ข่าว

‘บิ๊กตู่’สั่งยธ.ติดตามถอดยศ‘ทักษิณ’

‘บิ๊กตู่’สั่งยธ.ติดตามถอดยศ‘ทักษิณ’

07 ส.ค. 2558

‘บิ๊กตู่’สั่งยธ.ติดตามถอดยศ‘ทักษิณ’ ยินดีกับเอกอัครราชทูตคนใหม่สหรัฐ บอกนักลงทุนมะกันไม่ค่อยสนใจเทียร์3 ผู้แทนยูเอ็นย้ำต่างชาติเข้าใจไทยดี

              7ส.ค.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานกันอยู่ ซึ่งต้องมีขั้นตอนของเขา ก่อนหน้านี้พูดเร็วกันไปหน่อยว่าจะทำได้ แต่ในความจริงต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง  ตนมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมไปติดตามเรื่องดังกล่าว
                    
              “ไม่ว่าจะถอดถอนวันนี้หรือวันไหนก็เหมือนกัน เพราะวันนี้เขาก็กลับมาประเทศไทยไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเดี๋ยวถ้ามันถอดได้ก็ถอดเท่านั้นเอง อย่าไปให้ความสำคัญในเรื่องที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะเดี๋ยวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาก็ทำออกมา ให้เกิดความถูกต้องชอบธรรม ไม่มีความขัดแย้ง ไม่ใช่ทำเพราะกลัว ถ้ากลัวจะมายืนอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร อย่าไปให้ความสำคัญกับเรื่องที่มันจบไปแล้ว เมื่อเรื่องจบไปแล้วก็ไปใช้กฎหมายว่ามาตามขั้นตอน จะผิดหรือถูกก็ต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรม เราตัดสินเองไม่ได้ คนไทยอย่าใช้ความรู้สึกมากนักในขณะนี้ ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เราต้องมีสติในการคิดและเชื่ออย่างมีเหตุมีผลในการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง เพราะเป็นอนาคตของทุกคน อย่าตัดสินด้วยหัวใจเราต้องตัดสินด้วยสมองและปัญญา ทุกอย่างถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสื่อก็ต้องช่วยผมด้วย”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
   

ยินดีกับเอกอัครราชทูตคนใหม่สหรัฐ
  
              พล.อ.ประยุทธ์   ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีวุฒิสภาสหรัฐอเมริกามีมติแต่งตั้งนายเกล็น ทาว์นเซนด์ เดวี่ส์ เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยคนใหม่เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ตนยินดี ก็มีความยินดี เมื่อสักครู่ตนได้ฝากกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐฯไปบอกแล้ว ทางทูตก็บอกเองว่าอยากจะมา ตนก็ตั้งใจรอทูตมาประจำการที่ไทยเช่นกัน อยากให้รีบมาเร็วๆ ให้มาพบตนก่อน ตนพร้อมที่จะคุยกับเขา จะได้ทำความเข้าใจกันก่อน ถ้าไปฟังที่อื่นมาแล้วไม่ฟังตนเลย มันก็จะไม่เข้าใจกันตั้งแต่ต้น เขาก็ยิ้มและหัวเราะกัน และรับปากตนว่าจะนำไปบอก
           
              ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นสัญญาณทางบวกของประเทศไทยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ใช่ เป็นสัญญาณบวกอยู่แล้ว เราไม่ใช่ศัตรู การเมืองก็คือการเมือง ประชาธิปไตยก็คือประชาธิปไตย แต่คนมันต้องกินต้องอยู่ ธุรกิจจะต้องเดินหน้า ธุรกิจมากมายกี่แสนล้านที่ต้องลงทุนกันอยู่ เขาก็ทิ้งไม่ได้อยู่แล้ว
           
