ข่าว

ปชช.ฝัน‘บ้านเมืองสงบ-สามัคคี-ศก.แกร่ง’

ปชช.ฝัน‘บ้านเมืองสงบ-สามัคคี-ศก.แกร่ง’

07 ส.ค. 2558

เปิดผลวิจัย“ออกแบบประเทศไทย” 5 หมื่นคนทั่วประเทศ ปชช.ฝันบ้านเมืองสงบ-สามัคคี-ศก.แข่งแกร่ง หนุนเป็นพันธสัญญาผูกมัดทุกรัฐบาล

            เมื่อเวลา 10.05 น.วันที่ 7 ส.ค.2558 มูลนิธิเพื่อคนไทย และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานเวทีความคิด “เปิดผลวิจัยออกเสียงออกแบบประเทศไทย : สู่พลังพลเมืองร่วมลงมือปฏิรูป” ถึงภาพฝันที่อยากเห็น ร่วมกำหนดทางสู่ประเทศในฝัน และสิ่งที่พร้อมลงมือทำได้ จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 52,947 ตัวอย่าง ตั้งแต่เดือนก.พ.-เม.ย.2558

            รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลวิจัยนี้มหาวิทยาลัยได้ทำการสำรวจในหัวข้อต่างๆเสมอ แต่ครั้งนี้ตนรู้สึกดีใจเพราะเป็นการสำรวจคนไทย 5 หมื่นถึง 1 แสนคนในทุกจังหวัด ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ทุ่มนักวิจัยไปทั้งหมดลงไปเพื่อต้องการทราบเสียงประชาชน สร้างการมีส่วนร่วม และผลักดันการสร้างพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม ในการกำหนดอนาคตประเทศไทย โดย 7 ความฝันแรกที่คนไทยฝันอยากเห็นมากที่สุด ประกอบด้วย อันดับ 1 ร้อยละ 28.3 คนไทยรักและสามัคคี บ้านเมืองสงบ น่าอยู่ ปลอดภัย ไม่มีปัญหาอาญชญากรรมและภัยสังคมต่างๆ อันดับ 2 ร้อยละ 25.7 ประเทศก้าวหน้าทุกด้าน เศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขัน อันดับ 3 ร้อยละ 9.7 ประเทศไทยไร้คอรัปชั่นสิ้นเชิง อันดับ 4 ร้อยละ 8.1 ยุติธรรมไม่มีชนชั้น ใครๆ ก็ต้องได้รับความเป็นธรรม อันดับ 5 ร้อยละ 5.9 เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดี อันดับ 6 ร้อยละ 5.7 ประชาชนมีอำนาจเหนือนักการเมือง และอันดับ 7 ร้อยละ 3.8 การศึกษานำไปสู่การสร้างปัญหาที่แท้จริง

            รศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากข้อค้นพบที่ได้พบว่าเสนอความฝันทั้งชายและหญิง เมื่อพิจารณาแยกตามภูมิภาคที่อาศัยพบว่าคนไทยที่มีส่วนร่วมเสนอความฝันที่อาศัยอยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ อยากเห็นคนไทยรักและสามัคคี บ้านเมืองสงบ น่าอยู่ ปลอดภัย ไม่มีปัญหาอาญชญากรรมและภัยสังคมต่างๆ มาเป็นอันดับ 1 ขณะที่คนไทยในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคเหนือ อยากเห็นประเทศก้าวหน้าทุกด้าน เศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขัน มาเป็นอันดับที่ 1 นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามช่วงอายุพบว่ากลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปอยากเห็นคนไทยรักและสามัคคี บ้านเมืองสงบ น่าอยู่ ปลอดภัย ไม่มีปัญหาอาญชญากรรมและภัยสังคมต่างๆ มาเป็นอันดับที่ 1 ส่วนกลุ่มที่มีระดับการศึกษาปวส. อนุปริญญาตรี และปริญญาตรี อยากเห็นประเทศก้าวหน้าทุกด้าน เศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขัน มาเป็นอันดับที่ 1 ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ 5,000- 50,000 บาท ฝันอยากเห็นประเทศก้าวหน้าทุกด้าน เศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขัน มาเป็นอันดับที่ 1

            รศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันในข้อเสนอจากผลสำรวจเพื่อทำให้ความฝันเป็นจริงนั้น สรุปได้ว่า ในความฝันอันดับที่ 1 ร้อยละ 32.8 ที่ผลวิจัยอยากเห็นคนไทยรักและสามัคคี บ้านเมืองสงบ น่าอยู่ ปลอดภัย ไม่มีปัญหาอาญชญากรรมและภัยสังคมต่างๆนั้น ต้องสร้างความปรองดอง มีความรัก ความสามัคคี ไม่แบ่งฝ่ายคนในประเทศ อันดับ 2 ร้อยละ 16.5 ให้จัดกิจกรรมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างความสามัคคี และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 10 ต้องพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ การศึกษษา เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ประชาชนพร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ส่วนในอันดับที่ 2 ประเทศก้าวหน้าทุกด้าน เศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันนั้น มีข้อเสนออันดับที่ 1 ร้อยละ 23.8 ให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความแข็งแกร่ง และมั่นคงยั่งยืน อันดับที่ 2 ร้อยละ 21 ให้เร่งแก้ไขปัญหาความยากจน ส่งเสริมการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

