
'บรรยิน'ร่ำไห้ออกทีวียันบริสุทธิ์
'บรรยิน'ร่ำไห้ออกทีวียันบริสุทธิ์ ลั่นถ้า'ชูวงษ์'ยังมีชีวิตอยู่คงได้ผลตอบแทนมากกว่านี้
หลังจากตกเป็นคู่กรณีกับครอบครัวของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง มหาเศรษฐีวงการรับเหมาก่อสร้างมาตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ได้มาร่วมรายการ “ชุมชนคนชอบช่วย” ทางสถานีโทรทัศน์ เนชั่นทีวี เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม และเปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่เขาตกเป็นข่าวเกี่ยวข้องกับเงื่อนงำการเสียชีวิตของเสี่ยใหญ่ รวมถึงความคลุมเครือเรื่องการโอนหุ้นมูลค่า 300 ล้านบาท จากพอร์ตลงทุนของผู้ตายไปให้หญิงสาว 2 คน ที่เป็นพริตตี้ และโบรกเกอร์ อย่างละเอียด
พ.ต.ท.บรรยิน ย้อนความสัมพันธ์ของเขากับนายชูวงษ์ ว่า รู้จักกันมาตั้งแต่ร่วมรุ่นเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) และสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) เมื่อปี 2556 และมีความสนิทสนมกันในระดับที่ไปไหนไปด้วยกัน คุยกันได้ทุกเรื่องทั้งธุรกิจและการเมือง
พ.ต.ท.บรรยิน บอกว่า นายชูวงษ์สนใจเรื่องการเมือง เมื่อปลายปี 2557 ได้คุยกันและเตรียมทุนไว้ประมาณ 5 ,000 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองในชื่อพรรคชูชาติไทย โดยวางนายชูวงษ์ ไว้เป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินเพื่อทำธุรกิจพัฒนาที่ดิน โดยที่ดินผืนแรกซื้อที่ จ.นครสวรรค์ ผืนที่สอง ที่ จ.พิษณุโลก โดยนายชูวงษ์ ลงทุน 60% ส่วนตน 40% โดยที่ดินใน จ.นครสวรรค์ วางเงินไป 85 ล้านบาท จากนั้นนำเงินส่วนที่เหลือไปซื้อที่ดินที่ จ.พิษณุโลก วางมัดจำไป 5 ล้านบาท โดยใช้ชื่อภรรยานายชูวงษ์ เป็นผู้ครอบครองที่ดิน
“โครงการพัฒนาพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง มีมูลค่าของโครงการ โครงการละ 2,000 ล้านบาท จึงไม่มีเหตุจำเป็นใดที่ผมจะสร้างเรื่องเกี่ยวกับการโอนหุ้นเกือบ 300 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าว เพราะหากคุณชูวงษ์ยังมีชีวิตอยู่ และร่วมกันทำธุรกิจผมจะได้ผลตอบแทนมากกว่าหลายเท่า จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปทำให้คุณชูวงษ์เสียชีวิต”
พ.ต.ท.บรรยิน เล่าต่อว่า จากนั้นตนและนายชูวงษ์ ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนที่เรียน วตท.ด้วยกันหลายคน เปิดพอร์ตลงทุนเล่นหุ้น บางคนลงเงินหลักแสน บางคนหลักล้าน บางคนหลายล้านบาท โดยพอร์ตทั้งหมดเป็นชื่อของนายชูวงษ์ แต่ไว้วางใจให้ตนเป็นผู้บริหารพอร์ต โดยมีโบรกเกอร์ 2 บริษัท คือ บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้งหมดมีมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
