ข่าว

‘บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์’ส่งกระเป๋าไทยท้าชนแบรนด์นอก

‘บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์’ส่งกระเป๋าไทยท้าชนแบรนด์นอก

07 ส.ค. 2558

‘บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์’ส่งกระเป๋าไทยท้าชนแบรนด์นอก : คมคิดนิวเจน เรื่อง ชาญยุทธ ปะวะขัง ภาพ อดิศร ฉาบสูงเนิน

              อะไรก็ตามหากคลุกคลีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันย่อมนำมาซึ่งทักษะและความชำนาญ ทว่าก็อาจกลายเป็นดาบสองคมสร้างความรู้สึกเบื่อหน่ายหากไร้ซึ่งการพัฒนาต่อยอด เพราะในโลกธุรกิจมีการแข่งขันชิงพื้นที่ความได้เปรียบอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคนไม่ชอบอยู่กับที่ย่อมมีโอกาสหยิบเงินใส่กระเป๋าเพิ่ม และเมื่อโอกาสนั้นมาถึง “เก๋” บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์ เจเนอเรชั่นที่ 3 ของบริษัท แวก้อน เวย์ จำกัด ผู้รับผลิตเครื่องหนังรายใหญ่ย่านฝั่งธนบุรี จึงไม่รีรอที่จะคว้าไว้โดยรวบรวมสติปัญญาที่ได้ร่ำเรียนด้านการออกแบบภายในบวกกับความรักในแฟชั่นบรรจงรังสรรค์กระเป๋าหนังแบรนด์ของตัวเอง “31 THANWA” ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเรื่องงานรองเท้าหนังส่งออกที่ครอบครัวทำมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นอากง หวังปั้นแบรนด์แฟชั่นเลือดไทยแท้ให้ยืนอยู่แถวหน้าเมืองไทยก่อนทะยานไกลเทียบแบรนด์นอก

              อะไรทำให้สาววัย 29 บัณฑิตสถาปัตย์ เกีียรตินิยมอันดับ 2 จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝันไกล (แต่ไม่เกินเอื้อม) รายนี้ มีความมุ่งมั่นอยากไปให้ถึง ลองไปฟังคมคิดธุรกิจที่เธออยากเล่า ....ภายในช็อปเล็กๆ พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร บนชั้น 2 โซนไทยดีไซเนอร์ ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ “เก๋” บุณยนุช สาวนักธุรกิจสินค้าแฟชั่นไฟแรงบอกว่า  ทำมา 3 ปี จากปีแรกถึงตอนนี้ต่างกันเยอะ ผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ปีแรกเริ่มออกตัวโดยวางตำแหน่งเป็นกระเป๋าไฮเอนด์ (ราคาสูง) ลูกค้าเห็นก็สงสัยว่าทำไมต้องตั้งราคาดูแพง แบรนด์อะไร ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน ค่อนข้างฝ่ากำแพงเหล่านี้พอสมควรจนกว่าจะเกิดความเชื่อใจเชื่อมั่นกอปรกับยังไม่มีหน้าร้านจริงจัง หลายคนจึงไม่กล้าตัดสินใจสั่งซื้อ แต่เดี๋ยวนี้ออเดอร์ออนไลน์มาเลยอยากได้แบบไหนโดยไม่ต้องมาหน้าร้าน 

