ข่าว

‘สรรเสริญ’ยันรบ.ยึดก.ม.ถอดยศ‘ทักษิณ’

‘สรรเสริญ’ยันรบ.ยึดก.ม.ถอดยศ‘ทักษิณ’

12 ส.ค. 2558

‘สรรเสริญ’ ยันรัฐบาลยึดข้อกฎหมายถอดยศ ‘ทักษิณ’ ไม่ได้เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ย้ำ ‘นายกฯ’ ไม่ต้องการใช้อำนาจพิเศษ

 
        12 ส.ค.58 เวลา 08.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า รัฐบาลไม่ได้กังวลเรื่องนี้ และตั้งใจดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมาย โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแหง่ชาติ(คสช.) ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ดำเนินการตามขั้นตอน หลังจากที่สังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์และไต่ถามกันมาก นายกฯจึงได้ให้กระทรวงยุติธรรมนำเรื่องไปพิจารณาด้วย เพื่อไขข้อข้องใจในทางกฎหมาย ว่าสามารถถอดยศได้หรือไม่ เมื่อกระทรวงยุติธรรมได้ข้อสรุป ก็นำเรียนนายกฯ และส่งต่อให้สตช.พิจารณา เมื่อหน่วยพิจารณาส่งเรื่องมาที่นายกฯ ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน และเมื่อสตช.เสนอขึ้นมา นายกฯก็คงไม่สามารถดำเนินการอย่างอื่นไปได้นอกจากเป็นไปตามข้อเสนอนั้น โดยยืนยันว่าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการใช้อำนาจพิเศษ ดำเนินการต่อเรื่องนี้ เขาเสนอขึ้นมาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น  
 
        “นายกฯ เน้นย้ำเรื่องนี้อยู่เสมอต่อสังคม ครม. และผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกโอกาสว่า เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน เพราะปัจจุบันความคิดเห็นทางการเมืองในบ้านเรายังไม่ตรงกันนัก ฉะนั้นนายกฯไม่ต้องการใช้อำนาจพิเศษใดๆดำเนินการในเรื่องนี้ แต่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายที่ถูกต้องชัดเจน” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว  
 
        ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ได้มีข้อห่วงใยต่อเรื่องนี้อย่างไร พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนโดยทั่วไป ฉะนั้นอะไรที่เป็นหลักการในข้อกฎหมายเป็นเหตุและผลก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ไม่ได้ต้องการใช้อำนาจพิเศษที่จะไปทำนี่ทำนั่น ชะลอให้ช้าหรือไปช่วยใคร เพียงแต่ที่ผ่านมาปัญหาคือสังคมวิพากษ์วิจารณ์เยอะต่อเรื่องนี้ โดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าในหลักการทางกฎหมายทำได้หรือไม่ เมื่อกระทรวงยุติธรรมเคลียร์หลักการทางข้อกฎหมายแล้วก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน ส่วนการชี้แจงกับประชาชนนั้นเราพยายามชี้แจงอยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าจากการให้ข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ รวมทั้งรัฐบาล ได้เรียนให้ทราบมาชัดเจนตลอดว่า ยึดหลักกฎหมายไม่ได้เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ถ้าอยากให้ทุกอย่างสงบก็อยากให้ใช้สติพิจารณาเรื่องราวต่างๆ และรัฐบาลก็ไม่จับตาอะไรเป็นพิเศษ ฝ่ายที่เห็นต่างจะสบายใจหรือไม่ต่อเรื่องนี้ตนไม่ทราบตรงนี้ ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยต่อทุกฝ่าย  
 
        เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่าถ้าถูกถอfยศจะฟ้องกลับ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่ได้ห่วงใยในเรื่องนี้ นายกฯยืนยันเราไม่ได้ใช้อำนาจพิเศษอะไร แต่เป็นการดำเนินการทางข้อกฎหมาย ฉะนั้นใครจะวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตอย่างไรเป็นเรื่องของสังคม แต่วันนี้บ้านเมืองจะไปได้ต้องอยู่ที่หลักการเหตุผลและข้อกฎหมาย
 