พ.ต.ท.บรรยิน ยังกล่าวถึงประเด็นร้อนที่ตำรวจกองปราบปรามจะออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ด้วยว่า ตำรวจกำลังหลงประเด็น ซึ่งต้องถามตำรวจกองปราบฯ ว่า ใครเป็นคนปลอม ปลอมอย่างไร ปลอมเมื่อไร เพราะเมื่อมีการโอนหุ้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องหุ้น ตัวโบรกเกอร์จะต้องเช็กกลับมายังเจ้าของหุ้น เพื่อยืนยันความถูกต้องและไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก
พ.ต.ท.บรรยิน บอกว่า ถ้าหากตำรวจจะเอาผิดตนต้องเตรียมหลักฐานให้ดี เพราะตอนนี้ตนทำงานเหมือนตำรวจ เบอร์โทรศัพท์กี่เบอร์ ติดต่อสื่อสารกับใครบ้าง ตนเตรียมไว้หมดแล้ว อธิบายได้หมด ไม่ต้องถามว่าตนรู้จักหญิงสาว 2 คนที่นายชูวงษ์โอนหุ้นหรือไม่ เพราะตนจะตอบเลยว่า รู้จัก จะไม่รู้จักได้อย่างไรเพราะเขามีความสัมพันธ์กัน
พ.ต.ท.บรรยิน เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนประสบอุบัติเหตุรถชนต้นไม้ และนายชูวงษ์เสียชีวิตว่า ก่อนเกิดอุบัติเหตุ 1 วัน ซึ่งเป็นวันที่ 25 มิถุนายน เป็นวันเรียนวันสุดท้ายของ วตท. จึงพูดคุยกันว่า วันพรุ่งนี้ (26 มิ.ย.) จะไปไหนดีเพื่อเลี้ยงฉลอง จึงมีการตกลงกันว่าไปออกรอบตีกอล์ฟ พอถึงเช้าวันที่ 26 มิถุนายน ก็โทรศัพท์คุยกับนายชูวงษ์ เรื่องการสร้างบ้าน เนื่องจากบริษัทนายชูวงษ์ รับสร้างบ้านให้ ซึ่งเป็นบ้านลูกชายของตนที่ กทม. โดยคุยกันว่าหลังจากตอกเสาเข็มเสร็จก็ไม่เห็นมีช่างเข้ามาอีกเลย นายชูวงษ์เลยบอกให้ตนไปคุยกันที่บริษัท
พ.ต.ท.บรรยิน บอกว่า เมื่อไปถึงบริษัทตนทักคนขับรถของนายชูวงษ์ว่า วันนี้ลูกพี่เอาถุงกอล์ฟมาด้วยรึเปล่า จากนั้นก็ขึ้นไปหานายชูวงษ์ที่ห้องทำงานชั้น 5 และนายชูวงษ์ ก็โทรศัพท์หาลูกน้องให้ช่างเร่งสร้างบ้านให้ลูกชายตน ก่อนจะพูดเรื่องไปออกรอบตีกอล์ฟตามที่นัดหมายกันไว้ แต่ด้วยนายชูวงษ์มีงานเยอะอาจทำให้ลืม จึงได้บอกกลับมาว่า “อ้าว ไม่ใช่วันพรุ่งนี้ (27 มิ.ย.) เหรอ เพราะวันนี้มีทั้งประชุม และเคลียร์งานอีกเยอะ แต่ด้วยความที่นายชูวงษ์ เกรงใจเนื่องจากตนได้นัดแนะผู้หลักผู้ใหญ่ในก๊วนกอล์ฟไว้หมดแล้ว นายชูวงษ์จึงมาเคลียร์กับพี่สาว ที่ชั้น 2 จากนั้นนายชูวงษ์ก็สั่งการให้เลขาฯ บอกกับคนขับรถให้กลับไปเอาถุงกอล์ฟที่บ้าน แล้วตามไปที่สนามกอล์ฟ จากนั้นก็มาขึ้นรถของตน โดยที่ไม่ได้สังเกตว่านายชูวงษ์รัดเข็มขัดนิรภัยหรือไม่
พ.ต.ท.บรรยิน บอกต่อว่า เมื่อไปถึงสนามกอล์ฟก็เข้าไปในห้องพักรับรอง ด้วยความที่ตนมีโทรศัพท์หลายเครื่อง โดยลืมไว้ในรถ 1 เครื่อง จึงออกมาเอาโทรศัพท์ จังหวะนั้นคนขับรถของนายชูวงษ์ขับรถมาถึงพอดี โดยมีพยานยืนยัน เป็นคนในก๊วนกอล์ฟวันนั้น จึงไม่อยากเสียเวลาบอกให้คนขับรถนายชูวงษ์เอากระเป๋าเสื้อผ้ามา เดี่๋ยวจะถือเข้าไปให้เอง จากนั้นก็บอกกับคนขับรถนายชูวงษ์ว่า เดี๋ยวคุยกับลูกพี่นะว่าจะให้รอที่ไหน ให้รอที่นี่ หรือไปรอที่บริษัท หรือไปรอที่บ้าน แล้วตนก็เดินเข้าไป เมื่อไปถึงก็ได้ยินนายชูวงษ์โทรศัพท์คุยกับคนขับรถบอกให้กลับไปรอที่บ้าน
