไทยคนหนึ่ง ทนายความบอกว่าพวกตนกำลังเจอเรื่องคลาสสิกของไทยที่เรียกว่า "การซิกแซก" ทนายบอกให้พวกตนเปิดเผยตัวนายโทนี แต่ก็เตือนว่าถ้าสู้คดี จะต้องใช้เวลานานหลายเดือน แล้วก็เสี่ยงที่จะต้องรับโทษจำคุกหลายปี จากนั้นอีก 5 วัน เงินที่เหลือก็ถูกโอนเข้าบัญชีของนายโทนี พวกตนจึงได้รับการอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศได้
"อย่างน้อยพวกเราก็ได้รับเอกสารของศาลที่ระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับพวกเรา แล้วก็ไม่มีการตั้งข้อหาด้วย มันเป็นประสบการณ์ที่เครียดและน่าสยดสยองมาก แต่พวกเราไม่ต้องการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอเงินคืน" นายสตีเฟน อินแกรม กล่าว
ด้านบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นผ่านเว็บไซต์ www.kingpower.com แถมยังมีการนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาให้ดูด้วย
กรณีของนายสตีเฟน อินแกรม กับนางซี หลิน นั้น คิง เพาเวอร์ ชี้แจงว่า พนักงานขายของร้านพบว่ากระเป๋าสตางค์แบรนด์เนมที่ทั้งคู่หยิบดูอยู่หายไปภายหลังจากที่ทั้งคู่เดินออกจากร้านไปแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้วก็เปิดกล้องวงจรปิดดู เห็นชัดเจนว่านางหลินหยิบกระเป๋าเงินใส่กระเป๋าของตัวเองแล้วเดินออกจากร้านไปโดยไม่จ่ายเงิน เจ้าหน้าที่จึงไปตามหาตัวชาวอังกฤษทั้งคู่จนไปเจอที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งทางปีกตะวันตกของสนามบิน
ที่น่าสังเกตคือ ชายหญิงทั้งคู่สวมเสื้อผ้าตัวนอกคนละชุดกับตอนที่เข้าไปในร้านปลอดภาษี แถมยังนั่งแยกโต๊ะกันอีกด้วย เมื่อตำรวจสนามบินเข้าไปขอคุยกับผู้หญิงที่โต๊ะ คนผู้ชายก็ลุกจากโต๊ะแล้วเดินออกไปจากร้านอาหาร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตามไปพบว่าชายชาวอังกฤษผู้นี้เดินไปห้องน้ำบนชั้น 2 ของสนามบิน แล้วก็เจอกระเป๋าสตางค์ที่ขโมยไปถูกทิ้งอยู่ที่ถังขยะหน้าห้องน้ำนั่นเอง
พล.ต.ต.พงศ์เดช ไชยประวัจน์ ผบก.สตม.ท่าอากาศยานแห่งชาติ กล่าวว่า ทราบข่าวดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมีการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับตำรวจ สตม.ท่าอากาศยานแห่งชาติสุวรรณภูมิแต่อย่างใด เบื้องต้นทราบเพียงว่ามีชาวต่างชาติเป็นสามีภรรยาชาวอังกฤษ เดินทางมาที่ประเทศไทย ก่อนจะเข้าไปซื้อของที่คิง เพาเวอร์ จากนั้นก็ถูกตำรวจจับกุม ส่วนอีกคดีเป็นชาวต่างชาติเข้าไปซื้อของที่คิง เพาเวอร์เหมือนกัน และถูกตำรวจจับข้อหาลักทรัพย์ ซึ่งทั้งสองคดีอยู่ที่ สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ
