ข่าว

‘สมยศ’แจง‘นายกฯ’ปมถอดยศ‘ทักษิณ’อืด!

‘สมยศ’แจง‘นายกฯ’ปมถอดยศ‘ทักษิณ’อืด!

10 ส.ค. 2558

‘ผบ.ตร.’ เผยคุย ‘นายกฯ’ แล้ว ปมถอดยศ ‘ทักษิณ’ ล่าช้า โยนเรื่องให้กฤษฎีกาพิจารณา-ส่งตัวแทนชี้แจง ‘พล.อ.ไพบูลย์’ ยัน สตช.ทำงานยึดหลักความถูกต้อง

 
        สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม 2558 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยเกี่ยวกับกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเข้ามากำกับดูแลการถอดยศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงกรณีดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องดังกล่าวมีข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาหลายข้อ ตามขั้นตอนและระเบียบกฎเกณฑ์ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และนายกรัฐมนตรี ก็รับทราบแล้ว
 
        “สำหรับความคืบหน้าเรื่องนี้ หลังจากที่ได้มอบหมายให้สำนักงานกำลังพลพิจารณา ซึ่งขณะนี้ได้ส่งเรื่องกลับมาที่ผมแล้ว จากนั้นผมก็ได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานกฤษฎีกา เพื่อให้พิจารณาโดยไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียดว่ามีข้อติดขัดอะไรที่ต้องพิจารณาบ้าง” ผบ.ตร.กล่าว
 
        พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่า กรณีที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เรียกประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณในวันนี้ (10 ส.ค.) ตนได้ส่งตัวแทนเข้าชี้แจงกับ พล.อ.ไพบูลย์ ในที่ประชุมแล้ว และขอยืนยันว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานโดยยึดหลักความถูกต้องชัดเจน และจะไม่ทำงานตามกระแสเด็ดขาด
 
 
‘พล.ต.อ.สมยศ’ ย้ำผบ.ตร.คนใหม่ตามใจ ‘นายกฯ’
 
 
        เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าวันที่ 14 ส.ค.นี้จะมีการประชุมนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และจะมีการคัดเลือก ผบ.ตร. คนใหม่ด้วย ว่า ยังไม่มีการหารือตรงนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
 
        เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่าสัปดาห์นี้น่าจะรู้แล้ว พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ก็หวังให้เป็นเช่นนั้น ถามต่อว่านายกรัฐมนตรีบอกว่ามีผบ.ตร.คนใหม่ในใจแล้ว เป็นคนเดียวกับที่ ผบ.ตร.คิดไว้หรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ไม่อาจเดาใจ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ แต่ถ้าใจท่านคิดอย่างไร ตนก็คิดอย่างนั้นแหล่ะ คิดตามใจท่าน แต่ตอนนี้ยังไม่มีชื่อใครในใจ ก็มีแต่อาจไม่ตรงใจกับนายกฯ
 
        เมื่อถามว่า นายกฯเองยังไม่ได้มีการมาพูดคุยกับ ผบ.ตร. เพื่อให้ใจตรงกันใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือในส่วนนี้ ถามต่อว่าถ้าเกิดไปประชุมแล้ว ผบ.ตร.มีการเสนอชื่อ แต่ไม่ตรงกับนายกฯ ผบ.ตร. กล่าวด้วยน้ำเสียงหัวเราะว่า คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ต้องมีการคุยก่อนที่จะมีการเสนอชื่อให้กับที่ประชุม เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการคุยกัน
 
 
‘ผบ.ตร.’ ระบุลายเซ็นเอกสารโอนหุ้น ‘ชูวงษ์’ พบพิรุธชัดเจน-ญาติเข้ายื่นหนังสือท้วงติงผลพิสูจน์การตาย
 
 
        เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 10 สิงหาคม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (ผบ.ตร.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของ นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาหมื่นล้าน ว่า ได้เชิญพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)ที่รับผิดชอบเรื่องอุบัติเหตุและพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) โดยเฉพาะกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)ที่รับผิดชอบเรื่องพิรุธการโอนหุ้นมาประชุมหารือกัน เพื่อให้ทุกอย่างครบถ้วนกระบวนความ เพราะทั้งสองหน่วยงานที่รับผิดชอบคนละคดีไม่เคยมาประชุม หรือได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันเลย เนื่องจากบางครั้งสังคมก็อาจสงสัยว่าการตายเป็นการฆาตกรรมหรือไม่ และมีเหตุจูงใจจากการโอนหุ้นที่ผิดปกติหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
 
        พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นของนายชูวงษ์นั้น เท่าที่ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมาก็บอกว่าจะออกหมายจับภายใน 1 สัปดาห์ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับรายงานว่าพร้อมที่จะออกหมายจับหรือยัง ส่วนรายงานเรื่องความผิดปกติเรื่องการโอนหุ้นมีความคืบหน้าอย่างไรบ้างนั้น เรื่องนี้มีแน่ และหลักฐานชัดเจน ซึ่งทางกองพิสูจน์หลักฐานได้แสดงผลการตรวจพิสูจน์เอกสารการโอนหุ้นตลอดจนลายเซ็นและความผิดปกติในเอกสาร โดยใช้ประกอบการโอนหุ้นมีความไม่ชอบมาพากลชัดเจนตามรายงานของกองพิสูจน์หลักฐาน ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนก็มั่นใจว่าจากพยานหลักฐานดังกล่าวจะสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในการโอนหุ้นได้ แต่เพื่อความรอบคอบได้เน้นย้ำต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ต้องรีบร้อน ให้ไปหาพยานหลักฐานให้ครบถ้วนถูกต้อง ก่อนที่จะเสนอต่อศาลเพื่อขออนุมัติออกหมายจับ จึงคิดว่าสิ่งที่ได้หารือในการประชุมก่อนหน้านี้มีความคืบหน้าไปพอสมควร
 
        ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีวันนี้(10 ส.ค.)ญาติและทนายความของนายชูวงษ์ขอเข้าพบเรื่องใดบ้าง เนื่องจากทางญาติบอกว่าขอเข้าพบเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งทางตำรวจยืนยันหรือไม่ว่าตรวจพิสูจน์ครบถ้วนแล้ว โดย พล.ต.อ.สมยศ ตอบว่า ยังไม่ทราบว่ามีเรื่องใดบ้าง แต่การตรวจพิสูจน์แพทย์ที่ผ่าพิสูจน์ศพยืนยันในที่ประชุม ว่า ได้ตรวจทุกอย่างตามหลักวิชาการครบถ้วน แต่ถ้าหากมีประเด็นข้อสงสัยก็สามารถสอบถามแพทย์ได้ และอย่างที่บอกว่า ปัญหาอยู่ที่คำถามที่เกินกว่ามาตรฐานของแพทย์ หรือหลักวิชาการแพทย์ที่จำเป็นจะต้องตรวจพิสูจน์จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งในเรื่องนี้ตนไม่ทราบ เพราะว่าศพผู้ตายได้เผาไปเรียบร้อยแล้ว
 
        ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ในทางการแพทย์สามารถบอกได้หรือไม่ว่าของแข็งที่กระแทกศีรษะของนายชูวงษ์เกิดขึ้นก่อนหรือหลังเสียชีวิต พล.ต.อ.สมยศ บอกว่า ส่วนนี้ต้องถามแพทย์ เพราะว่าในที่ประชุมต้องการให้พนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข ไปสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น ในเรื่องที่ลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเกิดแบบนี้เกิดเพราะอะไร เกิดนานแค่ไหน เราได้พยายามหารือกันให้ปิดช่องว่าง ได้บอกกับพนักงานสอบสวนทั้ง บช.น. และ บก.ป.ว่า เราเป็นหน่วยงานของรัฐมีตำรวจตั้งหลายหน่วยงาน แต่ไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วน หากญาตินำหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถหาได้ มันจะทำให้ไม่เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานไม่เต็มที่หรือไม่ หรือเป็นตำรวจมืออาชีพเพียงพอไหม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงให้พนักงานสอบสวนทำทุกอย่างให้ระเอียดรอบคอบ และบอกว่าเวลาไม่ใช่สาระสำคัญของการทำคดี แต่ต้องถูกต้องเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การพยายามหาหลักฐานไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายใคร หรือทำให้ใครเสียหาย เพียงแต่ว่าตำรวจต้องเป็นมืออาชีพ พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน นั่นคือสิ่งที่สำคัญ
 
