
ปั้นแป้งพัฟแบรนด์ไทยแข่งอินเตอร์เปิดช็อปในห้างดัง
ปั้นแป้งพัฟแบรนด์ไทยแข่งอินเตอร์ จากสินค้าออนไลน์สู่เปิดช็อปในห้างดัง : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ช่างภาพ...อนันต์
การปั้นแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและติดตลาดนั้น ถือว่าเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลาพอสมควร แต่สำหรับ “ชิดชญา โชดกวิเศษณ์” หรือ ปุ๋ย กรรมการผู้จัดการบริษัท ไลฟ์พาวเวอร์ โซลูชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์แป้งพัฟซิลิโคน “บาบาร่า” (Babalah) เธอสามารถเดินตามความฝันที่จะมีสินค้าแบรนด์ของตัวเองได้ด้วยการใช้ระยะเวลาเพียง 5 เดือน ในการผลักดันสินค้าให้เป็นที่รู้จักของตลาดและมียอดขายทะลุเป้าหมาย ทำให้สามารถคืนทุนจากการลงทุนทำธุรกิจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
การขายสินค้าผ่านออนไลน์เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินเข้าสู่เส้นทางธุรกิจของสาวคนนี้ โดยตอนนั้น “ปุ๋ย” ยังเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่ต้องการหาเงินใช้เอง จึงใช้ช่องทางออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ โดยจะดูกระแสว่าสินค้าอะไรฮิตฮอตมาแรง หรือสินค้าที่ทดลองใช้แล้วเห็นว่ามีคุณภาพดีมีเพื่อนๆ ถามอยากใช้บ้างก็จะนำมาขาย ซึ่งช่วงแรกจะเน้นไปที่กลุ่มครีมบำรุงผิว เนื่องจากกระแสผิวขาวกระจ่างใสเป็นที่นิยมของสาวๆ ทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามามาก มีรายได้เดือนละประมาณ 5-6 หมื่นบาท สำหรับวิธีการก็คือ ติดต่อซื้อสินค้ามาในราคาขายส่งแล้วมาบวกราคาเพิ่ม โดยรับคำสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ จากนั้นก็แพ็กสินค้าตามที่ลูกค้าสั่งส่งไปให้ทางไปรษณีย์
“เริ่มต้นก็รับออเดอร์สินค้าผ่านออนไลน์ ทำไปเรื่อยๆ จนเก็บเงินก้อนได้หลักแสนบาท ก็คิดการใหญ่เปิดร้านเองขายใกล้มหาวิทยาลัย จ้างคนรู้จักมาช่วยขาย ปรากฏว่าทำไปได้แค่ 7 เดือนก็มีปัญหายอดขายลดลง เราเองช่วงนั้นเรียนอยู่ปีที่ 4 ก็อยากตั้งใจเรียนให้จบก่อนเลยตัดสินใจปิดร้านไปเลย แต่เมื่อเรียนจบก็ไม่คิดทำงานประจำ เพราะคิดว่าตัวเองถนัดงานขายและสินค้าประเภทสกินแคร์ก็ได้รับความนิยม เลยตัดสินใจเอาเงินเก็บมาลงทุนทำครีมบำรุงผิวหน้าและผิวกาย”
แม้ในช่วงนั้นการแข่งขันของตลาดสกินแคร์จะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเป็นยุคที่แม่ค้าออนไลน์เริ่มหันมาทำแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น แต่การที่เธอรู้จักแหล่งผลิตสินค้าหลากหลาย รู้ว่าแหล่งไหนถนัดผลิตครีมประเภทใด และสามารถเจรจาให้โรงงานปรับสูตรให้ตามความต้องการได้ ก็ทำให้สินค้ามีจุดเด่นแตกต่างจากสินค้าในตลาด “ปุ๋ย” มองว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอจับเทรนด์ของตลาดได้ดีคงมาจากการที่ชอบเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป และมีการสำรวจตลาดสกินแคร์ตลอดว่ามีเทรนด์อะไรใหม่ เพื่อจะได้นำมาปรับใช้ในเมืองไทย จึงทำให้ครีมของเธอกลายเป็นสินค้าใหม่ในเมืองไทยและมีกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้า
“จากการสำรวจตลาดเครื่องสำอางที่ญี่ปุ่นพบว่ามีสินค้าเกี่ยวกับการแต่งหน้า หรือเมคอัพเยอะมากๆ ส่วนของเกาหลีจะเน้นพวกครีมบำรุงผิว แต่ของไทยจะเน้นสินค้าที่ช่วยให้ขาวและผอม เพราะผู้หญิงไทยชอบกินหวานเลยมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก และอยากขาวใสสวยเหมือนสาวเกาหลี สินค้าที่ขายในตลาดเลยทำออกมาสนองความต้องการตลาดกลุ่มนี้เป็นหลัก”
สำหรับการลงทุนรอบนี้ วิธีการขายของเธอจะแตกต่างจากครั้งแรก โดยไม่รับออเดอร์ตรงจากลูกค้า ทำในรูปแบบขายส่งให้เอเยนต์เป็นตัวแทนในการจำหน่าย พร้อมกับหาพันธมิตรมาร่วมทำธุรกิจถือหุ้นร่วมกัน 5 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำตลาดและช่วยให้สินค้ากระจายไปได้รวดเร็ว รวมทั้งเริ่มรู้จักการโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่เรามองว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง และโหมโปรโมททางสื่อออนไลน์ ทำให้ครีมบำรุงผิวมีกระแสตอบรับค่อนข้างดี ซึึ่งทำให้มีเงินเก็บก้อนโตถึง 2 ล้านบาทภายในปีครึ่งเท่านั้น
สาวปุ๋ยบอกว่าเมื่อมีเงินก้อนใหญ่ขึ้น ก็เริ่มคิดขยับขยายธุรกิจอีกครั้ง จึงผลิตสินค้าลดน้ำหนักชื่อ “มาช่า” หวังตอบสนองความต้องการของผู้หญิงอยากผอม โดยจ้างโรงงานที่รับผลิต (โออีเอ็ม) ให้ผลิตสินค้าอาหารเสริมที่ไม่เป็นอันตรายและได้ผลจริง เป็นการผลิตจากถั่วแดงหลวงที่ช่วยลดอาการบวมน้ำ ครั้งนี้จะขายสินค้าผ่านทั้งออนไลน์และเอเยนต์ไม่เน้นมีหน้าร้านของตัวเอง
เธออธิบายว่า การออกสินค้าแต่ละชนิดจะมีคอนเซ็ปต์เหมือนกันคือ จะไม่ขายสินค้าเองเปิดรับเอเย่นต์ให้มารับไปขาย โดยจะวางแผนก่อนว่าจะเปิดรับเอเย่นต์กี่ราย เลือกเฉพาะคนที่ต้องการทำจริงๆ เหมือนเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ไว้ใจกันได้ ปัจจุบันจึงมีรายใหญ่เพียง 5 รายเท่านั้น เพราะมองว่าการมีจำนวนมากไม่ใช่เป็นเรื่องดีเสมอไป ซึ่งจำนวนที่น้อยทำให้การควบคุมทำได้ง่ายและไม่เกิดปัญหา หรือหากมีปัญหาก็แก้ไขได้ง่ายกว่า และจากประสบการณ์ก็พบว่าเอเย่นต์น้อยรายดีกว่าจริงๆ ส่วนการกระจายสินค้าจะทำได้ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเทคนิคทางการตลาดและคุณภาพสินค้าเป็นประเด็นหลัก
อย่างไรก็ตาม สินค้าอาหารเสริมไม่ได้ราบรื่นดังหวัง เพราะหลังจากมีกระแสตอบรับที่ดีมาระยะหนึ่งจนมีรายได้เดือนละ 2 ล้านบาท ก็มาเจอมรสุมข่าวลบมากมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาลดความอ้วนที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ตลาดโดยรวมได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ซึ่งในระหว่างที่ยอดขายลดลงก็มานั่งคิดว่าต้องผลิตสินค้าอื่นมาทดแทน ด้วยความที่เธอเป็นคนชอบแต่งหน้าและใช้แป้งพัฟมาหลายแบรนด์ จนมาเจอแบรนด์หนึ่งใช้ดีมากจึงคิดนำมาต่อยอด อยากทำสินค้าที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการของตัวเองและสาวๆ ที่ต้องการแป้งทาหน้าที่เนียนเข้ากับสีผิวและติดทนนาน
จึงเป็นที่มาของธุรกิจแป้งพัฟแบรนด์ไทย “บาบาร่า” โดยที่มาของชื่อนี้เป็นความบังเอิญจากการผวนคำเล่นกันแล้วลงล็อกพอดี ซึ่งมองว่าจดจำง่ายและฟังเหมือนชื่อแม่มดในนิยายการ์ตูนฝรั่ง จึงใช้เป็นคอนเซ็ปต์ว่า แป้งแม่มด และใช้โลโก้เป็นรูปแม่มดขี่ไม้กวาด ส่วนแพ็กเกจก็จะออกไปทางสินค้าเกาหลี เพราะคนไทยชอบสไตล์น่ารักๆ
ปุ๋ยบอกว่า อีกเหตุหนึ่งในการเลือกทำแป้งพัฟก็เพราะปัจจุบันตลาดสกินแคร์มีการแข่งขันกันสูงมาก ส่วนแป้งพัฟแม้ในตลาดจะมีหลากหลายยี่ห้อก็จริง แต่ที่ถูกใจผู้หญิงไทยนั้นน่าจะยังมีไม่มาก อย่างตัวเธอเองยังชอบลองแป้งยี่ห้อต่างๆ ไปเรื่อย ใช้แล้วขาวไปบ้าง บางยี่ห้อหลุดลอกเนื้อแตกระหว่างวัน ดังนั้น หากเจอแป้งที่ถูกใจเชื่อว่าจะมัดใจผู้หญิงไทยได้ไม่ยาก ที่สำคัญมองว่าแป้งเป็นนางเอกของการแต่งหน้า เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้หญิงต้องมีอย่างน้อย 1 ตลับและส่วนใหญ่ต้องทาแป้งก่อนออกจากบ้านอย่างแน่นอน จึงอยากผลิตแป้งของคนไทยที่เหมาะสมกับผิวแบบไทยๆ
เมื่อเลือกว่าจะทำธุรกิจแป้งพัฟสำหรับทาหน้า ปุ๋ยก็ใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลนานถึง 2 ปี ก่อนที่จะเดินเข้าไปหารือกับโรงงานที่รับจ้างผลิตแป้งพัฟโดยเฉพาะ ให้โจทย์โรงงานคิดค้นแป้งสูตรที่ต้องการคือ สีแป้งเข้ากับผิวคนไทย เรียบเนียน ติดทนนานทั้งวัน กันน้ำ 100% เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อนและผิวหน้าคนไทยจะไม่ดูดแป้งนานต้องเติมระหว่างวัน ซึ่งทางโรงงานทดลองอยู่นานกว่า 5 เดือน จึงได้สินค้ามาทดลองใช้เอง และจากการให้คนอื่นทดลองใช้ส่วนใหญ่จะชอบ ด้วยเนื้อแป้งไม่เหมือนใคร เหมือนซิลิโคนเคลือบ เป็นรายเดียวในตลาดตอนนี้ เลยยิ่งมีความมั่นใจในการทำตลาดและสร้างแบรนด์แป้งพัฟขึ้นมา
“จริงๆ แล้วโรงงานในไทยจะผลิตแป้งที่เข้ากับคนไทยได้ดีกว่าแป้งจากต่างประเทศ แต่คนไทยส่วนใหญ่จะนิยมแบรนด์ดังๆ เพราะเห็นจากโฆษณาบ้าง ใช้ตามเพื่อนบ้าง” ชิดชญากล่าวและว่า จากการที่ขายสินค้ามาหลายอย่าง ทำให้พบว่าหลักในการทำธุรกิจให้ยั่งยืน สินค้าที่จะขายต้องมีคุณภาพดีก่อนจึงจะมีการซื้อซ้ำ หากไม่ดีจริงผู้บริโภคซื้อครั้งเดียวแล้วจบ ต่อให้ลงทุนทำการตลาดอย่างหนักก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่หากสินค้าดีมีคุณภาพแค่ทำให้คนรู้จัก มีการจับมาแต่งตัวให้น่าสนใจ เพิ่มการทำตลาดเข้าไปให้ดี ก็ทำให้สินค้าติดตลาดได้ในที่สุด
เธอบอกว่า แป้งของเธอมีความแตกต่างและเป็นเจ้าแรกในตลาดที่ผสมซิลิโคน โดยโรงงานต้องนำเข้าวัตถุดิบมาจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้คุณสมบัติเนียนสวยปกปิดและติดทนตามที่ต้องการ ทำให้ราคาขายค่อนข้างสูงอยู่ที่ตลับละ 690 บาท แต่ถูกกว่าแบรนด์ดังๆ จากต่างประเทศที่ราคาเป็นพันบาท จึงถือเป็นราคาที่จับต้องได้ เน้นลูกค้ากลุ่มนักศึกษา คนทำงาน กลุ่มบีบวกขึ้นไป ซึ่งในช่วงแรกของการผลิตก็สั่งแค่ 1,000 ตลับมาทดลองทำตลาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะยังไม่กล้าลงทุนมากท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อไม่ค่อยดีนัก จึงกังวลว่าราคาสินค้าระดับนี้คนจะไม่กล้าซื้อ
ทั้งนี้ ในช่วงลงทุนใหม่ๆ ก็ได้รับคำเตือนเรื่องเศรษฐกิจไม่ดีเหมือนกัน แต่เธอกลับมองอีกมุมว่าเศรษฐกิจไม่ดีถือเป็นโอกาส เพราะคู่แข่งน้อยลง คนที่ทำธุรกิจแล้วอยู่ไม่ได้ก็ทยอยเลิกกิจการ มีแต่คนที่แข็งแรงจริงๆ ที่สามารถอยู่ได้ จึงเป็นโอกาสของแบรนด์ใหม่ที่จะแทรกตัวเข้าไปในตลาดได้ หากคิดเหมือนคนอื่นว่าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วถอยคงไม่มีโอกาสแจ้งเกิดเหมือนวันนี้ โดยการขายสินค้าก็ใช้ช่องทางออนไลน์และผ่านเอเย่นต์ 5 รายหลัก แต่มีการลงทุนโปรโมทสินค้ามากขึ้นให้เป็นที่รู้จักและยอมรับผ่านดาราดังอย่าง “วุ้นเส้น" วิริฒิพา ภักดีประสงค์ แย้มนาม มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ 1 ปี
“ทำไมเราต้องคิดเหมือนคนอื่น ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีมองว่ายิ่งเป็นโอกาส ค่าการตลาด ค่าการผลิตถูกลง เป็นจังหวะที่จะทำให้คนเห็นเรามากขึ้น ตอนนี้เริ่มจัดอีเวนท์เปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการ ก้าวออกมาจากโลกออนไลน์อยากให้คนรู้จักมากขึ้น และอยากให้ผู้หญิงไทยได้ทดลองใช้แป้งดีๆ ซื้อแล้วใช้จริงไม่ต้องโยนทิ้งเหมือนที่ผ่านมา เพราะคิดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องแป้งพัฟ ซึ่งช่วงแรกทำการตลาดแบบบุกหนักมาก ให้ดาราช่วยโปรโมท เนื่องจากวัยรุ่นไทยชอบเลียนแบบดารา แต่สุดท้ายสินค้าจะดีหรือไม่ต้องอยู่ที่คุณภาพ ยอมรับว่าสินค้าลอตแรกใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะขายหมด ก็รู้สึกว่าคนต้องใช้เวลาในการเปิดใจนานกว่าที่คิดไว้”
อย่างไรก็ตาม ในเดือนที่สองสินค้าเริ่มมีกระแสรู้จักมากขึ้น คนเริ่มเห็นผ่านตาตามออนไลน์ ทางร้านค้าก็มีการสอบถามเข้ามามากขึ้น จึงกล้าผลิตเพิ่มเป็น 2,000 ตลับ และเพิ่มเป็น 5,000 ตลับในเดือนที่ 3 ถือว่าวิ่งเร็วขึ้นมาก ปัจจุบันยอดผลิตขึ้นไปเป็นหลักหมื่นต่อเดือน ค่อนข้างเกินความคาดหมายมาก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะสืื่อที่ทำไปโดนใจวัยรุ่น ในจุดนี้เธอบอกว่า การมองเทรนด์หรือมองตลาดจะใช้ความชอบเป็นที่ตั้ง จึงโชคดีที่จับตลาดได้ถูกจุด โดยผ่านไป 5 เดือนยอดขายแป้งพัฟวิ่งแซงหน้าเงินลงทุนไปแล้วกว่า 4-5 ล้านบาท เรียกว่าคืนทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเชื่อว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้มาจากสินค้าขายตัวมันเองมากกว่าสิ่งใด ลูกค้าจึงประทับใจเกิดการซื้อซ้ำจนมีลูกค้าประจำ