พล.ต.ต.พงศ์เดช กล่าวอีกว่า ในส่วนของคดีก็มีคนมาประกันชาวต่างชาติทั้ง 2 คดีออกไปแล้ว และไม่มีการสั่งฟ้องจากเจ้าหน้าที่ ตอนนี้ชาวต่างชาติที่ถูกจับก็เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว สำหรับสื่อต่างประเทศที่กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ไปกรรโชกทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้น ขอยืนยันว่าไม่มี โดยเฉพาะตำรวจ สตม. ส่วนจะมาจากหน่วยงานอื่นหรือไม่นั้น ไม่ทราบ และบางครั้งอาจเป็นการแอบอ้างของกลุ่มมิจฉาชีพ หรือกลุ่มนายประกัน
พ.ต.อ.ธีรเดช ภาณุรักษ์ ผกก.สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา โดยพนักงานของ บริษัท คิง เพาเวอร์ ได้นำตัว 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ มาส่งให้ตำรวจและแจ้งความว่าทั้งคู่ก่อเหตุลักทรัพย์ พร้อมนำของกลางมาด้วย แต่ผู้ต้องหาพูดไทยไม่ได้ จึงได้นายสุนิล หรือโทนี รัฐนายากา อายุ 43 ปี ชาวศรีลังกา มาช่วยเป็นล่าม ต่อมานายสุพจน์ พูลเกษ ได้นำเงิน 2 แสนบาท มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาออกไป ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ผลการสอบสวนมีความเห็นไม่ฟ้อง ต่อมาอัยการจังหวัดสมุทรปราการได้มีหนังสือคำสั่งไม่ฟ้อง
พ.ต.อ.ธีรเดช กล่าวว่า หลังจากที่ บีบีซี เสนอข่าวว่า มีตำรวจเรียกรับสินบนจากนักท่องเที่ยว เพื่อแลกกับการปล่อยตัว พนักงานสอบสวนจึงเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบสวน ทราบว่า ขณะที่ทั้งคู่ถูกคุมขังได้ขอให้นายสุนิลช่วยจัดหาทนายความให้ เพื่อช่วยเหลือให้คำปรึกษาในเรื่องคดี นายสุนิลจึงนำเงินส่วนตัว 2 แสนบาท ให้นายสุพจน์ เพื่อไปประกันตัวนักท่องเที่ยวทั้ง 2 คน โดยนายสุพจน์ คิดค่าบริการ 6 หมื่นบาท หลังจากประกันตัวไปแล้ว ผู้ต้องหาได้ให้นายสุนิลพาไปเช่าห้องพักให้ ตำรวจจึงไปสอบสวนเจ้าของหอพัก ซึ่งยืนยันว่า ผู้ต้องหาทั้งคู่มาพักจริง ระหว่างที่พักก็ไม่มีใครข่มขู่ หรือกักขังหน่วงเหนี่ยว ตรวจสอบภายในห้องก็ไม่มีร่องรอยการกักขังแต่อย่างใด
พ.ต.อ.ธีรเดชกล่าวอีกว่า หลังผู้ต้องหาได้ประกันตัวไป ผู้ต้องหาได้โอนเงิน 339,645.94 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าประกันตัว 2 แสนบาท เงินค่านายประกันอีก 6 หมื่นบาท ที่เหลือเป็นค่าทนายความและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ส่วนเงินประกันยังไม่ได้ถอนคืนจากพนักงานสอบสวน จนถึงปัจจุบัน ผลการสอบไม่พบว่าพนักงานสอบสวนเรียกรับเงิน เพราะมีความเห็นไปตามพยานและหลักฐาน เนื่องจากของกลางขณะจับกุมไม่ได้อยู่กับตัว อีกทั้งพนักงานอัยการก็มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่คนใดทุจริต เรื่องของการจ่ายเงินเป็นการตกลงระหว่างล่ามกับนายประกัน และผู้ต้องหาทั้งสอง ไม่ได้ทำต่อหน้าพนักงานสอบสวน และการโอนเงินให้กันก็เป็นไปภายหลังที่ประกันตัวไปแล้ว เรื่องนี้ตำรวจ สภ.ราชาเทวะได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยแล้ว



