ข่าว

ชี้ช่องเตรียมตัวกู้ซื้อบ้าน 'ให้ผ่าน'

ชี้ช่องเตรียมตัวกู้ซื้อบ้าน 'ให้ผ่าน'

11 ส.ค. 2558

ชี้ช่องเตรียมตัวกู้ซื้อบ้าน 'ให้ผ่าน' ดอกเบี้ยต่ำจูงใจ-ตลาดแข่งขันดุโอกาสของผู้ซื้อ

 
                        แม้ภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกจะอยู่ในภาวะชะลอตัว ภาระหนี้สินครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แต่ความต้องการที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองของหลายๆ คนยังคงทำให้สินเชื่อเพื่ออสังหาริมทรัพย์เติบโตได้ดี โดยนายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ระบุว่า ครึ่งแรกของปี 2558 สินเชื่อบ้านและที่อยู่อาศัยเติบโต 10% หรือมีมูลค่า 6.4 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารยังคงปล่อยสินเชื่อ คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างมากกว่า 3 ล้านล้านบาท แม้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อจะอยู่ในระดับ 20-30% แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนผู้ขอกู้ที่เพิ่มขึ้น และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
 
                        “มองว่าขณะนี้เป็นโอกาสที่ดีของผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสถานการณ์ตลาดพบว่า ผู้ประกอบการมีการแข่งขันเพื่อจูงใจลูกค้ากันมากขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ทรงตัว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำก็เป็นปัจจัยบวก” นายกิตติกล่าว
 
                        อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนไม่น้อย “กังวลใจ” กับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยจึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ “สมาคมสินเชื่อชี้ทางออกผู้บริโภค กู้ซื้อบ้านยังไงให้ผ่าน” เพื่อให้แนวทางในการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน
 
                        นางพิกุล ศรีมหันต์ กรรมการสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และรองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและธุรกิจรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัยสะท้อนว่าธนาคารต่างๆ ยังอนุมัติการปล่อยกู้ แต่จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวก็เริ่มเห็นสัญญาณการชำระหนี้เกินลดลงจากลูกค้าบางกลุ่ม เช่น จากเดิมชำระเดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท ก็ลดลงมาเหลือ 1.5 หมื่นบาท เพราะต้องนำเงินไปหมุนใช้ส่วนอื่นก่อน ทำให้ระยะเวลาการผ่อนชำระนานขึ้น
 
                        ส่วนคำถามที่ว่าอัตราภาระหนี้เท่าไหร่จึงจะกู้บ้านผ่าน ในฐานะสถาบันการเงินมองว่า ธนาคารไม่ได้เข้มงวดในการปล่อยกู้ แต่เป็นเพราะลูกค้าที่มาขอกู้มีอัตราภาระหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารกำหนดอัตราการก่อหนี้ไว้คือ ลูกค้าจะต้องมีภาระหนี้ครัวเรือนบวกกับภาระหนี้บ้านไม่เกิน 80% ของรายได้ หรือมีรายได้ 100 บาท ลูกค้าสามารถมีหนี้รวมทั้งหมดไม่เกิน 70-80 บาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงิน โดยปัจจุบันพบว่า ลูกค้าก่อหนี้ครัวเรือน 50 บาทของหนี้รวม ทำให้เหลือหนี้ก่อบ้านได้เพียง 30 บาท สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการขอสินเชื่อบ้านของลูกค้าในสถาบันการเงินตอนนี้คือ ลูกค้าผ่อนได้น้อยลง
 
 
ชี้ช่องเตรียมตัวกู้ซื้อบ้าน 'ให้ผ่าน'
 
 
                        สำหรับกลุ่มของมนุษย์เงินเดือนที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงนั้น พบว่าอยู่ในกลุ่มระดับล่างหรือมีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท เหตุที่อัตราการปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อสูง เพราะมีรายได้น้อย เมื่อก่อหนี้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เกินกว่า 5 หมื่นบาท ก็พบว่าธนาคารทุกแห่งพร้อมปล่อยสินเชื่อทันที สะท้อนให้เห็นว่า อำนาจการต่อรองขึ้นอยู่กับอัตรารายได้ของลูกค้า
 
                        อย่างไรก็ตาม หลักการปล่อยสินเชื่อนั้น สถาบันการเงินจะพิจารณาตามลักษณะของลูกค้าแต่ล่ะกลุ่ม ซึ่งแนะนำว่า สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นขอสินเชื่อควรเตรียมความพร้อมในเรื่องเอกสาร, หลักประกัน หรือทรัพย์สินปลอดภาระต่างๆ ไว้ เผื่อกรณีที่มีข้อมูลประวัติการใช้เงินที่ไม่สอดคล้องกับหลักการพิจารณาของสถาบันการเงิน
 
