
ยธ.ปลดโซ่ตรวนค้ามนุษย์แก้ไข-เยียวยาเหยื่อ...!
ยธ.ปลดโซ่ตรวนค้ามนุษย์ แก้ไข-เยียวยาเหยื่อ...!
รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์เพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติอย่างจริงจัง โดยศาลอาญาจัดอภิปรายในหัวข้อ “บทบาทศาลยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามค้ามนุษย์” ที่วันนี้ได้เปิดทำการแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญาเป็นการเฉพาะ โดยมีผู้สนใจร่วมรับฟังจำนวนมาก
ในอดีตที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์โดยตรง การพิจารณาคดีจะเป็นตามกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเรื่องๆ ไป เช่น การค้าแรงงานเด็ก หรือการค้าประเวณี ซึ่งหากมีคำพิพากษามาก็ไม่ได้มีความผิดในฐานค้ามนุษย์โดยตรง ทำให้ในสมัยก่อนไม่ได้มีการเก็บสถิติคดีค้ามนุษย์แต่อย่างใด
ต่อมาในปี 2544 ได้มีการประเมินสถานการณ์การค้ามนุษย์ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีเทียร์ 3 ไทยถูกจัดอยู่ในระดับเทียร์ 2 กระทั่งปี 2557 มีเหตุการณ์กวาดต้อนขอทานจำนวนหลายพันคน ขึ้นเครื่องบินซี 130 ไปส่งที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
“ขณะนั้นมีการสัมภาษณ์ขอทานที่ถูกส่งกลับ ได้ผลออกมาว่าขอทานเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ทำให้ประเทศไทยถูกประเมินเป็นระดับ 2.5 ปีถัดมาถูกปรับระดับเป็นเทียร์ 2 อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเราได้รับการประเมินเป็นเทียร์ 3 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในปี 2557 และ 2558” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุ
หากจะว่าไปคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์นี้มีความแตกต่างจากคดีอื่นๆ อย่างเช่น คดียาเสพติด จะมีการดำเนินคดีที่ง่ายกว่า เพราะมีหลักฐานเป็นตัวยาเสพติด แต่คดีค้ามนุษย์นั้น ปลัดกระทรวงยุติธรรมชี้แจงว่า ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อจะเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจโดนอิทธิพลข่มขู่ไม่กล้าพูดและปัญหาในการใช้ภาษาที่แตกต่างกันในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ ถือเป็นความยากลำบากในการทำคดี และการคัดแยกเหยื่อหรือผู้เสียหาย
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้ขึ้นมา นั่นก็คือ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าหน่วยงานนี้จะแก้ปัญหาได้อย่างมืออาชีพหรือไม่ ขณะที่ต่างชาติมองไทยแก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้ไม่ดีนั้น เพราะไม่เข้าใจการใช้กฎหมายของเราและสถิติการดำเนินคดียังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าในอนาคตจะดีขึ้นกว่านี้หากไม่มีการเมืองระหว่างประเทศมาเป็นตัวตัดสินใจในเรื่องนี้
เช่นเดียวกับมุมมองของ วันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ที่อธิบายเพิ่มเติมถึงรายงานเรื่องการค้ามนุษย์ของประเทศสหรัฐอเมริกามีความสำคัญต่อประเทศเราอย่างไร ในการประชุมของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เคยระบุไว้ว่า ประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์จะถูกประเทศที่เป็นสมาชิกของยูเอ็นแซงชั่นไม่ให้มีการซื้อของและเลิกจ้างแรงงานจากประเทศนั้น