              ผู้สื่อข่าวถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯจะดีขึ้นหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ผมไม่ได้เสียอะไรกับเขา เสียตรงไหนละ ผมไม่ได้ไปทำลายความสัมพันธ์กับเขา แต่ผมเห็นใจเขา เพราะเขาเป็นประเทศที่เป็นแกนนำด้านประชาธิปไตยแบบตะวันตก เขาก็ต้องพูดแบบนั้นนั่นแหละ ผมจะไปว่าอะไรเขาได้เล่า เพราะผมมาอย่างนี้ ผมต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเมื่อผมมาอยู่ตรง ผมทำและสร้างสรรค์อะไรบ้าง หรือทำลายอะไรไปบ้าง ผมไม่ได้ทำลายอะไรไปซักอย่างหนึ่ง ในความรู้สึกของผมเองนะ เพราะผมไม่ได้คิดอย่างนั้น มีแต่การบังคับใช้กฎหมายให้มันทำได้ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ได้ไปทำลายใคร เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นไปตามตัวบทกฎหมายทั้งสิ้น ก็เริ่มเข้าใจกันขึ้นเรื่อย ๆ 17 ประเทศที่มาเข้าพบเมื่อเช้านี้ก็เข้าใจ ก็ดูไทยเป็นตัวอย่างว่าจะปฏิรูปประเทศไปอย่างไร พัฒนาประเทศอย่างไรให้ไปสู่การมีรายได้ที่มากขึ้น เมื่อเช้านี้ก็คุยกันเยอะ เมื่อกี้ก็คุยกับบริษัทที่ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วทั้งสิ้น เขาก็มาถามเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ว่าถ้าเขาลงทุนต่อไป มันจะเป็นอย่างไร ตนก็ยืนยันว่าเราพร้อมที่จะดูแล และส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ด้วยซ้ำไป ผลประโยชน์ไม่ได้กลับมาที่รัฐบาลผม แต่ไปที่รัฐบาลหน้า เราจะได้เลิกทะเลาะกันเสียที มีรายได้เข้าประเทศ ไม่ต้องไปรอการส่งออกที่ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่แบบนี้ การเกษตรที่มันแย่ ๆ อยู่อย่างนี้ ก็ต้องมาแปรรูปกัน มาเพิ่มมูลค่า”


บอกนักลงทุนมะกันไม่รังเกียจไทย

       
              เมื่อเวลา 11.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (US-ASEAN Business Council : USABC) ประกอบด้วย  AIG, Brown-Forman, Caterpillar, Chevron, Cigna, Cisco, Citibank, Coca-Cola, ConocoPhillips, Dow Chemical Company, Eli Lilly and Company, Ford Motor Company, General Electric (GE), Google, Guardian Industries, MasterCard, Mead Johnson, Microsoft, Monsanto, Philip Morris, Procter & Gamble, Qualcomm, Seagate, Syngenta, Time Warner, UPS, และ Visa เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์เพื่อหารือเกี่ยวกับการค้าการลงทุนในประเทศไทย
                  
              พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือ ว่า นักธุรกิจ อเมริกา 50-60 บริษัทที่ลงทุนในไทยที่มาพบนั้น ถือว่าเป็นประเทศที่มาลงทุนในไทยอันดับสอง โดยประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง และที่พบครั้งนี้มีหลายสาขา  รวม 5 กลุ่ม พร้อมจะร่วมลงทุนในไทย ในโอกาสต่อไปโดยเร็ว ซึ่งตนได้พูดให้กลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้เข้าใจสถานการณ์การเมือง สถานการณ์ความมีเสถียรภาพของไทย และการเดินหน้าประเทศ ในขณะนี้ที่ทำอย่างไร ที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น สร้างความเข้มแข็ง เพิ่มพูนการแข่งขัน การถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเขาก็รับไปหมดและยินดีที่จะร่วมมือกับเราในโอกาสจากนี้เป็นต้นไป
                
              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันเขาก็มีการคุยกันตลอดอยู่แล้วกับกระทรวง ทบวง กรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งคาดว่าในปี 2559 การลงทุนจะเพิ่มมากขึ้น
               
              ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มนักลงทุนสหรัฐมีข้อห่วงใยถึงสถานการณ์ประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาไม่ได้ห่วงอะไร โดยเฉพาะเรื่องการเมือง เขามั่นใจ เพราะกลุ่มพวกนี้ลงทุนในไทยอยู่แล้ว และต้องการจะขยายการลงทุนให้มากขึ้น ในกิจการอื่น ๆ ซึ่งตนก็บอกเชิญมาเลย อะไรต่าง ๆ ที่เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์อาเซียน ทั้งความเชื่อมโยง สาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งทางบก น้ำ อากาศ ตนเล่าให้ฟัง ข้อสำคัญคือเราต้องลดอุปสรรคทางการค้าให้กับทุกประเทศ รวมถึงอเมริกาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทุกประเทศเจอกับอุปสรรคหมด วันนี้เราได้แก้กฎหมาย และจัดตั้งศูนย์วันสต๊อปเซอร์วิส ในหลายๆแห่งทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วขึ้น ไม่เช่นนั้นเขาก็ไม่อยากมาลงทุนกับเรา พูดแล้วทำแล้วก็ไม่จบกันเสียที ยาวเป็นปี คราวนี้ต้องจบภายใน 30 วัน เพื่อให้เขาหาทางการลงทุนต่อไป
       
              “การลงทุนต้องหาเงินมาลงทุน ไม่ใช่เอาเงินในกระเป๋ามาลงทุน และต้องเข้าใจ ซึ่งนักธุรกิจมองหาช่องทาง หลังจากที่มั่นใจและทุกอย่างต้องใช้เวลา ทั้งด้านพลังงาน สุขภาพ ยา เขาพร้อมลงทุน โดยผมได้บอกว่า ต้องถ่ายทอดให้ไทยด้วย ไม่เช่นนั้นวันหน้าไทยจะเป็นฝ่ายที่ต้องซื้อตลอด ซึ่งเขาก็ยินดี รวมถึงเรื่องการเกษตร การลงทุนบริษัทรถยนต์ที่มีหลายบริษัทสนใจ พร้อมจะมาทันที เพราะพูดกับผมมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร  เขาไม่ได้รังเกียจอะไรผม และวันนี้เขาต้องการความคืบหน้า เขาให้เกียรติและมาพบผม และยืนยันจะร่วมลงทุนกับเรา ผมก็บอกไปว่าเรากับอเมริกาเป็นมิตรกันมายาวนานถึง 180 ปี ฉะนั้นยังไงเราก็ต้องเป็นมิตรกัน จะย้ายประเทศหนีกันไม่ได้ ถ้าไม่ชอบผมก็ให้ลืมๆผมไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
     
              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการลงทุนบริษัทรถยนต์นั้น วันนี้มีหลายประเทศที่สนใจจะมาลงทุนทั้งมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ โดยเฉพาะบริษัทฟอร์ด ที่สนใจจะขยายการลงทุนเพิ่ม หากเป็นโรงงานสีเขียวและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเราได้ เราก็ต้องยินดี และสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะมันจะเกิดห่วงโซ่ หากเขาลงทุนเกิดผลผลิต ก็จะมีรายได้เข้าประเทศ มีการจ้างงาน และมีบางบริษัทยินดีที่จะตั้งบริษัทในลักษณะทวิภาคี ให้เราเข้าไปเรียนรู้ในบริษัทเขาด้วย ซึ่งตนอยากให้โรงงานเหล่านี้ตั้งกระจายในหลายพื้นที่ โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษก็เป็นเขตที่กำหนดขึ้นมา แต่จะเกิดขึ้นเท่าไหร่อย่างไร เป็นเรื่องของอนาคต ไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดได้ปีนี้ปีนั้นแล้วมีมูลค่ามหาศาลมันไม่ใช่ มันต้องมีแผนไปขั้นตอน
              
              ผู้สื่อข่าวถามว่าทางนักธุรกิจสหรัฐได้สอบถามถึงการเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาก็ถามซึ่งเขาได้ติดตามอยู่ เขารู้ ซึ่งตนได้ยืนยันไปว่าต้องรอกฎหมาย หากพ.ร.บ.ออกมา ก็ต้องดำเนินการ เขาก็ฟัง จากนั้นจะมีการแข่งขันอะไรต่างๆก็ว่ากันไป
             
              ส่วนผลกระทบจากอันดับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่ไทยอยู่เทียร์ 3 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทางกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐ ก็มีการพูดถึง แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากมาย เพราะรู้ว่าเราแก้ปัญหาอยู่ วันก่อนตนได้ออกคำสั่งไปฉบับหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้มงวด ไม่ใช่ต้องการจะรังแกใครสักคนสักพวก เพราะเป็นคนไทยก็ต้องหารือว่าจะทำอย่างไรต่อไป ในเมื่อไม่ถูกกฎหมายตนจะทำอย่างไรได้ จำนวนเรือก็มีความสำคัญ มากเกินไปก็ไม่มีปลาให้จับ ไปจับต่างประเทศก็ผิดกฎหมาย ถูกจับอีก กระเทือนกันไปหมด ซึ่งเราต้องทำให้ถูกหลักเกณฑ์ของไอยูยูด้วย ซึ่งวันนี้ต้องจัดระเบียบใหม่ หากปล่อยเป็นอย่างเดิมปัญหาก็จะพันไปเรื่อย ๆ และกระทบภาพรวมของประเทศด้วย
           
              ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการแสดงความเป็นห่วงหากไทยถูกมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขายังไม่พูดจะไปเชิญเขามาคว่ำทำไม เขาบอกแล้วถ้าเราทำดีมีความตั้งใจก็อยู่ระดับนี้ไปก่อน สื่อไม่ต้องไปเชิญเขามาคว่ำหรอก ไม่ต้องพูดก็ได้ ถ้าเขาจะคว่ำก็ทำเอง ไม่ต้องไปเชื้อเชิญเขามาหรอก
              
              ผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีการพูดถึง เพราะการพูดจาตนต้องระวังอยู่แล้ว ความตกลงที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของประเทศชาติ มันต้องมาหารือ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะต้องร่วมพิจารณาด้วย      


ถกผู้แทนยูเอ็นย้ำต่างชาติเข้าใจไทยดี
 
              ทั้งนี้เมื่อเวลา 12.45 น.  พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงการที่คณะเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กเข้าเยี่ยมคารวะ ว่า วันนี้เข้าพบ 2 คณะ คณะแรก คณะผู้แทนประจำยูเอ็น มาทั้งหมด 17 ประเทศ มาเยี่ยมเยียน มาสร้างความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมประเทศไทย หลายๆ คนก็ไม่เคยมา ครั้งนี้เป็นการจัดครั้งที่ 3 มาเพื่อสร้างความเข้าใจ หลายๆ ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นประเทศที่ใหญ่มากนัก เราได้มีการพูดคุยแกลเปลี่ยนหารือกันมากพอสมควรในประเด็นทางด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านการแก้ปัญหาของยูเอ็น สถานการณ์โลกในปัจจุบัน และตนได้แสดงความคิดเห็นไปมากมายว่าจะทำอย่างไรให้โลกใบนี้สงบลงให้ได้
                          
              พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า ตนเสนอไปว่าให้ใช้แนวทางตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของยุทธศาสตร์การพัฒนา เศรษฐกิจพอเพียง ได้ทำการอธิบายให้เขาเข้าใจ และนำไปใช้ และหารือในเรื่องของการแก้ปัญหาของโลกใบนี้ ตนได้เสนอแนะไปว่า คงต้องใช้ในหลายวิธีการ โดยการกำหนดเป้าหมายของแต่ละประเทศ ของประชาคมโลกซึ่งมีพื้นฐานไม่เท่ากัน ถ้าเราแยกแยะได้ รู้และเข้าใจของปัญหา เข้าใจพื้นที่ เข้าใจประชาชน และประเทศที่ไม่เหมือนกัน มันจะทำให้ความสงบเกิดขึ้นได้โดยเร็ว ตนก็บอกว่านี่คือสิ่งที่ตนเสนอไปอย่างนี้ เขารับไปและก็มองว่ามันก็จริงเหมือนกัน ถ้าเราใช้กองกำลังสันติภาพอย่างเดียว มันก็ไม่ได้ ตนได้เสนอไปว่า เหมือนที่ไทยเราไปในกองกำลังสันติภาพ เราเอาส่วนในเรื่องของการพัฒนา การเพาะปลูก ไปด้วย จะทำให้ความขัดแย้งลดลงและทำให้เขามีการพัฒนาตนเองเพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งนี้คือสิ่งที่โลกกำลังจะต้องการ
                                         