 
‘นายกฯ’ ขอบคุณทีมฝนหลวงไทย หัวใจนักสู้ปฏิบัติการมาราธอน 160 วัน
 
 
        เมื่อวันที่ 12 ส.ค. พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านและหน่วยปฏิบัติฝนหลวงทุกหน่วย ที่เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยฝ่าฟันช่วงวิกฤตภัยแล้งที่ผ่านมา ด้วยการทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ต่อเนื่อง 160 วัน นับตั้งแต่วันที่ประเทศเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงได้ขึ้นบินรวม 4,042 เที่ยวบิน รวมชั่วโมงบิน 5,583 ชั่วโมงบิน และปฏิบัติการสำเร็จทำให้เกิดฝนตกร้อยละ 92.3 ของจำนวนวันที่ขึ้นทำการบิน  
 
        “นายกฯ ขอบคุณในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อ และไม่มีวันหยุดพัก ถือเป็นปฏิบัติการมาราธอน ที่สมควรได้รับการยกย่องชื่นชม กล่าวได้ว่าประเทศไทยผ่านช่วงวิกฤตภัยแล้งและจำกัดผลกระทบเหลือน้อยที่สุดได้ มิใช่เรื่องของโชคช่วยแต่เป็นผลจากการทำงานอย่างหนัก และทุ่มเทจากทุกฝ่าย” 
 
        พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า นอกจากหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงซึ่งกระจายอยู่ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว ท่านนายกยังฝากขอบคุณศูนย์ฝนหลวงพิเศษ อีก 2 หน่วย คือ ศูนย์ฝนหลวงพิเศษจังหวัดเชียงใหม่ และ ศูนย์ฝนหลวงพิเศษจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน รวมปฏิบัติการ 40 วัน 642 เที่ยวบิน 1,013 ชั่วโมง ทำให้ฝนตกจากปฏิบัติการร้อยละ 100 และส่งผลให้มีปริมาตรน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ 1,204 ล้าน ลบ.ม. 
 
        "แม้ว่าขณะนี้ประเทศจะผ่านพ้นภาวะน้ำแล้งแล้วอย่างสมบูรณ์ แต่ท่านนายกได้กำชับให้ทุกหน่วยงานนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเป็นบทเรียนในการเตรียมพร้อมและปรับตัว อาทิ การเร่งจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในชุมชนกระจายในพื้นที่แล้งซ้ำซาก การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนบริหารจัดการล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสี่ยงกับภาวะน้ำแล้งในฤดูร้อนหน้าอีก
 
 
รัฐบาลมั่นใจปี 58 นักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุเป้า 28.8 ล้านคน
 
 
        เมื่อวันที่ 12 ส.ค. พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว ว่า ยังสดใสต่อเนื่อง โดยนับจากเดือน ม.ค ถึง 31 ก.ค 58 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 17.5 ล้านคน นำเงินตราเข้าประเทศ 818,439 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 29-30 ล้านคน มากกว่าเป้าหมายที่กระทรวงการท่องเที่ยวตั้งไว้ที่ 28.8 ล้านคน และสร้างรายได้เข้าประเทศราว 1.6-1.8 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.4 ล้านล้านบาท  
 
        พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า และในช่วงวันที่ 1-7 ต.ค ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวเฉลิมฉลองวันชาติจีน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาประเทศไทยมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากเฉลี่ยเดือนละ 500,000-600,000 คน เพิ่มเป็น 800,000-900,000 คน รวมทั้งการที่ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ทำให้เป็นปัจจัยบวกกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้ตัดสินใจมาประเทศไทยง่ายขึ้น และเมื่อพิจารณาจากเศรษฐกิจของสหรัฐที่เริ่มฟื้นตัว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันมาเยือนประเทศไทยราว 1,200,000 คน จากปกติประมาณ 700,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มักจะพำนักในประเทศไทยประมาณ 14-15 วัน สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยและผู้ประกอบการไทย  
 
        พลตรีสรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับตัวเลขการท่องเที่ยวภายในประเทศของประชาชนคนไทยในช่วง 7 เดือนแรกอยู่ที่ 139 ล้านครั้ง คิดเป็นมูลค่าด้านการท่องเที่ยว 400,000 ล้านบาท ซึ่งอาจจะยังไม่เป็นตามเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 800,000 ล้านบาท  
 
        "อยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านได้ร่วมท่องเที่ยวในประเทศ และใช้สิทธินำค่าใช้จ่ายในการพักโรงแรม หรือการจองโปรแกมนำเที่ยวกับบริษัททัวร์ มาหักลดหย่อนภาษี ได้ 15,000 บาท ซึ่งยังสามารถใช้สิทธ์ได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้  
 
        นอกจากนี้อยากกระตุ้นให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมมือกันปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลด้วยการจัดอบรมสัมมนา ดูงานภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบต่อไป