              “กระเป๋าเก๋จริงๆ เป็นสไตล์ผู้หญิงเท่ๆ หน่อย ไม่หวานเจี๊ยบ เป็นเวิร์กกิ้งวูเมนแต่มีไลฟ์สไตล์ออลเดย์ออลไนท์หน่อย เหมือนกับว่ากลางวันทำงาน ประชุม ตกเย็นก็พร้อมปาร์ตี้ กระเป๋าใบเดียวสามารถไปไหนไปกันได้ทุกช่วงเวลา มีฟังก์ชันใช้งานหลากหลายสมกับเป็นผู้หญิงนิวลุคนิวยูได้ตลอดเวลา มองว่าเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มผู้หญิงทำงานอายุ 20 ปลายจนถึง 30-40 ฉันเป็นซีเนียร์ ฉันมีเงินแล้วนะแต่ว่าฉันไม่อยากซื้อแบรนด์เนม ถ้าซื้อแบรนด์เนมเพื่อตอบสนองการประสบความสำเร็จในชีวิตก็จะเหมือนผู้หญิงทั่วไป ดังนั้นก็อยากเลือกกระเป๋าถือที่ถือแล้วโดดเด้งออกมา ใครเห็นต้องถามว่าซื้อมาจากไหน ด้วยคุณภาพหรือดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร เขาสามารถจ่ายในจำนวนเท่านี้แต่ได้ของคุณภาพแล้วทำให้ชีวิตแตกต่าง” เจ้าของแบรนด์กระเป๋าชื่อแปลกที่หยิบเอาลูกเล่นวันเกิดของตัวเอง 31 ธันวาคม มาตั้งชื่อได้อย่างเก๋ บอกแนวคิดในการวางตำแหน่งสินค้า

              ความที่เป็นแบรนด์กระเป๋าคนไทยอีกทั้งเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ความไว้เนื้อเชื่อใจในสินค้าถือเป็นสิ่งสำคัญ ลูกสาวคนสุดท้องของคุณพ่อไพโรจน์ กับ คุณแม่พิราภรณ์ วิทยสัมฤทธิ์ เจ้าของรุ่นที่ 2 โรงงานรองเท้าหนังรายใหญ่ เล่าว่า ธุรกิจรองเท้าหนังส่งออกตั้งแต่รุ่นอากงหากยังทำในลักษณะเดิมๆ อยู่ก็คงไม่ไปไหน จะว่าไปแล้วเวลาที่สั่งสมมากว่า 60 ปี นั่นแสดงถึงศักยภาพที่สามารถแข่งกับแบรนด์เนมอย่าง โค้ช, ชาเนล ได้ไม่ยากเลย จึงอยากพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่เป็นเครื่องหนังรูปแบบใหม่ๆ แล้วมาลงตัวไลน์เครื่องหนังที่เป็นแฟชั่น เป็นแบรนด์ของตัวเอง ผลิตเอง ขายเอง

              “ตอนแรกที่ทำป๊าบอกเลยไม่รอดหรอก คุณหนูอย่างเธอ จะมาทำได้ยังไง ทำงานสถาปัตย์ก็ดีอยู่แล้ว ก็บอกป๊าว่าไม่หรอก อยากทำแบรนด์ของตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งก็พิสูจน์ให้ป๊าเห็น ท่านก็โอเค แต่ระหว่างทำกว่าจะเริ่มได้ไม่ง่าย ทำกระเป๋าต้นแบบใบแรกๆ ให้ป๊าดู ผลคือถูกติอย่างเดียว ซึ่งสิ่งนี้เหมือนเป็นพลังว่าสักวันต้องทำให้ป๊ายอมรับ จริงๆ เป็นคนชอบแฟชั่นอยู่แล้ว ชอบแต่งตัว และโชคดีที่เก๋เรียนสถาปัตย์ กระเป๋าเป็นอะไรที่ไม่ต้องทำกับหุ่นหรือยุ่งเกี่ยวกับสรีระของคน มันคือการที่เราสร้างโครงสร้างขึ้นมาเพื่อใส่ของลงไป ก็ใช้ความรู้ด้านสถาปัตย์มาทำ ข้างในเราจะเสริมอะไร กลายเป็นกระเป๋าที่คิดนอกกรอบกว่าแบรนด์อื่นๆ ก็ไม่ได้เรียนด้านแฟชั่นเพิ่มเติมอะไรมาก อาศัยเป็นคนชอบดู ชอบสังเกต อัพเดทเทรนด์แฟชั่นว่าไปถึงไหน ผู้บริโภคชอบอะไร มองหาแรงบันดาลใจ คิดเสมอว่าถ้าหยุดนิ่งอยู่แต่ในบ้านก็จะเป็นคนล้าสมัย ทุกวันนี้แรงบันดาลใจส่วนใหญ่มาจากการชอบดูหนังฟังเพลงแล้วหยิบสิ่งเหล่านั้นมาครีเอทเป็นงานศิลป์ที่จับต้องได้ ให้โทนสีทึมๆ หรือเอิร์ธโทน มีความคลาสสิกตลอดกาล” สาวเก๋ บอกพร้อมกับเสริมว่าจริงๆ ลูกๆ ทั้งสามคนของครอบครัวคุยกันเลยว่าไม่มีใครสานต่อธุรกิจที่บ้าน เพราะแต่ละคนก็มีเป้าหมายชีวิตของตัวเอง อีกทั้งคุณพ่อก็ให้อิสระในการเลือกทางเดินเต็มที่

