ข่าว

เมื่อการเมืองนิ่งในสภาพฝุ่นตลบ

เมื่อการเมืองนิ่งในสภาพฝุ่นตลบ

09 ส.ค. 2558

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เมื่อการเมืองนิ่งในสภาพฝุ่นตลบ : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

 
                       หากจับอุณหภูมิการเมืองในขณะนี้ต้องถือว่าร้อนยิ่งนัก แต่หากดูด้วยตาเปล่ากลับเห็นในทิศทางที่ตรงกันข้าม กล่าวคือ “นิ่ง” จนผิดสังเกต
 
                       เหลียวซ้ายแลขวากลับมีแต่คนที่พยายามบอกว่าขณะนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างยังเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งถึงขนาดที่เรื่องบางเรื่องจากที่กระหึ่มกลับเงียบลงดื้อๆ คล้ายกับไม่เคยมีกระแสมาก่อน แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องไม่ได้เงียบหายไปไหนเลย
 
                       เรื่องแรกคือ เรื่องที่ว่าด้วยการปรับคณะรัฐมนตรี เรื่องนี้กระหึ่มมาสองสามสัปดาห์  มีรายชื่อคนที่จะเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของทีมเศรษฐกิจ ที่คนจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากทุกวันนี้เป็นที่ “รับรู้” และ “รู้สึก” กันได้โดยทั่วไปเศรษฐกิจอยู่ในภาวะนิ่งงั้น
 
                       รายชื่อต่างๆ ถูกนำเสนอออกมา โดยเฉพาะ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่กลายเป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้ามาแทน ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจแทน “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” พร้อมๆ กับรายชื่อทีมเศรษฐกิจที่ต้องเข้ามาและออกไปตามหัวหน้าทีม
 
                       ไม่ว่าจะเป็น “สมหมาย ภาษี” “ณรงค์ชัย อัครเศรณี” “ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา” ชื่อเหล่านี้ล้วนอยู่ในข่ายถูกปรับออกทั้งสิ้น และข่าวที่ว่าก็ถูกยืนยันโดยคำสัมภาษณ์ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผู้กุมอำนาจสูงสุด โดยระบุเมื่อถูกนักข่าวถามถึงเรื่องนี้ว่า
 
                       “เมื่อใกล้ครบปีก็ต้องดูก่อนว่าสมควรหรือยัง แต่ไม่ใช่ว่าปรับหรือไม่ปรับ เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น ผมว่าเป็นความรู้สึกมากกว่า” 
 
                       ส่วนหากปรับ ครม.จะปรับเฉพาะทีมเศรษฐกิจหรือไม่ “พล.อ.ประยุทธ์” บอกว่า  ”ปรับทั้งทีมนั่นแหละ ผมจะดูของผมเอง ทำไมต้องเน้นเศรษฐกิจอย่างเดียว การปรับ ครม.ต้องมีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียน ดูทุกเหตุผลทั้งสุขภาพ อายุ ยืนยันว่าที่ผ่านมาทุกคนทำงานมาตลอด และเป็นการทำงานในช่วงที่ยากลำบาก ทุกคนเหนื่อย อย่าไปกดดันกันมากนัก”
นี่คือคำยืนยันที่ชัดยิ่งกว่าชัดว่าเขาคิดที่จะปรับ ครม. พร้อมทั้งระบุเวลาเสร็จสรรพว่าจะเป็นช่วงที่รัฐบาลทำงานครบ 1 ปี โดยหากย้อนเวลาดูจะพบว่า เขาเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่  24 สิงหาคม 2557  ซึ่งก็เท่ากับว่าระยะเวลาหนึ่งปีก็จะอยู่ในช่วงเดือนนี้นี่เอง
 
                       แต่จู่ๆ เรื่องราวนี้ก็เงียบลง ในวันประชุม ครม.เมื่อ  28 กรกฎาคม โดยหลังจากประชุม คนที่ลงมาแถลงด้วยตัวเองคือ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร” พร้อมด้วยท่าทางที่สบายใจ จนหลายคนเรียกว่า “มั่นใจ” ว่าเขาจะได้ “ไปต่อ” ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
 
                       แม้หลายคนจะมองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงแค่การกลบกระแสเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริง “รัฐบาล” เหมือนจะเตรียมตัวรอรับ “สมคิด” มาพักหนึ่งแล้ว โดยมองผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองได้
 
                       ทั้งนี้ “สมคิด” ก็มีคุณสมบัติเช่นว่า ทำให้ถูกมองว่าความนิ่งในขณะนี้ผิดปกติยิ่งนัก เพราะตามปกติของการปรับ ครม.ต้องมีความเคลื่อนไหว ทั้งของคนที่อยากเป็น และไม่อยากเป็น  แต่นี่กลับหยุดนิ่งและรอ
 