              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนได้พูดถึงในเรื่องการเมืองของเรา ตนยืนยันในเจตนารมณ์ของเรา และเรื่องของโรดแมปที่กำลังเดินอยู่ในขณะนี้ เขาก็เข้าใจหมด เวลาตนพูดกับต่างชาติเขาก็เข้าใจดี มีแต่ประเทศไทยที่ยังไม่เข้าใจอยู่ เขาได้ถามถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ตนได้อธิบายให้เขาไปในเรื่องปฏิรูปว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็พอใจ อย่างเช่น ปากีสถานได้ถาม เขาให้ตนแสดงความคิดเห็นว่าประเทศปากีสถานอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จะทำอย่างไร ตนได้แนะนำไปว่า ประเทศของเราไม่ได้อยู่ในความรุนแรงแบบเขา แต่สิ่งที่เราจะต้องทำคือเรื่องของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ มันจะต้องมีถึง 3 คณะเป็นอย่างน้อย คณะแรกเกี่ยวกับเรื่องปฏิรูป คณะที่สองคือปรองดอง คณะที่สามเป็นการสร้างกลไกของรัฐให้เข้มแข็ง และมีการขจัดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างน้อยต้องมีถึง 3-4 คณะ ทางเขาก็รับทราบ ตนก็ได้แนะนำเขาไปเช่นนั้น ไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ภายใน มันเป็นหลักการว่าแต่ละประเทศจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ภายในของกัน แต่ตนยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตนได้บอกว่าเป็นความคิดของตน ไม่ได้เป็นของใคร วันนี้เราจะต้องเดินหน้าประเทศ ให้ทุกประเทศไว้วางใจเรา ไม่ใช่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ตนในฐานะที่เป็นรัฐบาล การพูดอะไรก็ตามตนจะพูดในลักษณะนี้ คือเราไม่สามารถที่จะเทไปข้างหนึ่งข้างใดมาก ในวันข้างหน้าเราก็จะต้องคบกันอีก แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา


ระบุสัปดาห์หน้าได้ผบ.ตร.คนใหม่

                      
              พล.อ.ประยุทธ์ จั ให้สัมภาษณ์ถึงการเลื่อนประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแห่งชาติ(กตช.)   ว่า เท่าที่ทราบดูเหมือนจะมีปัญหาเล็กน้อยที่ทางตำรวจต้องการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เข้าไปในคราวเดียวกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร และไม่ว่าจะตั้งใครขึ้นมาเป็นผบ.ตร.คนใหม่ก็ไม่ต้องกังวลเพราะตนเป็นคนดูอยู่แล้ว
            
              ต่อข้อถามที่ว่าการเลือกบุคคลจะต้องดูให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบรรยากาศของบ้านเมืองด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คนที่จะเข้ามาเป็น ผบ.ตร.คนใหม่จะต้องเป็นตำรวจที่มีความยุติธรรม ทำตามนโยบายของรัฐบาลหรือตามที่รัฐบาลได้มอบหมายความรับผิดชอบลงไป ถ้าทำไม่ได้ก็เปลี่ยนใหม่จะไปยากอะไร และคาดว่าในสัปดาห์หน้าก็คงจะได้ตัว ผบ.ตร.ใหม่
               