ก้าวต่อไปของสาวคนนี้ที่เธอฝันไว้ก็คือ การเปิดช็อปในห้างสรรพสินค้าและขายแฟรนไชส์ เพื่อให้สินค้าติดตลาดยาวนานเหมือนแบรนด์อื่นๆ แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง รอให้มีสินค้าหลากหลายกว่านี้ ล่าสุดได้ลงทุนผลิตลิปสติกเพิ่มอีกไลน์ จากนั้นอีก 2 เดือนข้างหน้าเตรียมจะส่งครีมรองพื้นเข้ามาทำตลาดเพิ่มเติมด้วย เป็นการลงทุนจ้างโรงงานที่เชี่ยวชาญด้านรองพื้นของเกาหลีทำการผลิต งานนี้ควักกระเป๋าลงทุนไปอีกประมาณ 5 ล้านบาท เพราะมองว่าน่าจะเจาะตลาดกลุ่มที่นิยมใช้ครีมรองพื้นได้เป็นอย่างดี เช่น กลุ่มพริตตี้ หรือลูกค้าที่แต่งหน้าเป็นประจำ
ด้วยความที่เป็นคนคิดไม่หยุด และกล้าลงทุน รวมทั้งกล้าที่จะรับความเสี่ยง เพราะมองว่าทุกธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง แต่หากมั่นใจในคุณภาพสินค้าก็ต้องลุย จึงเตรียมผลักดันสินค้าแต่งแต้มบนใบหน้าออกมาอีก 4-5 สินค้าภายในปีนี้ ทั้งที่ปัดแก้ม อายไลเนอร์ มาสคาร่า เพื่อให้มีสินค้าหลากหลายมากขึ้น ก่อนจะแตกไลน์ไปยังสินค้าอื่นๆ ที่เป็นรายละเอียดของการแต่งหน้า โดยจะค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ เพราะต้องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี คนใช้แล้วเกิดความประทับใจ ซึ่งสินค้าที่ติดตลาดอย่างแป้งบาบาร่านั้น มั่นใจเกินร้อยว่าในครึ่งปีหลังจะเดินหน้าทำตลาดให้คนรู้จักมากขึ้น ตั้งเป้าหมายให้ยอดขายขึ้นอันดับ 1 ในตลาดออนไลน์ภายในปีนี้ และจะวางสินค้าตามช็อปต่างๆ ให้มากที่สุด เน้นในกรุงเทพฯ เป็นหลัก คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 50 ล้านบาท ส่วนปีหน้าอยากเห็นตัวเลขขึ้นไปถึง 100 ล้านบาท
“การเปิดช็อปของตัวเองน่าจะเป็นปีหน้าหลังมีสินค้าแบรนด์บาบาร่าออกมาหลากหลาย ตอนนี้ดูลู่ทางไปก่อนเพราะเปิดช็อปต้องลงทุนสูง ไม่เหมือนขายออนไลน์มีเพียงต้นทุนสินค้า ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไม่ดีต้องดูว่าอะไรเสี่ยงน้อยที่สุดและคนเห็นมากที่สุด ไม่ต้องลงทุนเยอะ เราต้องคุมค่าใช้จ่ายให้ได้ การทำธุรกิจต้องมองว่าเราอยู่ตรงไหนของตลาด ทำแบบไหนใช้เงินน้อยและคืนทุนเร็ว ซึ่งนักธุรกิจรุ่นใหม่ก็น่าจะคิดเหมือนๆ กัน จึงหันมาทำธุรกิจทางออนไลน์มากขึ้น”
เธอยอมรับว่า ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในทุกสินค้า แต่จะถือคติว่าหากไม่คุ้มก็เลิก ไม่ดันทุรังทำต่อ และมองหาสิ่งใหม่ๆ ลงมือทำให้เร็วที่สุด ไม่จมอยู่กับความผิดหวัง เพราะการตกอยู่ในวังวนเดิมก็ก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ ซึ่งประโยคที่จำได้จากโฆษณาตั้งแต่เด็กคือ โอกาสเป็นของคนที่พร้อมเสมอ ทุกวันนี้ก่อนออกจากบ้านเลยต้องทำตัวเองให้พร้อม เพราะไม่รู้ว่าวันนั้นจะต้องเจอกับอะไร