                       บางกระแสบอกว่า ที่กระแสการปรับ ครม.หยุดนิ่งลงนี้ เพราะรัฐบาลกำลังรอข้าราชการที่กำลังจะเกษียณอายุ โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาในเหล่าทัพ เพื่อจะจัดแถวได้ง่ายขึ้น รวมทั้งอาจจะมีข้าราชการทั้งพลเรือนและทหารเข้ามาร่วมงานในฐานะเสนาบดีแทนคนเก่า
 
                       ความร้อนแรงทางการเมืองประการต่อมาคือ เรื่องการโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ล่าสุดกำหนดวันลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญแล้วคือ วันที่ 7 กันยายน ซึ่งวันดังกล่าวจะเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในฐานะ สปช.  รวมทั้งจะเป็นวันที่กำหนดว่าจะถามคำถามใดประกบไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่หากรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ
 
                       หากไม่นับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “40 ส.ว.” แล้ว จะพบว่าความเคลื่อนไหวจากกลุ่มอื่นแทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว
 
                       สำหรับกลุ่มที่เคลื่อนไหวนั้น แบ่งเป็นสองกระแสหลัก  กระแสแรก นำโดย “วันชัย สอนศิริ” ที่ต้องการให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งหวังจะให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป โดยอ้างเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง   ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีทั้งการจุดกระแสโน้มน้าว  ข่าวการล็อบบี้   รวมไปถึงการปล่อยข่าวว่ามีนักการเมืองล็อบบี้ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วที่สุด
 
                       ร้อนถึงคนที่เห็นต่าง แม้จะเป็นคนที่มีอุดมการณ์คล้ายกันต้องออกมาชี้แจงพร้อมทั้งโยนคำถามกลับว่า ที่เคลื่อนไหวเช่นนี้เพราะหวังเก้าอี้ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ ที่จะตั้งขึ้นมาแทน สปช. เมื่อหมดวาระลงหรือไม่
 
                       ขณะที่อีกคนที่คิดเหมือนกันในเรื่อง “เลื่อนเลือกตั้ง” คือ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม 40 ส.ว.เช่นกัน ด้วยหมวกของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถจะรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้ เขาจึงเสนอว่า คำถามประชามติที่จะเสนอไปพร้อมๆ กับการรับร่างรัฐธรรมนูญคือคำถามว่า จะให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นเวลาสองปีหรือไม่ พร้อมทั้งระบุว่ามี สปช.กลุ่มหนึ่งพร้อมที่จะสนับสนุนเขา 
 
                       แต่เอาเข้าจริงแล้ว ยังไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขที่แท้จริงของผู้ที่สนับสนุนเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคว่ำร่าง หรือประชามติให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
 
                       และที่สำคัญคือ นอกจากความเคลื่อนไหวของสองคนนี่แล้ว เรายังไม่เห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มอื่น ซึ่งถือว่าผิดแปลกยิ่งนักในภาวะโค้งสุดท้ายที่เข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนี้  เพราะหากเป็นการเมืองในภาวะปกติ สถานการณ์เช่นนี้ต้องเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวชนิดฝุ่นตลบเลยทีเดียว  ไม่จำกัดอยู่เฉพาะบางพวกบางคนเท่านั้น
 
                       ที่สภาพการณ์เป็นเช่นนี้ก็สามารถอธิบายได้ไม่ยาก เพราะสภาพปัจจุบันบ้านเมืองไม่อยู่ในภาวะปกติ  และผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขณะนี้มีเพียงคนเดียวคือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นั่นเอง
 
                       นาทีนี้นายกฯ คือผู้กุมอำนาจการตัดสินใจสูงสุด  การออฟไซด์เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ  และหากใครทำก็อาจจะทำให้สถานะไม่มั่นคง เพราะนี่คือวัฒนธรรมของกองทัพ ที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะเป็นผู้ให้ข่าว ขณะที่ลำดับรองลงมาก็ทำได้เพียงแล้วแต่นาย
 
                       คนที่หวังจะเป็นรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ก็ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว มิเช่นนั้นในนาทีสุดท้ายชื่อก็อาจจะหลุดจากโผก็เป็นได้
 
                       ส่วน สปช.นั้น หลายคนหวังที่จะ “ไปต่อ” ในฐานะสภาขับเคลื่อนฯ ก็ต้องไม่ออกมาแสดงความเห็นอะไรมากเช่นกัน เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็เคยถูกปรามเรื่องการแสดงความเห็นมาแล้ว 
 
                       ความนิ่งเช่นนี้ เป็นภาวะที่การเมืองปกติต้องการเป็นอย่างยิ่ง หากแต่ต้องยอมรับว่า นี่คือความผิดธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง และความเงียบที่แสดงออกมานั้น เบื้องหลังจริงๆ แล้วอาจจะไม่เงียบอย่างที่เห็นก็ได้  ใครหลายคนอาจจะกำลังวิ่งชนิดฝุ่นตลบ แย่งชิงบทเด่นเพื่อให้เข้าตาท่านผู้นำให้มากที่สุด
 
 
 
 
--------------------
 
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : เมื่อการเมืองนิ่งในสภาพฝุ่นตลบ : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)