
ศาลให้ประกันธาริตหลังสั่งจำคุก2ปี
11 ส.ค. 2558
ศาลให้ประกันธาริตหลังสั่งจำคุก2ปี ขณะเป็นอธิบดีดีเอสไอย้ายพ.อ.ปิยะวัฒก์ ด้านทนายโจทก์เล็งอุทธรณ์เพิ่มโทษหนัก
ที่ห้องพิจารณา 803 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 803 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 11 ส.ค.58 เวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3873/2555 ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อายุ 61 ปี อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157
โดยโจทก์ยื่นฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.55จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือลับด่วนที่สุด เสนอย้ายโจทก์ จากตำแหน่ง ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินฯ ให้ย้ายไปเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งถือเป็นการย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม ทั้งที่การย้ายนั้นจำเลยที่1 ต้องเสนอความเห็นพร้อมเหตุผล ไปยังคณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (กพศ.) เพื่อพิจารณา และต้องได้รับความยินยอมจากตัวโจทก์ก่อน แต่การเสนอย้ายโจทก์ดังกล่าวจำเลยที่1 กลับเสนอเรื่องต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม ผ่านจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และถูกส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งที่จำเลยที่2รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ควรต้องทำตามขั้นตอนก่อน แต่จำเลยที่2 ก็ยังออกคำสั่งกระทรวง ยุติธรรมย้ายโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ โดยอ้างว่าโจทก์ทำผิดวินัย ถูกตั้งก.ก.สอบข้อเท็จจริง ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีอาญา ถูกแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท หรือถูกร้องเรียนในหน้าที่ควบคุมคดี หรือถูกส่งให้ป.ป.ช.ชี้มูล ซึ่งเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่เหตุที่ จะย้ายโจทก์ได้ ทั้งนี้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่โจทก์รับผิดชอบคดี แชร์ล็อตเตอรี่มูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท และคดีแชร์ลูกโซ่อื่นๆ ซึ่งเป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของชาติเป็นคดีที่เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีความเป็นอิสระในการดำเนินคดี ดังนั้นการจะย้ายโจทก์ก็ต้องถูกคุ้มครองไม่ให้กลั่นแกล้งโดยอิทธิพลทางใดทางหนึ่ง
ขณะที่เมื่อวันที่ 27 เม.ย.55 โจทก์ได้ร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ค.ก.พ.) ซึ่งต่อมาคณะกรรมการ ฯ มีคำวินิจฉัยว่า คำสั่งกระทรวงยุติธรรมมที่ย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ฯ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้โจทก์กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม คือประเภทอำนวยการระดับสูงตั้งแต่วันที่มีคำสั่งย้ายโจทก์คือวันที่20เม.ย.55โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.55 ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งที่ 380/2555 เรื่องยกเลิกคำสั่งย้ายข้าราชการเป็นการเฉพาะรายตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.55 อย่างไรก็ดี หลังจากถูกกลั่นแกล้งย้ายดังกล่าว โจทก์ได้ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.55 ดังนั้นจึงได้นำคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย
ซึ่งคดีนี้โจทก์ ยื่นฟ้องศาลอาญา เมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 แต่ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ววันที่ 12 มี.ค.56 จึงมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง แต่ภายหลังโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาวันที่21 ม.ค.57 เป็นให้ศาลชั้นต้นประทับรับคำฟ้องไว้พิจารณา ศาลอาญา จึงได้ดำเนินกระบวนพิจารณา กระทั่งศาลนัดฟังคำพิพากษา
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ – จำเลยแล้ว รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่30มี.ค.55 นายธาริต จำเลยที่ 1 ขณะเป็นอธิบดี ดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ ได้มีคำขอเสนอต่อนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ย้ายโจทก์ จากผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษของดีเอสไอ จากนั้นวันที่ 18 เม.ย.55 นายธาริต จำเลยที่ 1 ได้ชี้แจงเหตุผลขอย้ายโจทก์เพิ่มเติม ก่อนที่นายกิตติพงษ์ ปลัดยุติธรรม ขณะนั้น จะเดินทางไปต่างประเทศ