        วันเดียวกัน นางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง พร้อมด้วย นายกันต์ แซ่ตั๊ง และ น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ ซึ่งเป็นภรรยา ลูกชาย และพี่สาว ของ นายชูวงษ์ เดินทางมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมนายเอนก คำชุ่ม ทนายความ เพื่อเข้ายื่นหนังสือและเอกสารให้กับ พล.ต.อ.สมยศ โดยมี พล.ต.ต.วรวิทย์ ลิปิพันธ์ รอง ผบช. สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(สทส.) รับเอกสารแทน ซึ่งการที่ญาติและทนายความของนายชูวงษ์เข้ายื่นเอกสารดังกล่าวถึง พล.ต.อ.สมยศ ก็เพื่อท้วงติงเรื่องบันทึกผลการชันสูตรพลิกศพนายชูวงษ์ จากสถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ เนื่องจากครอบครัวยังคงติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เพราะผลการตรวจยังมีรายละเอียดบางจุดในบันทึกที่ยังขาดตกพกพร่อง ไม่ตรงกับรูปภาพร่องรอยบาดแผลบนตัวศพของนายชูวงษ์
 
        นายเอนก กล่าวว่า สาเหตุการเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้เนื่องจากญาติยังคงติดใจบันทึกผลการชันสูตรพลิกศพนายชูวงษ์ เพราะพบว่าผลตรวจยังมีรายละเอียดบางจุดในบันทึกที่ยังขาดตกพกพร่อง เช่น รายงานการตรวจศพกับภาพถ่ายที่ญาติมีอาจไม่ตรงกัน จึงได้นำภาพถ่ายที่ครอบครัวมี ส่งมอบเพิ่มเติมให้เพื่อให้ช่วยตรวจสอบรายงานการตรวจศพอีกครั้งหนึ่งว่ามีส่วนไหนที่ขาดหายไป และสาระสำคัญเกี่ยวกับสาเหตุการตายส่วนไหนที่ยังไม่ได้บันทึก โดยพบว่าที่ผ่านมารายงานการตรวจศพไม่ระบุรายละเอียดมากนัก เช่น บาดแผลที่ศรีษะอยู่ที่ข้างซ้ายหรือขวา แผลใบหน้า รอยเขียวช้ำที่ดวงตาทั้งสองข้างไม่มีอยู่ในรายงานการตรวจศพ นอกจากนี้บาดแผลที่คาง และรอยเขียวที่บ่า รวมถึงสาเหตุของการหักของซี่โครงทั้งสองข้าง ก็ไม่มีการระบุว่าเกิดจากสาเหตุอะไร จึงเป็นข้อสงสัยของทางครอบครัวว่า ทั้งหมดเกิดจากเหตุอะไร จึงเดินทางมาขอให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาตรวจสอบรายงานการตรวจศพอีกครั้งหนึ่ง ว่า การเสียชีวิตเกิดจากอะไรกันแน่ และเพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศึกษาหรือวิเคราะห์ว่าบาดแผลทั้งหมดที่พบสามารถเกิดจากสาเหตุรถชนต้นไม้หรือไม่ ซึ่งจะทำให้รายงานดังกล่าวมีความสมบูรณ์ในการพิสูจน์สาเหตุการตายที่แท้จริงได้
 
        “ส่วนกรณีที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจำลองเหตุการณ์ในการหาสาเหตุการเสียชีวิตนั้น ทางครอบครัวคุณชูวงษ์ไม่ทราบว่าจะมีการเข้าไปดำเนินการวันไหน ขณะเดียวกันหากเป็นไปได้ทางครอบครัวก็อยากเข้าไปร่วมสังเกตุการณ์เพื่อให้มีความสมบูรณ์ ให้ข้อสงสัยต่าง ๆ” นายเอนก กล่าว
 
