
อนุทินหนุนตัดสิทธิตลอดชีพ
อนุทินหนุนตัดสิทธิตลอดชีพ : นฤพน เพชรดี, ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์รายงาน
“แต่ไม่ว่าจะปฏิรูปอย่างไร ก็ต้องเข้าใจการเมืองไทย และอย่าไปคาดหวังว่ามันจะแก้ปัญหาได้ ความจริงแล้วปัจจัยหลักอยู่ที่ผู้เลือกกับผู้ถูกเลือกตั้ง หรือผู้ลงคะแนนกับผู้ที่เสนอตัวเป็น ส.ส. การเมืองแบบไทยเน้นความใกล้ชิด คนที่จะเป็นส.ส.ต้องลงพื้นที่ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการเมืองจะสร้างกติกาหรือกฎเกณฑ์อะไรให้คนทำตาม จะต้องให้คนที่เป็นผู้เล่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จะช่วยให้มีความเป็นไปได้มากขึ้น แต่ถ้าเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาโดยคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ยากที่จะสำเร็จ เพราะหากมีความขัดแย้งกันในเรื่องของการปฏิบัติ สุดท้ายก็จะเกิดการต่อต้าน”
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เห็นว่า การเขียนกติกาเรื่องอื่นๆ อาจจะไม่เป็นไร แต่คิดว่าการปฏิรูปการเมืองจะต้องให้พรรคการเมืองมีส่วนร่วม มีส่วนให้ความคิดเห็น มีส่วนในการตัดสินใจ เพราะพรรคการเมืองจะเป็นผู้ที่นำกติกาเหล่านี้ไปปฏิบัติ ถ้าอยู่ดีๆ กำหนดออกมาว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ หากพรรคการเมืองไม่เอาด้วยก็ปฏิรูปไม่สำเร็จ
“ทุกอย่างมันมีธรรมชาติของมันอยู่ ไม่มีใครฝืนธรรมชาติได้ ทำดีคิดดีมันก็ง่าย ถ้าทำไม่ดี คิดไม่ดีมันก็ยาก มันเป็นสัจธรรม ไม่ต้องไปหาเหตุผลอะไรให้ซับซ้อนมากมาย คนเราถ้าคิดดีก็ไม่ต้องไปกังวลอะไร”เช่นเดียวกับการเปิดทางให้มี “นายกฯ คนนอก” อนุทิน ยืนยันว่า ต้องเคารพกติกาที่จะออกมา เมื่อเกมการเมืองของประเทศไม่ใช่เกมที่เรากำหนดเอง แต่เป็นเรื่องที่มีคนกำหนดกติกามาให้ ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองก็ได้แต่รอกติกาที่จะกำหนดออกมาอย่างเดียวเท่านั้น แล้ววันที่กติกาออกมาเป็นอย่างไร ก็จะมานั่งศึกษา แล้วพิจารณาว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ถึงจะสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้
อนุทิน ยังเชื่อว่า ทุกเรื่องราวหนีความเป็นธรรมชาติไปไม่ได้ อะไรก็ตามหากแข็งเกินไป ไม่ถูกต้องตามครรลองที่มันควรจะเป็น แม้ว่ามันอาจจะอยู่ได้ แต่ที่สุดแล้วก็จะอยู่ไม่นาน เพราะมองว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ดังนั้นคนที่จะทำให้รัฐธรรมนูญออกมามีหน้าตาอย่างไร ต้องตั้งสมมุติฐานก่อนว่าไม่ได้คิดจะทำร้ายประเทศ เพียงแต่บางเรื่องราวอาจจะมีความกังวลมากเกินไปจนทำให้ขาดความเป็นธรรมชาติ หรืออาจทำให้ปฏิบัติยากเกินไป
“ไม่ได้กังวลว่านายกฯ จะมาจากคนในหรือคนนอก หากมีพรรคการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้คะแนนเสียง 300 เสียง ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนก็ตาม คำว่านายกฯ คนกลางจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อธรรมชาติกำหนดอยู่แล้วว่าพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเกินกึ่งหนึ่ง หัวหน้าพรรคจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าหากยังจะเป็นไม่ได้ก็คงแปลกและเป็นเรื่อสนุกดีเหมือนกัน"
การเมืองมีวิวัฒนาการมามาก สูตรนายกฯ คนกลาง เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว เกิดขึ้นในสมัยที่ยังไม่มีพรรคการเมืองใดมีเสียงเป็นร้อยแบบนี้ พรรคประชาธิปัตย์ 60 เสียงก็เป็นแกนนำรัฐบาลได้แล้วในสมัยหนึ่ง พรรคชาติไทย 58 เสียง ก็เคยเป็นแกนนำรัฐบาล หรือพรรคความหวังใหม่ 60 กว่าเสียงก็จัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องเป็นรัฐบาลผสมและอาจจำเป็นต้องมีนายกฯ ที่เป็นคนกลาง
ส่วนกรณี “ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต” บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมอนุทิน ย้ำหนักแน่นว่า เห็นด้วย สมควรอยู่แล้ว คนไหนที่ทุจริต คนไหนที่ถูกถอดถอน คนทุจริตเลือกตั้ง คนที่คอร์รัปชั่น คนค้ายาเสพติด คนที่ถูกอาญาแผ่นดินด้วยคดีอุกฉกรรจ์ ไม่สมควรจะเข้ามารับใช้บ้านเมือง เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว
“คนไม่ดีก็ไม่ควรเข้ามา คนที่ไม่ดีในอดีต คนที่ขี้โกงในอดีตมันก็จะขี้โกงตลอดชีวิต ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาขี้โกงแล้วพอต่อไปมาเป็นรัฐมนตรีแล้วจะไม่โกง ไม่มีหรอก คนที่มันโกงก็จะยังโกง คนที่ไม่โกงมันก็ไม่โกง เพราะฉะนั้นผมว่าดีแล้ว และนี่คือสิ่งหนึ่ีงที่ผมต้องยอมรับว่าในสถานการณ์ปกติไม่มีทางที่จะจัดการอะไรได้ดีเท่ากับสถานการณ์อย่างในปัจจุบันนี้ ทุกอย่างมีดีมีเสีย บางครั้งเราต้องมีความเป็นนักกีฬาเหมือนกัน ต้องมองประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลักก่อน”รวมถึงความเป็นไปของบ้านเมืองอีกหลายเรื่องราวภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลและ คสช.
“หากเป็นความพยายามทำสิ่งที่ดีเพื่อให้เกิดอนาคตที่ดีกับบ้านเมือง ผมก็ยอมรับและพร้อมที่จะสนับสนุน เพราะในสภาวะปกติเราไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองแบบนี้ได้”