              โจทย์ใหญ่ที่เธอฝ่าฟันไม่แพ้งานด้านการออกแบบที่กว่าจะลงตัวคือ ช่องทางการขายแรกๆ จะใช้วิธีผลิตสินค้าต้นแบบได้แล้วรีบถ่ายภาพลงอินสตาแกรมให้สินค้าโลดแล่นบนโลกโซเชียลเหมือนโยนหินถามทาง ปรากฏว่าเหล่าแฟชั่นนิสต้าบนโลกออนไลน์ตอบรับดีเกินคาด สอบถามรายละเอียดกันยกใหญ่ จึงเกิดกำลังใจว่าสิ่งที่ทุ่มเทไปไม่เสียแรงเปล่า มีคนชอบ จากนั้นจึงเริ่มเข็นแบรนด์ 31 THANWA อย่างจริงจัง 

              ด้านการลงทุนเธอยอมรับว่า สินค้าเครื่องหนังค่อนข้างใช้เงินทุนสูง จึงต้องวางแผนและวางตำแหน่งสินค้าให้ชัดเจนว่าเป็นกระเป๋างานฝีมือ ผลิตใบต่อใบในลักษณะรับออเดอร์มาก็ผลิตไปมากกว่าจะผลิตเป็นสต็อกสินค้าไว้มากๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ว่าสั่งหนังมาจำนวนมาก ให้ช่างทำอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายหากสินค้าขายไม่ออกก็จะค้างสต็อกแล้วต้องนำออกมาจัดโปรโมชั่นลดราคา ปัญหานี้ถูกตัดทิ้งแล้วผลิตเพียงตัวโชว์หน้าร้านเพียงไม่กี่ใบ เมื่อลูกค้าอยากได้ใบไหนแล้วรู้ว่าที่บ้านมีโรงงานผลิตอยู่แล้วก็ยิ่งถูกใจ เพราะสามารถสั่งทำใบใหม่ให้ได้เลย อีกทั้งสามารถปรับลูกเล่นไม่ว่าจะเป็นสี ขนาด ฟังก์ชันการใช้งานได้ด้วย