“เคยอ่านเจอคำคมที่ว่า ธรรมชาติสร้างคนเราให้เดินหน้า ไม่ได้อยู่กับที่ แม้จะมีปัญหาอะไรก็ต้องเดินหน้าต่อ ซึ่งพอคิดตามแล้วก็เห็นว่าจริงเลยเอามาใช้เป็นแง่คิดในการทำธุรกิจและทำให้ไม่ท้อ” ปุ๋ยกล่าวทิ้งท้าย
“เลือกงานที่ใช่...กล้าคิดกล้าทำก็สำเร็จ”
“ชิดชญา โชดกวิเศษณ์” หรือ ปุ๋ย สาวน้อยหน้าหวานในวัย 26 ปี เริ่มทำธุรกิจของตัวเองตั้งแต่เรียนจนปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เธอบอกว่า มีเป้าหมายตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่าจะไม่เป็นมนุษย์เงินเดือนเด็ดขาด เพราะไม่ชอบอะไรที่อยู่ในกรอบหรือต้องทำตามคำสั่ง ชอบทำงานอิสระ จึงเลือกเส้นทางของนักขายตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 3 ซึ่งตอนแรกคิดเพียงต้องการมีรายได้พิเศษมาซื้อของที่ตัวเองอยากได้โดยไม่ต้องขอจากทางบ้าน เพราะเธอเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ และอยู่หอพัก แต่เริ่มลงมือขายสินค้าก็ได้กระแสตอบรับที่ดีมียอดขายเข้ามามากจนแทบไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือและทำรายงานส่งอาจารย์เพราะต้องรับออเดอร์ แพ็กของไปส่งของที่ไปรษณีย์เองคนเดียว
ทำให้ช่วงนั้นการเรียนของเธออยู่ในอาการย่ำแย่ติดเอฟหลายตัวจนเพื่อนๆ เป็นห่วงและปรามาสว่าเรียนจบไปจะไปทำมาหากินอะไร ทางบ้านเองก็เป็นห่วงและขอร้องให้ตั้งใจเรียนให้จบก่อนจะไปสนใจเรื่องทำมาหากิน ซึ่งคำพูดของเพื่อนในวันนั้นเป็นตัวจุดประกายให้เธอเกิดความฮึดสู้ว่าจะต้องเอาชนะคำพูดของเพื่อนให้ได้ จะต้องทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ และประสบความสำเร็จ จึงตั้งใจเรียนจนจบมาได้แบบรอดหวุดหวิด
ครั้งเมื่อเรียนจบเธอจึงไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าสู่วงการค้าขายเต็มตัว โดยเริ่มจากสินค้าสกินแคร์ที่ถนัด ก่อนจะขยับไปสินค้าอื่นๆ และมาลงตัวที่แป้งพัฟ "บาบาร่า” ที่เธอภาคภูมิใจที่สามารถทำความฝันให้เป็นจริงในการปั้นแบรนด์ของตัวเองจนประสบความสำเร็จ ซึ่งวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เพื่อนและครอบครัวเห็นแล้วว่าเธอเลือกเดินมาในเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองแล้ว
ปุ๋ยบอกว่า มีความฝันเหมือนเด็กสาวทั่วไปที่อยากประสบความสำเร็จทางธุรกิจ มีเงินใช้ อยากได้อะไรก็สามารถหาซื้อได้ อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้ และตอนนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ต้องเดินหน้าต่อและคิดว่าทุกคนมีสองมือสองเท้าเท่ากันย่อมทำได้เหมือนกัน ขอแค่อย่าดูถูกตัวเอง อย่าดูถูกความคิดตัวเอง ทุกคนมีศักยภาพหมดแต่ต้องกล้าคิดกล้าทำ
เธอไม่ได้อยากมีชื่อเสียงโด่งดังแต่อยากประสบความสำเร็จในเรื่องของสินค้า ไม่อยากขายชื่อของตัวเองหรือทำตัวเองให้โดดเด่นเป็นที่รู้จักในสังคม แต่อยากให้คนใช้สินค้าแล้วชื่นชอบ ซื้อใช้ซ้ำและครองใจสาวไทยได้ ในอนาคตอยากให้สินค้าอยู่คงทนในตลาดและมีคนจดจำได้ตลอดไปเหมือนกับมิสทีนที่อยู่คู่สาวไทยมายาวนาน