ยันต่อรองถึงที่สุดแล้วค่าโง่คลองด่าน
 
              พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ให้กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ่ายค่าเสียหายให้แก่กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอส ผู้ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เป็นเงิน 9,618 ล้านบาทว่า ก็เป็นบทเรียน ก็ต้องเสียเงิน เพราะเขาฟ้องมานานแล้ว ซึ่งเราก็ต่อรองลดไปเยอะแล้ว รัฐบาลนี้ก็ต่อรองลดไปเยอะ ไม่อย่างนั้นดอกเบี้ยมากกว่านี้ ซึ่งตนได้ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปดูแลจนถึงนาทีสุดท้าย และไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เสียดายไหมละ แทนที่จะใช้ประโยชน์ได้ ตอนนี้ก็พังหมดแล้ว ถ้าจะเอาไปใช้ประโยชน์ไม่รู้ว่าจะเสียเงินอีกเท่าไร คุ้มค่าหรือเปล่าไม่รู้ 


ปัดข่าวคสช.กดดันกมธ.ยกร่างฯ
                       
              พล.อ.ประยุทธ์   กล่าวถึงกระแสข่าวคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กมธ.)ระบุว่า คสช.เข้ากดดันในการทำงานว่า "ผมยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ สิ่งที่ไปพูดกันเป็นเรื่องการอ้างกันไปมา ผมบอกไปแล้วและส่งข่าวไปแล้วว่าอะไรที่ไม่ได้ออกจากปากผมเป็นเรื่องของพวกท่าน ท่านก็ว่ากันไป ผมเคยเรียนแล้วว่าสิ่งที่ผมทำวันนี้พยายามจะให้สิทธิกับทุกคนได้มาร่วมตัดสินใจในการจะลงประชามติและการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งตนไม่อยากให้เป็นเรื่องความขัดแย้ง ถ้าเห็นว่ารัฐธรรมนูญดีมีความเหมาะสมกับสถานการณ์วันนี้แล้วเห็นว่าสมควรจะผ่านก็ผ่านไป เดี๋ยวก็ต้องไปทำประชามติกับประชาชนอีก ส่วนจะผ่านหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ อย่าไปมองว่าจะต้องผ่านให้เร็วหรือให้ช้าหรือผ่านเร็วเพื่อจะได้มีการเลือกตั้ง แต่ก็มีหลายคนบอกว่ายังไม่อยากให้มีการเลือกตั้งอีก"
   

ปัดตัดงบฯ“สสส.-ไทยพีบีเอส” แค่ให้คตร.ตรวจสอบ

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีข้อเสนอให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของการคลังและงบประมาณว่าด้วยการใช้เงินของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ จากภาษีสุราและยาสูบ ว่า เรื่องสื่อตนไม่คิดไปตัดเงินเขาเลย เพียงแต่ทำให้โปร่งใส ว่าจะทำอย่างไร หามาตรการแล้วไปคิดกันมา ทั้งไทยพีบีเอส และสสส. ซึ่งได้ให้หน่วยงานไปตรวจสอบความโปร่งใสข้างในอยู่ เป็นการตรวจสอบตามปกติ ที่ทุกหน่วยงาน ทุกกองทุนจะต้องมีการตรวจสอบ โดยจะให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าไปดู

              ยืนยันไปตรวจสอบ ไม่ได้ไปกลั่นแกล้ง ซึ่งการไปตรวจสอบ เพื่อทำให้มันถูก เรื่องนี้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนจะมีวิธีการอย่างไรก็ให้ไปว่ากันมา ไม่ใช่เพราะว่าตนไปเกลียดเขาเป็นการส่วนตัว เลยต้องการให้เขามาเชียร์ตนอย่างเดียว มันไม่ใช่ ตนเพียงแต่ขอความร่วมมือเท่านั้น ท่านจะไปทำอะไรให้ประชาชนเกิดความเข้าใจอย่างไร ก็ทำไป แต่อะไรที่มันขัดแย้งมากๆ ตนก็ขอร้อง ขอความร่วมมือเขา วันก่อนกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า จากที่ตนได้ขอความร่วมมือทุกช่อง ทุกสถานี นำภาพภูเขาหัวโล้นไปออกอากาศ ทุกสถานีเขาก็ทำหมด ยกเว้นไทยพีบีเอส เพราะเขาบอกว่าไม่ตรงตามนโยบายของเขา ก็ไปว่ากันเอง