            “การสำรวจเป็นคำถามปลายเปิด เป็นทั้งคนมีความรู้ไม่มีความรู้ ทั้งนอกเมืองในเมือง ซึ่งการสำรวจเสียงประชาชนเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุด ต่อไปเมื่อมีการสำรวจอีกครั้งความฝันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อเป็นการสร้างพิมพ์เขียวประเทศไทย ให้ลูกหลานเราเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนหนึ่งคนที่สำรวจที่ได้ตอบวิจัยก็เป็นเหมือนการสัญญาในความฝันกับนักวิจัยไว้แล้ว ซึ่งผลวิจัยนี้จะเป็นข้อเสนอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกลับไปททำตามเสียงที่ได้สำรวจได้”รศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าว

            ต่อมา รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ประธานศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และประธานคณะอนุกรรมาธิการปลูกฝัง สร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรม ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สปช. นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ตัวแทนโครงการปลุกพลังเปลี่ยนไทย นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย ตัวแทนโครงการร้อยโครงการเปลี่ยนประเทศ ร่วมเสวนาถึงผลวิจัยและการขยายผลสู่การลงมือปฏิบัติ โดยรศ.ดร.จุรี กล่าวว่า เมื่อเห็นผลก็รู้สึกมีความหวังขึ้นเพราะที่ผ่านมาสังคมบอบช้ำมามากจากความขัดแย้ง แต่ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังเรื่องการปลูกฝั่งคุณธรรมที่มีผลสำรวจออกมาค่อนข้างต่ำ ซึ่งข้อเสนอการให้กฎหมายต้องแรงเป็นสิ่งดีอยู่แล้ว แต่คนต้องดีมีจิตสำนึกในการกำกับตัวเราเองได้ด้วย เพราะการเมืองในช่วงหลังบิดเบือนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไปหมด

            ดร.บัณฑูร กล่าวว่า ในงานพลเมืองเสวนาที่สปช.จัดขึ้นที่ผ่านมา ก็เป็นช่องทางการแสดงออกของประชาชน และการผลักดันรัฐธรรมนูญ โดยข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจเป็นการสะท้อนพลังของประชาชนซึ่งสอดคล้องกับโครงการเปิดผลวิจัยออกเสียงออกแบบประเทศไทยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นสู่การปฏิรูปให้อยู่ในกติกาสูงสุดในรัฐธรรมนูญ เพื่อรัฐบาลใดก็ตามได้ทำตามพันธสัญญาได้ เพราะมีการออกความคิดที่หลากหลายในประเด็นการปฏิรูป ซึ่งผลสำรวจหลายกิจกรรมที่ผ่านมาประชาชนก็เห็นด้วยกับการปรองดองเกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์และอีกหลานเรื่องก็สอดคล้องกับแผนทิศทางปฏิรูปที่สปช.ได้ทำอยู่ โดยเฉพาะการสร้างสภาวะให้ทุกคนอยู่ด้วยกันได้ในวันข้างหน้าได้อย่างไร

            ด้าน นพ.พลเดช กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการจัดเวทีทั่วประเทศหลายกิจกรรมเป็นไปทิศทางเดียวกัน ซึ่งในภาคประชาชนก็มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องก่อนมีแม่น้ำ 5 สายอยู่แล้ว ซึ่งในแผนที่ตนได้ทำอยู่เป็นการกำหนดเป้าหมายของประเทศ พร้อมจัดตั้งศูนย์ประสานงานภาคีการพัฒนาระดับจังหวัด ซึ่งมีการตั้งเป้าหมายในปี 2575 ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม คุณธรรมจริยธรรม หรือยาเสพติด เป็นต้น ในการเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาในหัวข้อเหล่านี้ให้ได้

            ขณะที่นายวิเชียร กล่าวว่า ความสำคัญของการสำรวจไม่ได้อยู่ที่จำนวนว่ามีเท่าไหร่ แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งงานคนไทยมอนิเตอร์ที่ผ่านมาก็ได้สร้างการมีส่วนร่วมต่อการออกแบบอนาคต ซึ่งมูลนิธิฯก็ให้ความสำคัญ อึกทั้งตนก็มีความหวังต่อผลสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ในการขับเคลื่อนภาคประชาชนต่อการชี้นำรัฐหรือผู้บริหาร ซึ่งวันนี้เห็นว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นก็มองว่าต้องให้ใครไปทำตามความฝัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ทั้งนั้น อาทิ เรื่องการศึกษา พบว่ามีเด็กที่ยากจนด้อยโอกาสการศึกษา 5.4 ล้านคน หรือมีคนชราประมาณ 9 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 เป็นคนชราที่มีความยากจนและคุณภาพชีวิตมีไม่มาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ภาครัฐก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงต้องย้อนกลับมาสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแบ่งปันและช่วยเหลือ ซึ่งพบว่ายังมีสัดส่วนที่มีความพร้อมให้ความร่วมมือในการดูแลปัญหาเหล่านี้ได้ จึงต้องทำอย่างไรในการสร้างกลไกทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน เพื่อให้เกิดการส่วนร่วมที่มีระบบตั้งแต่ที่บ้านถึงระดับชาติ