        นายเอนก กล่าวอีกว่า สำหรับการที่ทางตำรวจออกมาเปิดเผยว่าการสืบหาหลัฐานทำได้ยากเนื่องจากศพถูกเผาไปแล้วนั้น ตนมองว่าเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะหากยังสามารถพิสูจน์จากศพได้คงไม่ต้องมีข้อสงสัยกันถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สามารถทำได้คือการตรวจสอบจากรูปภาพที่สามารถชี้ให้เห็นถึงบางเรื่องได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ทางครอบครัวจึงได้นำภาพที่ทางครอบครัวมีทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนและครอบครัวของนายชูวงษ์ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อส่งมอบเอกสารหลักฐานชี้แจงการโอนหุ้นเพิ่มเติม เกี่ยวกับกรณีหุ้น 300 ล้านบาท ที่ถูกโอนไปให้พริตตี้และโบรคเกอร์สาว 2 คน เป็นเงินของนายชูวงษ์ทั้งหมด และเป็นคนละส่วนกับหุ้นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. ที่นายชูวงษ์กับพวกร่วมกันลงขันเปิดพอร์ตขึ้นมา ไม่เกี่ยวข้องกัน โดยหุ้น วปอ. นี้ ทางครอบครัวนายชูวงษ์ก็ยืนยันว่ามีมูลค่าเพียง 30-40 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ 500 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว
 
        นายเอนก กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางครอบครัวได้ให้ข้อมูลทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ไปแล้วทั้งในส่วนหลักฐานการโอนหุ้นกับทางกองปราบปราม และหลักฐานในส่วนของการพิสูจน์สาเหตุการตายว่าเกิดจากอุบัติเหตุหรือไม่กับทาง สน.อุดมสุข เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตอบข้อสงสัย ส่วนการโอนหุ้นกับการเสียชีวิตจะมีความเชื่อมโยงหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ ทราบเพียงเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนช่วงเดือนมิถุนายน แต่เหตุการณ์จะสัมพันธ์กันหรือไม่คงต้องรอผลการทำงานของตำรวจ อย่างไรก็ตาม ทางญาติคงไม่มีความจำเป็นที่จะมีการนัดเข้ามาพูดคุยเพื่อเคลียร์ปัญหากับ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ เพราะทุกอย่างต้องว่ากันไปตามพยานและหลักฐาน แต่ย้ำว่าสิ่งที่อีกฝ่ายออกมาพูดนั้นไม่เป็นความจริงเลย
 
 
‘ผบ.ตร.’ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือปัญหาหนี้สิน ตร.
 
 
        พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาตำรวจทั่วประเทศประสบภาวะมีหนี้สิน จนถึงขั้นล้มละลาย ว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ที่ปรึกษา (สบ10) เชิญตัวแทนสหกรณ์ตำรวจทั่วประเทศ หารือเพื่อจัดทำฐานข้อมูลตำรวจผู้กู้สหกรณ์ ไม่ให้เกิดปัญหาการกู้ซ้ำซ้อน จนเกิดภาระหนี้เกินตัว ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หารือร่วมกับธนาคาร หรือ สถาบันการเงิน เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ให้กับตำรวจที่มีปัญหาหนี้สินแต่ก็ไม่ใช่เป็นทางการแก้ที่ยั่งยืน แต่เห็นว่า แนวทางแก้ระยะยาว ข้าราชการตำรวจทุกนาย ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช้จ่ายเกินตัว
 
        ผบ.ตร.กล่าวว่า เห็นปัญหานี้และเริ่มแก้ไขตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมา พบว่ามีข้าราชการตำรวจเข้าข่ายถูกฟ้องล้มละลาย2,000-3,000 คน ก็พยายามแก้ไข ประสานสถาบันการเงิน แต่ก็ติดเงื่อนไขต่างๆ เมื่อวานนี้(9 ส.ค.)ตนก็พบกับผู้บริหารธนาคารออมสิน พยายามหาช่องทางพูดคุยเพื่อแก้ไข แต่การให้รัฐชดใช้หนี้ให้คงเป็นไปไม่ได้ เงินจำนวนมหาศาล สิ่งที่ผู้บริหารตร.กำลังทำและทำมาตลอด คือให้กองบัญชาการต่างๆไปเจรจาแก้ปัญหาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยบรรเทาปัญหา ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งชื่นชม พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ ผบช.ภ.4 ที่ออกมาขับเคลื่อนแก้ปัญหาหนี้สินของตำรวจในภาค 4
 
        ผบ.ตร. กล่าวด้วยว่า ปัญหาหนี้สินตำรวจ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการฆ่าตัวตาย ซึ่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทราบสาเหตุ และพยายามหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด แต่ต้องขึ้นอยู่กับข้าราชการตำรวจแต่ละคนด้วย ต้องปรับนิสัยเรื่องการใช้เงิน ไม่ใช้ว่ามีอะไรก็กู้หมดโดยไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่อนชำระได้หรือไม่