              “การตั้งราคา ด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างสูง เก๋จึงตั้งราคาที่สมเหตุสมผล เพราะแบรนด์เราจะไม่มีการเซลส์ แบรนด์อื่นวันดีคืนดีนำออกมาลด 60-70 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าจะสามารถรู้ได้ ลดราคาขนาดนี้แสดงว่าต้นทุนคุณน้อยมาก แต่ตั้งราคาขายแพงเว่อร์ เก๋อยากตัดระบบนั้นทำให้ลูกค้ารู้ว่าของเราเป็นงานฝีมือจริงๆ ไม่มีลดเลย นอกจากว่าเป็นโปรโมชั่นพิเศษอยู่ดีๆ เซอร์ไพรส์มา อย่างวันแม่เดือนนี้เก๋ก็จะออกคอลเลกชั่นแม่ลูกซื้อพร้อมกันสองใบจะได้ลด 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเล่นกับเทศกาลสำคัญๆ มากกว่า ถ้าลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่ได้ขายแพงเกินไป เป็นราคาที่คิดว่าเราก็เคยเป็นลูกค้ามาก่อน เริ่มจากกระเป๋าสตางค์ใบเล็กๆ ราคา 6,800 บาท ถ้าเป็นรุ่นซิกเนเจอร์ทั่วไปอยู่ที่ 13,500 บาท แพงสุดก็ 21,600 บาท เก๋จะพูดตลอดว่า 31 ธันวาคือ คลาสติ้ง ชู ทู แฮนด์แบ็ก ซิน 1952 คือเราเป็นโรงงานผลิตมา 60 กว่าปีแล้ว ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าผลิตมานานมากแล้ว สามารถควบคุมการผลิตได้หมด ยิ่งถ้าลูกค้าดูเรื่องการตัดเย็บเป็นก็จะยิ่งเข้าใจและยอมรับในราคา” นักธุรกิจสินค้าแฟชั่นที่หยิบเอาความได้เปรียบเรื่องเบื้องหลังการเป็นผู้ผลิตมาอย่างยาวนานอธิบาย

              และอีกหนึ่งกลยุทธ์การขายที่น่าจะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้ไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือการการันตีคุณภาพด้วยบริการหลังการขาย สาวเก๋บอกว่า ลูกค้าซื้อไปใน 1 ปี จะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ สามารถส่งทำความสะอาด ซ่อม หรือเปลี่ยนอะไหล่ได้ตามเงื่อนไข ขณะที่ทางแบรนด์เองก็มั่นใจเรื่องคุณภาพตัดเย็บที่ได้มาตรฐาน แข็งแรง ทนทาน ก็ไม่น่าจะมีการส่งเคลมประกันมากมายภายใน 1 ปี ซึ่งหลังจากนี้หากมีส่งซ่อมก็อาจจะคิดค่าบริการเล็กน้อยตามเหตุผล 

              ดูเหมือนทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทาง แต่อุปสรรคสำคัญของงานนี้ผู้บริหาร สาวบอกว่า มีไม่น้อย โดยเฉพาะการทำงานกับวัตถุดิบจำพวกหนังทั้งที่ผลิตได้ในประเทศและนำเข้า อย่างปีสองปีที่ผ่านมาประสบภาวะหนังวัว ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแบรนด์ขาดแคลน แบรนด์เนมทั้งหลายกว้านซื้อหนังเกรดเอไปหมด ราคาจึงถีบตัวสูง หนังดีๆ หายากกว่าจะถึงมือคุณภาพก็ไม่ได้ตามต้องการ มีบางช่วงถึงกับชะลอการผลิตไปเลย นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ พอบรรยากาศไม่เอื้อความที่เป็นสินค้าค่อนข้างมีราคา มีกลุ่มลูกค้าชัดเจนก็กระทบทันที

              ตอนนี้ในแง่ของการกระจายสินค้า นอกจากจะขายออนไลน์แล้ว ยังมีบูธวางสินค้าอยู่โรงแรมดับเบิลยู สาทร, ดิ เอ็มโพเรียม และดิ เอ็มควอเทียร์ ส่วนตลาดต่างประเทศอยู่ระหว่างการเจรจาความเป็นไปได้ ซึ่งเธอบอกว่ามีลูกค้าฝั่งเอเชียและยุโรปสนใจค่อนข้างมาก แต่การจะไปไหนแต่ละที่ต้องมั่นใจว่าแบรนด์แข็งแรงแล้ว แล้วที่ที่จะไปอยู่ต้องส่งเสริมแบรนด์ด้วย