ทั้งนี้ ยูเอ็นได้ให้การสนับสนุนเงินในการทำวิจัยในประเทศที่ถูกชี้ว่ามีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ จะมีเอ็นจีโอลงไปคุยกับเหยื่อผู้ถูกกระทำ เรียกได้ว่ารู้ลึกกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเสียอีก และผลของการแซงชั่นที่เกิดขึ้นโดยสหรัฐอเมริกาเป็นกรรมการ จะมีผลกระทบต่อการส่งออก ประเมินความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท อย่างที่ประเทศอเมริกาและยุโรปก็มีการนำเข้าอาหารทะเลมูลค่า 1 แสนล้านบาท
"เราได้เคยชี้แจงทูตที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องการค้ามนุษย์มาเยือนเมืองไทย ว่าเราดูแลผู้อพยพหรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์อย่างดีมาก แต่เขาก็บอกว่าถ้าเราดูแลดี อาการก็จะไม่แสดงออก เปรียบเสมือนเราเป็นไข้แล้วอาการแสดงออก ทำให้เราเห็นว่าเขาพิจารณาแต่ข้อมูลเชิงสถิติ ซึ่งสมัยก่อนเราไม่มีการเก็บข้อมูลสถิติในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ พอถึงเวลาเทียบสถิติก็หากันไม่เจอ”
สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในรายงานและในฐานะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ มักจะถูกถามเสมอว่า ปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ ส่วนสถิติผลการจับกุมดำเนินคดีนั้นน้อย เราจึงถูกตั้งคำถามว่า ประเทศไทยไม่มีการลงโทษหรือดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ หรือมีส่วนร่วม หรือปล่อยปละละเลยเรื่องการค้ามนุษย์เลยหรือไม่...?
“เท่าที่จำได้กรณีที่เด็กสัญชาติลาวอายุไม่ถึง 15 ปีและไม่ถึง 18 ปี ถูกบังคับนำมาค้าประเวณี ใน จ.ลพบุรี ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงพักด้วยซ้ำไป โดยเมื่อไปช่วยเด็กเหล่านั้นออกมาได้และมีการชี้ถึงตัวเจ้าหน้าที่ ก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี ขณะที่อัยการก็ได้แจ้งประสานกับผบ.ตร.สั่งกำชับเรื่องคดี กระทั่งมีการดำเนินคดีกับเจ้าของร้านคาราโอเกะ พร้อมทั้งพักราชการเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในการดำเนินคดีส่วนที่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกลับไม่ดำเนินการจนกระทั่งเด็กผู้เสียหายเหล่านั้นถูกส่งกลับไป ฟ้องไม่ได้ คดีก็ถูกยกไป”
เรื่องเหล่านี้ต่างชาติเขาพูดไม่เลิกว่ามีพยานแล้วถึงขนาดชี้รูปภาพ ทำไมจึงไม่มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมโยงกับคดีใหญ่ ค้าชาวโรฮิงญาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากในหลายระดับ
ขณะที่รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ มองว่า การลงนามความร่วมมือเอ็มโอยูในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรม แต่สะท้อนให้เห็นในมิติว่า เราทั้งหมดเห็นปัญหาเดียวกันอย่างชัดเจน โดยในเอ็มโอยูก็มีเนื้อหาสำคัญตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับการประสานข้อมูลค้ามนุษย์ การดำเนินคดี-สอบสวน ประวัติผู้ต้องหา-ผู้เสียหาย เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายและครอบครัวจะต้องได้รับการดูแล
“เรื่องค้ามนุษย์ถือเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง จึงต้องช่วยกันคิดพัฒนาแนวทางแก้ไข ดำเนินคดี การเยียวยาผู้เสียหายต่างๆ ในคดี สุดท้ายเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้น จะเป็นต้นแบบบูรณาการหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ"
สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้จริงๆ คือ ไม่ว่ากระบวนยุติธรรมจะแข็งแรงอย่างไรก็ตาม ต้องได้รับแรงสนับสนุนจากภาคสังคมทั้งเอ็นจีโอและประชาชนทั่วไป เชื่อว่าภาคสังคมจะมีอารมณ์ร่วมในการช่วยกันรักษาบ้านเมืองและประเทศไทยของเรา...!!!