ซึ่งจำเลยที่ 1 ชี้แจงระบุว่าโจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ และถูกร้องเรียนเรื่องการทำหน้าที่ควบคุมคดี รวมถึงมีการส่งเรื่องของโจทก์ไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สอบสวน แล้วต่อมา นายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 รองปลัดกระทรวงขณะนั้น รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงลงนามคำสั่งย้ายโจทก์วันที่ 20 เม.ย.55 โจทก์จึงยื่นร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งคณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยว่า คำสั่งย้ายโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ยกเลิกคำสั่งย้ายแล้วให้โจทก์กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม
ศาลเห็นว่า แม้คำสั่งย้ายโจทก์จะเป็นคำสั่งตามปกครอง แต่นายธาริต จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจบังคับบัญชาสูงสุดของดีเอสไอ ต้องยึดหลักคุณธรรม ในการให้ความเป็นธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ ต้องเป็นขวัญและกำลังใจต่อเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ การเสนอให้ย้ายดังกล่าวจำเลยที่ 1 อ้างว่ามีอำนาจตามกฎหมายที่สามารถกระทำได้ แต่ต่อมาคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม มีคำวินิจฉัยว่าคำสั่งย้ายโจทก์ตามเหตุผลจำเลยที่ 1 เสนอไป เป็นการไม่ชอบ ไม่มีเหตุผลเพียงพอ และไม่ปรากฏว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทางราชการอย่างใด ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 123 วรรคสามบัญญัติไว้
แม้นายธาริต จำเลยที่ 1 จะต่อสู้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นในภายหลังก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้ย้ายโจทก์ ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังและมีความรอบคอบเพียงพอ ซึ่งการกล่าวอ้างระเบียบข้อบังคับตามกฎหมาย ต้องยึดหลักตามแนวทางคำวินิจฉัยที่ถือปฏิบัติกันมา ไม่เช่นนั้นแต่ละหน่วยงานต่างก็จะวินิจฉัยหรือตีความไปตามอำเภอใจ
ส่วนโจทก์ นำสืบว่าการเสนอขอให้ย้ายโจทก์น่าจะมีมูลความขัดแย้งเรื่องการสั่งสำนวนคดีหลายคดีที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะคดีแชร์สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน และโจทก์มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องที่ตกเป็นผู้ต้องหาหลายราย มูลค่าหลายล้านบาท ต่อมาผู้ต้องหาบางราย ยื่นหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้ยกเลิกการอายัดทรัพย์สินซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกับที่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้ย้ายโจทก์ และหลังจากนายชาญเชาวน์จำเลยที่ 2 ลงนามสั่งย้ายโจทก์ไม่กี่วันจำเลยที่ 1 ได้มีคำร้องยกเลิกการอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหา
ขณะที่นายธาริต จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า การเสนอขอให้ย้ายโจทก์ไม่มีเจตนาจะกลั่นแกล้งและไม่เกี่ยวกับการทำสำนวนคดี ซึ่งการเสนอขอให้ย้ายเป็นไปตามเหตุผลที่แจ้งต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เป็นอธิบดีดีเอสไอ มีอำนาจสั่งสำนวนสอบสวนได้ทุกคดีอยู่แล้ว หากจำเป็นต้องแทรกแซงการปฏิบัติงานของโจทก์ อีกทั้งคำสั่งย้ายโจทก์เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรมนั้น
ศาลเห็นว่า ช่วงระยะเวลาที่มีการเสนอขอให้ย้ายโจทก์กับการอายัดและยกเลิกการอายัดทรัพย์สินในคดีแชร์สลากกินบางรัฐบาลเชื่อมโยงสอดคล้องกัน เชื่อว่าการเสนอขอให้ย้ายโจทก์ มาจากความขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่ แม้คำสั่งย้ายจะเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่ปลัดกระทรวงยุติธรรมต้องพิจารณาความเห็นขอให้ย้ายของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของดีเอสไอ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอขอให้ย้ายโจทก์ด้วยตนเอง การที่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้ย้ายโจทก์เช่นนั้น และมีมูลเหตุจากความไม่พอใจหรือขัดแย้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
ส่วนนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 นั้น ศาลเห็นว่า โจทก์ ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่า มีเจตนากลั่นแกล้งหรือจงใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต เกี่ยวกับคำสั่งย้ายโจทก์อย่างไรบ้าง คงได้ความเพียงว่าขณะจำเลยที่ 2 ลงนามในคำสั่งย้ายโจทก์นั้น ได้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเดินทางไปราชการต่างประเทศ แม้จะพบความผิดปกติก่อนและขณะลงนามในคำสั่งว่าเป็นไปโดยเร่งรีบและไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่น่าจะต้องรอปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางกลับมาเสียก่อนก็ตาม
โดยจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ได้ใช้ความรอบคอบตรวจสอบเอกสาร และเรียก น.ส.ฉวีวรรณ แสนทวี นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่งรักษาราชการแทน ผอ.กองการเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้นำเสนอหนังสือขอให้ย้ายโจทก์เข้าไปสอบถามแล้ว ยืนยันว่ากระทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่