              “เก๋จะค่อนข้างห่วงแบรนด์ตัวเองว่าเหมือนลูกสาว การจะเอาลูกสาวเราไปไหนก็ต้องมั่นใจว่าตรงนั้นโอเคกับลูกสาวเราจะโต จึงค่อนข้างเลือก เหมือนกับว่า บางทีมีหลายเจ้าเขาให้ไปอยู่ แต่โดยสภาพแล้วเรารู้สึกว่ายังไม่โอเค ก็เลยปฏิเสธไป มีทั้งเป็นห้างใหญ่อยากได้แบรนด์เราไปลง หรือเป็นลักษณะมัลติแบรนด์ช็อปมีชั้นวางเป็นของตัวเอง แต่ไปรวมๆ กับหลายๆ แบรนด์ แต่ตอนนี้ที่คุยอยู่มีจะส่งออกไปเยอรมันในอีก 1-2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีเชิญไปออกงานแฟร์ต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ซึ่งเราได้รับเลือกให้เป็นยัง ดีไซเนอร์ของเอเชียด้วย เขาจะดูแลว่าเราจะไปลงประเทศไหน เขาจะเป็นพาร์ทเนอร์ให้ หลังจากนี้อีก 3-5 ปี อยากมีร้านเป็นของตัวเองแบบที่ไม่ต้องอยู่ในห้าง มีบริการครบวงจร มีมุมกาแฟ มีกิจกรรมเวิร์กช็อป เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าให้มากขึ้น เป็นลักษณะคอมมูนิตี้ของคนรักเครื่องหนัง” สาวนักวางแผนแย้มความตั้งใจ

              ทั้งนี้ เจ้าของแบรนด์ ซึ่งล่าสุดได้รับเลือกเป็นยัง ดีไซเนอร์เอเชีย ให้คมคิดเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ยุคใหม่เพื่อก้าวสู่การเป็นเถ้าแก่น้อยได้อย่างน่าสนใจว่า สำคัญต้องมั่นใจในฝีมือของตัวเอง ใจสู้และรักในสิ่งที่ทำ...

              “หนุ่มสาวทุกวันนี้เก่งขึ้น เรียนจบแล้วหรือแม้กระทั่งยังเรียนอยู่ก็คิดทำธุรกิจของตัวเอง ยิ่งยุคนี้มีโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยทำให้ช่องทางการขายหรือเข้าถึงลูกค้าง่ายขึ้นด้วย แต่ส่วนใหญ่ทำสักพักแล้วจะล้มหายตายจาก เพราะสุดท้ายพอขนาดธุรกิจใหญ่ขึ้นมีเรื่องของต้นทุน กำไร การวางแผนหลายๆ อย่างเข้ามาก็อาจจะไม่ไหว เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคุณต้องรักในสิ่งนั้นจริงๆ ทำจนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อย่างเก๋มักบอกกับใครๆ ว่า 31 ธันวา คือลูกสาวของเก๋ เรารักและดูแลเขาเต็มที่ เขาจะโตไปไง เราอยากเห็นเขาโต ต้องวางแผนให้เขา

              กระเป๋าแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ประสบความสำเร็จมาแล้ว อย่าง สุวิมล หรือบอยแบ็ค ก็ก้าวไปไกลแล้ว เราในฐานะผู้ผลิตเครื่องหนังมานาน สุดท้ายเรารู้เลยว่าฝีมือคนไทยไม่แพ้ต่างประเทศเลย สู้ได้สบาย แบรนด์เนมทั่วโลกเขาต้องเข้ามาหาเรา แต่ตอนนี้เศรษฐกิจบ้านเราไม่ดี เขาเลยไปจ้างประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกกว่าทำให้ผลิตได้ปริมาณมากกว่า แต่ถามว่าฝีมือสู้เราได้ไหม ไม่ได้ การที่แบรนด์ไทยจะยืนเคียงข้างแบรนด์นอกได้ สำคัญที่คนไทยต้องสนใจแบรนด์ไทยก่อน แล้วจะเกิดกำลังขึ้นมา เพื่อให้ต่างชาติเห็นแล้วเขาจะวิ่งเข้ามาหาเราเหมือนตอนนี้เราวิ่งไปหาเขา" นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ฝากความหวัง