ข่าว

ตร.รวบหลานชาย‘อุ๊ กรุงสยาม’ลักพระเครื่อง

ตร.รวบหลานชาย‘อุ๊ กรุงสยาม’ลักพระเครื่อง

07 ส.ค. 2558

ตร.รวบหลานชาย‘อุ๊ กรุงสยาม’ลักพระเครื่องปล่อยตามแผง สารภาพหาเงินเล่นพนันบอล

             เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป. พร้อมด้วยพ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ ผกก.6 บก.ป. พ.ต.ท.ธราดล เหมพัฒน์ พงส.ผนพ. พ.ต.ท.ชลสิทธิ์ เทียมทัด พ.ต.ท.สมบัติ มีมงคล สว.กก.6 บก.ป. และเจ้าหน้าที่กก.6 บก.ป. ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมนายวสันต์ สุวิริยะศิริ อายุ 34 ปี ภูมิลำเนาอยู่ในย่านเพชรเกษม แขวงหลักสอง เขตบางแค กทม.ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 513/2558 ลงวันที่ 16 มีนาคม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ที่บริเวณริมถนนสุโขทัย แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กทม.

             พล.ต.ต.อัคราเดช กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายวัชระพงษ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ “เซียนอุ๊ กรุงสยาม” เซียนพระชื่อดัง ได้เปิดบริษัทสยามปุระ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับผลิตวัตถุมงคลให้วัดต่างๆ กระทั่งเมื่อต้นเดือนมกราคม 2556 ได้มีคนวงการพระเครื่องแจ้งกับเซียนอุ๊ว่า มีพระพุทธชินราช รุ่นจอมราชันย์เนื้อเงิน ขายราคาต่ำกว่าปกติจำนวนหลายองค์

             พล.ต.ต.อัคราเดชกล่าวต่อว่า หลังจากนั้นเซียนอุ๊จึงตรวจสอบพบว่า พระเครื่องดังกล่าวหายไปจากโกดังที่เก็บไว้ อาทิ พระพุทธชินราช รุ่นจอมราชันย์ จำนวน 1,490 องค์ รูปหล่อหลวงพ่อเงินเบ้าทุบ รุ่นกองทุน 53 จำนวน 1,200 องค์ รูปหล่อพุทธชินราชทรงเครื่อง จำนวน 500 องค์ และหลวงปู่ทวดพิมพ์บัวรอบ วัดทรายขาว รุ่นสร้างมณฑป จำนวน 114 องค์ มูลค่ากว่า 5.8 ล้านบาท จึงได้ดำเนินการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ให้ช่วยติดตามจับกุมคนร้าย กระทั่งภายหลังพบว่า ผู้ก่อเหตุคือนายวสันต์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของตนเอง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าจับกุม

             จากการสอบสวน นายวสันต์ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือก่อเหตุลักทรัพย์จริง โดยขโมยพระเครื่องจำนวน 300 องค์ ก่อนนำไปปล่อยให้ผู้ที่สนใจตามแผงเช่าพระต่างๆ รวมทั้งแผงเช่าพระในห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายแห่ง ในราคาองค์ละ 1,000 บาท เงินที่ได้มานั้นได้นำไปเล่นการพนันฟุตบอล อย่างไรก็ตาม เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากจะขอโทษเซียนอุ๊

             เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และรับของโจร ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป