ข่าว

‘สรรเสริญ’เผยภาษีมรดกบังคับใช้ม.ค.59

‘สรรเสริญ’เผยภาษีมรดกบังคับใช้ม.ค.59

08 ส.ค. 2558

‘รองโฆษกรบ.’ เผยภาษีมรดกมีผลบังคับใช้ ม.ค.59 ชี้เป็นกฎหมายประวัติศาสตร์ เรียกเก็บภาษีมรดก 100 ล้านบาทขึ้นไป หวังลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

 
         8 ส.ค.58 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558 ว่าด้วยภาษีการรับให้ ในกรณีที่โอนทรัพย์สมบัติก่อนผู้ให้เสียชีวิต ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2558 โดย พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือในเดือนมกราคม 2559
 
         กฎหมายเรียกเก็บภาษีจากการรับมรดกและการยกให้โดยเสน่หาถือเป็นกฎหมายประวัติศาสตร์ที่นานาอารยประเทศ มีใช้กัน สำหรับประเทศไทยมีความพยายามผลักดันมายาวนานแต่ไม่สามารถเป็นผลได้จริง เพิ่งจะมาสำเร็จในรัฐบาลนี้ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเจตนาที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีการออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวมให้ได้มากที่สุดในช่วงที่ท่านยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และกฎหมายเก็บภาษีมรดกถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากฉบับหนึ่ง  เพราะจะเป็นการจูงใจให้กลุ่มผู้มีฐานะดีบริจาคเงินเพื่อองค์กรการกุศลและสาธารณะประโยชน์มากขึ้น ลดการสะสมทรัพย์เพื่อเป็นมรดก ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสและสนับสนุนให้รุ่นลูกหลานได้แสดงความสามารถในการทำงานสร้างฐานะของตนเองมากกว่ารอรับมรดกเพียงด้านเดียว  ขณะเดียวกันเชื่อว่าการเรียกเก็บภาษีมรดกจะช่วยลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของฐานะทางเศรษฐกิจในสังคมได้ รวมทั้งจะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเป็นงบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศ
 
         พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ภาษีการรับมรดกกำหนดให้ผู้รับมรดกต้องจ่ายภาษีในส่วนที่เกินกว่า 100 ล้านบาท ในอัตรา 10% แต่ถ้าเป็นการรับมรดกจากบุพการี หรือผู้สืบ สันดาน จะเสียในอัตรา 5% นอกจากนี้ ยังประกาศใช้ พ.ร.บ.ภาษีการรับให้ควบคู่กัน เพื่ออุดช่องว่าง กรณี การให้โดยเสน่หา ที่ปัจจุบันไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้น หากมีการโอนทรัพย์สมบัติให้ก่อนผู้ให้จะเสียชีวิตจะเข้าข่ายเป็นภาษีการรับให้ ซึ่งต้องจ่ายภาษีในส่วนที่เกินกว่า 10 ล้านบาทในอัตรา 5% แต่หากเป็นกรณีบุพการีให้ผู้สืบสันดานกำหนดให้จ่ายภาษีส่วนที่เกิน 20 ล้าน ในอัตรา 5%
 
         “ ผู้รับมรดกจะต้องยื่นสำแดงภาษีภายใน 150 วันหลังจากที่รับมรดก ส่วนทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมี 5 ประเภทด้วยกันได้แก่ 1.บ้าน และที่ดิน 2.เงินฝากธนาคาร 3.หุ้นและหุ้นกู้ 4.รถยนต์ และ 5.ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งข้อนี้เป็นการเปิดโอกาสจัดเก็บภาษีจากทรัพย์อื่น ๆ เพราะยังไม่ทราบว่าในอนาคตจะมีทรัพย์สินหรือธุรกรรมทางการเงินใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง”รองโฆษก กล่าว
 
         การเสียภาษีจะประเมินทรัพย์ทุกประเภทและมูลค่าที่ได้รับรวมกัน แม้จะรับไม่พร้อมกัน ก็ต้องถูกนำมาประเมินรวมกันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน หุ้น เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน รถยนต์ ตราสารการเงินอื่นๆ โดยในการประเมินราคาที่ดินจะอ้างอิงราคาจากกรมที่ดิน หากเป็นหุ้นคิดในราคาตลาด ณ วันที่ ได้รับหุ้นมา เพื่อเป็นการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพื่อให้เกืดความชัดเจนในการปฏิบัติมากที่สุด
 
 
‘นายกฯ’ พร้อมผู้นำหลายปท. ร่วมฉลองวันชาติสิงคโปร์ 9 ส.ค.
 
 
         พลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมงานฉลองครบรอบ 50 ปี วันชาติสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2558 นี้ พร้อมด้วยประมุขและผู้นำรัฐบาลจากนานาประเทศ อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ดยุกแห่งยอร์กแห่งสหราชอาณาจักร นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ นายหลี่ หยวนเฉา รองประธานาธิบดีจีน เป็นต้น โดยมีสาระสำคัญดังนี้
  
         การเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันชาติสิงคโปร์และการครบรอบ 50 ปีการสถาปนาสิงคโปร์ของนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ โดยนายกรัฐมนตรีเดินทางในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผู้แทนรัฐบาล เพื่อแสดงความยินดีกับรัฐบาลและประชาชนชาวสิงคโปร์ในโอกาสเฉลิมฉลองวันชาติสิงคโปร์และการครบรอบ 50 ปีการสถาปนาสิงคโปร์ ในวันที่ 9 สิงหาคม 2558 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงไมตรีจิตระหว่างมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยาวนาน โดยไทยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกที่รับรองความเป็นประเทศชาติของสิงคโปร์ และมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสิงคโปร์ เมื่อเดือนกันยายน ปี 1965 หนึ่งเดือนให้หลังจาการประกาศความเป็นประเทศชาติ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมีกำหนดออกเดินทางในช่วงเช้า วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2558 จากท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 โดยเครื่องบินกองทัพอากาศและจะเดินทางกลับในค่ำวันเดียวกัน
 
         สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสิงคโปร์นั้น มีความใกล้ชิดในระดับที่ดีมาก สิงคโปร์มีมุมมองในแนวเดียวกับไทยที่ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน เสริมสร้างดุลยอำนาจทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจในภูมิภาค ในระดับทวิภาคี ไทยกับสิงคโปร์ ไทยยังมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางความสัมพันธ์กับสิงคโปร์รอบด้าน รวมถึงการค้าและการลงทุน โดยสิงค์โปร์ยังเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 1 ของอาเซียนในประเทศไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 5 ในโลก โดยภาคเอกชนสิงคโปร์มีความเชื่อมั่นในพื้นฐานและศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยตลอดระยะเวลาช่วงหลายปีที่ผ่านมา