“ก่อนจะไปออกรอบตีกอล์ฟก็พากันนั่งกินทุเรียนที่ผู้ใหญ่ในก๊วนติดไม้ติดมือมาฝาก จากนั้นก็พากันออกรอบทั้งหมด จนครบ 18 หลุม จากนั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งกินดื่มกัน บางท่านที่ติดธุระก็ขอกลับก่อน วันนั้นผมไม่ได้ดื่มไวน์เลยสักแก้ว เนื่องจากกินทุเรียนไปก่อนหน้า และมีคนทักว่า กินทุเรียนแล้วดื่มแอลกอฮอล์จะขับรถไม่ไหวเอา ส่วนคนอื่นๆ ดื่มหมด รวมทั้งนายชูวงษ์ด้วย เท่าที่เห็นน่าจะดื่มไวน์ไป 2 แก้ว แต่ด้วยนายชูวงษ์ไม่ใช่นักดื่มก็คงจะมึนๆ อยู่บ้าง”
พ.ต.ท.บรรยิน บอกอีกว่า กระทั่ง 2 ทุ่มกว่าจึงสั่งเช็กบิล ตนหากุญแจรถอยู่พักใหญ่เนื่องจากลืมไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าตอนอาบน้ำเปลี่ยนชุด จนประมาณ 3 ทุ่มเศษก็พากันเดินมาขึ้นรถ ระหว่างเดินนายชูวงษ์ยังพูดถึงเรื่องภรรยา บอกว่าต้องคอยเอาใจ ต้องพาไปเที่ยว ซึ่งตนก็บอกว่า ทำไปเถอะสิ่งไหนที่ทำแล้วเขาสบายใจ เมื่อขึ้นรถก็ขับไปเรื่อย ใช้ความเร็วไม่ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ไม่ได้สังเกตอีกว่านายชูวงษ์รัดเข็มขัดหรือไม่ และปกติเวลานายชูวงษ์ ขึ้นรถก็จะเป็นคนหลับง่าย พอขับมาถึงจุดเกิดเหตุมีรถขับข้ามเลนมาทำท่าจะชน ตนก็หักหลบ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเสาไฟฟ้า ในใจคิดว่าถ้าไม่หลบอีก ต้องชนเสาไฟตายแน่ ก็หักพวงมาลัยอีกรอบ จนเสียหลักชนฟุตบาท
“พอชนฟุตบาทรถก็ลอยเหินเลย ก่อนจะตกกระแทกกระดอนไถลจนไปพุ่งชนกับต้นไม้ จนผมสลบ รู้ตัวอีกทีก็มีคนมาเคาะกระจก ผมทั้งเจ็บทั้งจุก ส่วนคุณชูวงษ์คุดคู้ หัวเสียบอยู่ช่วงคอนโซลรถข้างกระปุกเกียร์ ผมพยายามจะงัดดึงร่างเขาออกมา แต่ดึงยังไงก็ไม่ออก ผมยังบอกคนที่เข้ามาช่วยว่า ช่วยงัดเอาออกมาหน่อย แต่เขาก็ไม่กล้างัด ผมจึงบอกให้เขาโทรแจ้งกู้ภัยด่วนเลย ส่วนผมก็โทรหาเมียผม บอกว่ารถชน แล้วบอกให้เมียผมโทรบอกเมียของคุณชูวงษ์ เพราะเขามีเบอร์โทรกัน คุยติดต่อกันประจำ จากนั้นญาติของคุณชูวงษ์ก็มาพร้อมๆ กับกู้ภัย แล้วก็เห็นเขาปฐมพยาบาลวัดชีพจร ก็บอกว่ายังมีชีพจรอยู่ ก่อนจะยกเขาออกไปปั๊มหัวใจอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งตอนนั้นผมก็ทั้งเจ็บทั้งจุกอยู่”
ก่อนปิดรายการ พ.ต.ท.บรรยิน ได้ร่ำไห้และกล่าวทิ้งท้ายถึงครอบครัวของนายชูวงษ์ เกี่ยวกับเรื่องราวบางอย่างที่พวกเขารู้แต่ครอบครัวไม่รู้ และหากเขาถูกตำรวจแจ้งความดำเนินคดีก็พร้อมจะต่อสู้ทุกข้อกล่าวหา เพราะเชื่อในความบริสุทธิ์ของตนเอง