                        ขณะที่ นายอลงกต บุญมาสุข เลขาธิการสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในแง่ของหลักประกันการขอสินเชื่อ โดยเฉพาะในรูปแบบบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม หรือบ้านมือสองที่ธนาคารให้การสนับสนุนอยู่แล้ว โดยสถาบันการเงินจะพิจารณาตามความเหมาะสม และสภาพคล่องของหลักประกัน เช่น ทำเล สภาพของหลักประกัน เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงในการขายออกของทรัพย์สินรอขาย
 
                        สำหรับปัจจัยหลักที่ธนาคารพิจารณาการปล่อยกู้ให้แก่ลูกค้าคือ จะดูจากภาระหนี้ครัวเรือน เช่น กลุ่มที่มีรายได้น้อยหรือมีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท เริ่มส่งสัญญาณว่ามีภาระหนี้ค่อนข้างมาก ทำให้กู้เงินไม่ผ่าน เป็นต้น แต่หากพิจารณาตัวเลขการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมที่มีราคาสูงพบว่ายังคงขายดี สะท้อนว่ายังมีลูกค้าบ้างกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ
 
                        ด้าน นางพิมลพร พูลนาผล กรรมการที่ปรึกษาสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเอสวีพี ฝ่ายผลิตภัณฑ์และช่องทางการบริการ ธนาคารกรุงเทพ แนะนำว่า สิ่งที่ลูกค้าควรมีความเข้าใจและรับรู้ก่อนขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน จะมีอยู่ 3 ประการหลักๆ ที่ธนาคารพิจารณาก่อนอนุมัติให้กู้ ประการแรก ธนาคารจะพิจารณาที่มาของรายได้ของลูกค้า ซึ่งในแง่ของการขอสินเชื่อนั้น ลูกค้าต้องเตรียมข้อมูลที่มาของรายได้ไว้ล่วงหน้า ย้อนหลังอย่างน้อย 6-12 เดือน โดยธนาคารจะพิจารณารายได้จากเงินที่เข้าบัญชี ดังนั้นลูกค้าที่มีรายได้ชัดเจน หรือรับเงินมาแต่ไม่มีหลักฐานรายได้ ควรนำเงินเข้าบัญชีย้อนหลังให้สม่ำเสมอ
 
                        ประการที่สอง ธนาคารจะพิจารณาจำนวนเงินคงเหลือในบัญชี เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ธนาคาร ส่วนในกรณีลูกค้ามีเงินเหลือน้อย แต่ยืนยันได้ว่ามีรายได้จำนวนมาก ในลักษณะนี้ลูกค้าควรจะมีหลักฐานทรัพย์สินอื่นๆ มาให้พิจารณาด้วย เช่น เงินลงทุนในกองทุนรวม เงินลงทุนในตลาดหุ้น เงินลงทุนในตราสารหนี้ หรือจะเป็นทรัพย์สินต่างๆ ที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้น และประการสุดท้าย พิจารณาประวัติทางการเงิน โดยธนาคารจะเข้าไปตรวจสอบจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร ซึ่งในการตรวจสอบจะพิจารณาว่า มีหนี้เดิมทั้งหมดเท่าไหร่ มีภาระการผ่อนหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ เคยมีประวัติการผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ เป็นต้น
 
                        “ตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน อยู่ในช่วงที่เร่งกำลังซื้อ เนื่องจากมีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม กันมากมาย ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสดีที่ลูกค้าได้เลือกซื้อทรัพย์ดีในราคาถูก รวมทั้งสถาบันการเงินทุกแห่งพร้อมปล่อยสินเชื่อบ้าน โดยขณะนี้สินเชื่อบ้านมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจ” นางพิมลพร กล่าว
 
                        ทั้งนี้ สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และบริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ เตรียมจัดงานอภิมหกรรมบ้าน-คอนโดมิเนียม และสินเชื่อแห่งปี โดยภายในงานจะประกอบไปด้วย “NPA & Resale Home 2015, งานมหกรรมอสังหาริมทรัพย์และบ้านมือสอง, มหกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบุคคล“ Home Loan & Consumer Credit 2015 และมหกรรมซื้อบ้าน-คอนโดฯ Home Buyers’Expo 2015 ระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคม 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์