
ร่างรัฐธรรมนูญต้องชี้ขาดด้วยเนื้อหา
ร่างรัฐธรรมนูญต้องชี้ขาดด้วยเนื้อหา : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนู โดยสำนักข่าวเนชั่น
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าการเมืองในสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ขยับมากขึ้นจนเราเห็นความเปลี่ยนแปลง เพราะหากนับจากวันนี้ไปก็ถือว่ามีเวลาอีกไม่ถึงเดือนแล้ว ที่สภาชุดนี้จะได้ทำหน้าที่ จากนั้นจะมีสภาชุดใหม่มาทำหน้าที่ในการปฏิรูปแทน
ความเคลื่อนไหวจะอยู่โดยรอบประเด็นที่ว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุด ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานผ่านหรือไม่
หากแบ่งง่ายและหยาบๆ จะสามารถจัดได้เป็น 3 กลุ่มง่ายๆ กล่าวคือ 1.กลุ่มที่สนับสนุนให้รับร่างฯ 2.กลุ่มที่ไม่สนับสนุนให้รับร่างฯ และ 3.กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ
แต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับการรับร่างรัฐธรรมนูญก็คล้ายกับที่เราเคยเล่ากันมาในฉบับก่อนหน้านี้ กล่าวคือถึงนาทีนี้การพิจารณาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของตัวร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว หากมีองค์ประกอบสำคัญ คือมีใครบางคนต้องการต่ออายุให้รัฐบาลภายใต้สโลแกน "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" โดยจะใช้วิธีไม่ว่าจะเป็นการผ่านร่างเพื่อไปทำประชามติขอให้อยู่ต่อ หรือคว่ำร่างเสียตั้งแต่ชั้นสปช.เพื่อต่ออายุให้รัฐบาล คสช. โดยไม่ต้องไปลุ้นถึงขั้นนั้น
และล่าสุดก็ได้แบ่งกลุ่มแบบละเอียดขั้นมาอีกนิด กล่าวคือ แบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ 1.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลมีเวลาอยู่ต่ออย่างน้อย 7 เดือน 2.กลุ่มผ่านร่างรัฐธรรมนูญ เพราะหวังประชามติ ให้รัฐบาลอยู่ปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง 3.กลุ่มผ่านร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประชามติและเลือกตั้งเร็ว คือกันยายนปีหน้า และ 4.กลุ่มยังไม่แสดงออก จะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญและสถานการณ์การเมือง
นอกจากนี้ แล้วยังมีคนของสปช.ออกมาแบ่งกลุ่มชนิดที่ละเอียดมากขึ้นไปอีก โดย “บุญเลิศ คชายุทธเดช” ได้แบ่งออกมาถึง 6 กลุ่มด้วยกัน ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1.คือกลุ่มสปช.ที่ไปดำรงตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างฯ จำนวน 20 คน ซึ่งกลุ่มนี้ยืนยันให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นผู้ที่ทำมากับมือ กลุ่มที่ 2.ให้ผ่านเพราะพอใจในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะติดใจในบางมาตราแต่ก็ไม่มองว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด
กลุ่มที่ 3.คือกลุ่ม 22 สปช.ที่เสนอญัตติให้ตั้งคำถามประชามติ ประเด็นให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี โดยกลุ่มนี้ก็จะให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการทำประชามติ และผู้นำในกลุ่มนี้ก็คือ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ที่เป็นกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วย กลุ่มที่ 4.กลุ่มที่ตัดสินใจแล้วจะไม่ให้ผ่านอย่างแน่นอน เนื่องจากมองว่าเนื้อหารับไม่ได้และจะก่อปัญหาในอนาคตจึงเห็นควรคว่ำร่าง กลุ่มที่ 5.กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจแต่จะขอดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญก่อน และกลุ่มที่ 6.กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ขอดูเนื้อหาก่อน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องขอดูสถานการณ์ทางการเมืองด้วย
จริงแล้วการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก็ควรอยู่ที่ตัวเนื้อหารัฐธรรมนูญโดยตรง หากรับได้ก็โหวตผ่าน หากไม่ชอบก็โหวตคว่ำ เพราะเมื่อนำเรื่องอื่นมาผูกติดก็จะทำให้ดุลพินิจเกี่ยวกับกฎหมายสูงสุดของประเทศผิดเพี้ยนไป และทำให้ “รัฐธรรมนูญ” ที่ออกมาไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมที่สุด หากแต่ต้องไปผ่านหรือไม่ผ่านเพราะนำไปผูกติดกับสถานการณ์การเมืองเฉพาะหน้า
หากเริ่มด้วยฐานคิดเช่นนี้ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่ารัฐธรรมนูญนี้อายุอยู่ไม่ยืนยาว