ศาลจึงเห็นว่า ขณะจำเลยที่ 2 รองปลัดกระทรวงยุติธรรมอาวุโสอันดับ 1 ไม่ได้รับผิดชอบดูแลงานของดีเอสไอโดยตรง จึงไม่อาจรู้ถึงปัญหาและความขัดแย้งภายในดีเอสไอ เมื่อได้รับหนังสือการเสนอขอย้ายโจทก์ประกอบกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรายงานให้ทราบว่าไม่มีปัญหา สามารถลงนามได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงได้ลงนามในคำสั่งย้ายก็เป็นได้ ซึ่งโจทก์กับนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 ไม่มีมูลเหตุขัดแย้งหรือเหตุผลอื่นใดที่จะให้ร้ายแก่กัน พยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่านายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายธาริต จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง
จึงพิพากษาว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตาม ม.157 ให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 นั้น ให้ยกฟ้อง
ภายหลังนายธาริต อดีต อธ.ดีเอสไอ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เป็นเงินสด ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี
ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์แล้ว จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายธาริต จำเลย โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ ในการปล่อยชั่วคราว เมื่อได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้ว นายธาริต อดีต อธิบดีดีเอสไอ ก็ได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ
ด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ ซึ่งเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย กล่าวว่า ขอขอบคุณศาลโดยส่วนตัวมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของศาลว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้เสมอ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลที่ว่าการย้ายข้าราชการต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกย้ายเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการ ต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมนั้น ก็จะเป็นบรรทัดฐานให้กับผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาย้ายข้าราชการต่อไปว่า ต้องคำนึงถึงขวัญกำลังใจ และ การให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ถูกสั่งย้ายด้วย
พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวได้รับคืนตำแหน่งกลับมาแล้ว แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจเออรี่รีไทร์ออกมาแล้ว จึงเหมือนกับการเกษียณอายุราชการแล้ว เพราะมั่นใจว่าเป็นการย้ายมิชอบและไม่เคยมีการย้ายลักษณะนี้มาก่อนในกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งข้าราชการพลเรือนกระทรวงใด ก็ไม่เคยมีการย้ายในลักษณะนี้ ดังนั้นตนเชื่อมั่นในคำวินิจฉัยของ ค.ก.พ. ที่ระบุว่าเป็นการย้ายที่มิชอบด้วยกฎหมาย จึงตัดสินใจลาออกมาต่อสู้คดีด้วยตนเอง เพราะการที่ยังอยู่ในราชการคงจะไม่สะดวกที่จะไปฟ้องผู้บังคับบัญชา
ขณะที่นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความของ พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เชื่อว่านายธาริตจะยื่นอุทธรณ์สู้คดี ส่วนตนในฐานะทนายความโจทก์ ก็จะอุทธรณ์เช่นกันในประเด็นอัตราโทษ เนื่องจากเราเห็นว่า ศาลระวางโทษจำคุกเพียงแค่ 2 ปี ซึ่งถือว่าโทษยังเบาเกินไป เพราะความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการการนั้นเป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่งตามกฎหมายมีอัตราโทษสูงสุดถึง 10 ปี
“หวังจะให้เป็นบรรทัดฐานต่อไปว่าผู้บังคับบัญชาที่จะโยกย้ายข้าราชการควรจะต้องคำนึงถึงหลักคุณธรรมและจริยธรรม ปราศจากอคติและจะต้องไม่กลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชา” นายสงกานต์ ทนายความกล่าวและว่า ส่วนประเด็นที่ยกฟ้อง นายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 นั้น เราจะยื่นอุทธรณ์ด้วย แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
นายสงกานต์ ยังกล่าวถึงคดีแพ่ง ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จำเลยที่ 1-2 เรื่องละเมิดการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เรียกค่าเสียหายรวม10ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปี กรณีที่มีคำสั่งย้ายดังกล่าวด้วยว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ศาลแพ่ง นัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ที่ตนได้ยื่นฎีกาขอให้ศาลรับคดีไว้พิจารณา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลชั้น และศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีแพ่ง



