ข่าว

‘นครสวรรค์’แชมป์ร้องเรียนทุจริตภาคเหนือ

‘นครสวรรค์’แชมป์ร้องเรียนทุจริตภาคเหนือ

06 ส.ค. 2558

เปิดโพยทุจริตภาคเหนือ1,165เรื่อง ร้องเรียน‘นครสวรรค์’แชมป์

             การปราบปรามการทุจริตยังคงเป็นภารกิจหลักของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลการบริหารงานของรัฐบาล โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธาน และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และสมาชิก คสช. เป็นรองประธาน
             เนื่องเพราะรัฐบาลได้กำหนดให้ปัญหาการทุจริต การลดความเหลื่อมล้ำ การบริหารด้วยธรรมาภิบาลเป็นวาระแห่งชาติ จึงต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการไม่ให้เกิดช่องว่างและสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว

             มิเท่านั้นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนทำการรณรงค์และประสานงานร่วมกันส่งผลให้ภาพรวมการทุจริตคอร์รัปชั่นดีขึ้นอย่างชัดเจน ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการเมืองมาถึงระยะปัจจุบันนี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ จัดลำดับภาพลักษณ์ประเทศไทยดีขึ้น ทั้งลำดับและคะแนน ซึ่งในรอบ 10 ปีเราไม่เคยดีขึ้น

             ล่าสุดประเทศไทยขึ้นมาลำดับที่น่าพอใจจาก 102 เราขึ้นมาที่ลำดับ 85 สามารถข้ามมาทั้งหมด 17 ประเทศ ส่วนสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ในลำดับ 1 ใน 50 ของโลกอยู่แล้ว จึงมีการตั้งเป้าภายในปี 60 จะทำให้การทุจริตลดลง และอันดับของไทยขึ้นไปอยู่ในลำดับ 1 ใน 50 ให้ได้

             ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลเองก็มีการเพิิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด โดยในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 60 ก ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 โดยมีสาระสำคัญในมาตรา 13 เพิ่มบทบัญญัติการลงโทษอีก 7 มาตรา แก่เจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิด คือ มาตรา 123/2 มาตรา 123/3 มาตรา 123/4 มาตรา 123/5 มาตรา 123/6 มาตรา 123/7 และมาตรา 123/8 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

             โดยเฉพาะใน มาตรา 123/2 บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท หรือประหารชีวิต

             และในมาตรา 123/3 บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ กระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตําแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท

             แต่กระนั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติิ (ป.ป.ช.) ก็ยังคงได้รับเรื่องร้องเรียนและเข้าตรวจสอบพบการทุจริตในภาครัฐเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ออกมาระบุที่ จ.เชียงราย ถึงเรื่องร้องเรียนคดีทุจริตในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2558 รวมจำนวน 1,165 เรื่อง

             ส่วนใหญ่เป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และความผิดเกี่ยวกับการเรียกสินบน ยักยอกทรัพย์ ปลอมแปลงเอกสาร รับรองเอกสารอันเป็นเท็จ

             เป้าของการร้องเรียนนี้มีเข้ามามากที่สุุดคือ จ.นครสวรรค์ 176 เรื่อง ตามมาด้วยจ.เชียงใหม่ 150 เรื่อง จ.พะเยา 108 เรื่อง ส่วนจ.เชียงรายอยู่ในอันดับ 4 มีจำนวน 89 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 23 เรื่อง

             คดีในพื้นที่ จ.เชียงราย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องกล่าวหาเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ซึ่งคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง อาทิ

             คดีที่อดีตรองอัยการจังหวัดเชียงราย และพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฟอกเงิน คือนายเอนก สุดิรัตน์ กับพวก รวม 3 คน

             คดีที่อดีตนายอำเภอแม่จัน จ.เชียงราย และพวก ทุจริตเกี่ยวกับการรับรองการเกิดในประเทศไทยเป็นเท็จและอนุมัติให้ลงรายการสัญชาติไทยโดยมิชอบ เป็นเหตุให้มีการร่วมกันออกหนังสือรับรองการเกิดในประเทศไทยเป็นเท็จจำนวน 16 ราย ส่งผลให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

             คดีพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย รองสวป.สภ.แม่สาย และผบ.หมู่ สภ.แม่สาย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเรียกรับสินบน หน่วงเหนี่ยวกักขัง ยักยอกเงินค่าปรับในความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือให้บุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

             คดีนายกเทศมนตรีเวียงเชียงของ และพวก ไม่มีการกำหนดราคากลางวัสดุที่จัดซื้อ และรูปแบบรายการละเอียดในการสอบราคาจ้างโครงการเหมาติดตั้งเครื่องขยายเสียงแบบไร้สายพร้อมอุปกรณ์เป็นเหตุให้เทศบาลตำบลเวียงเชียงของจัดซื้อจัดจ้างเครื่องขยายเสียงแบบไร้สายในราคาที่สูง และทำให้คณะกรรมการตรวจการจ้างไม่สามารถตรวจรับงานจ้างและเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างได้

             นอกจากนี้ ในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้บริหารท้องถิ่นในต่างจังหวัด มีเรื่องต้องตรวจสอบเป็นจำนวนมาก เพราะทั้งนายกและรองนายกอบต.ที่อาจเป็นชาวสวนชาวนามาก่อน บางครั้งอาจจะขาดความรู้ในส่วนนี้

             ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงต้องเดินสายกันทั่วประเทศเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแบบเติมเต็มกัน

             “เมื่อคุณเดินเข้ามารับหน้าที่ในการบริหารท้องถิ่นแล้ว อำนาจการใช้งบประมาณหรืออำนาจการอนุมัติงบประมาณ มันอาจก่อให้เกิดทรัพย์สินของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นควรจะต้องแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน” สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งที่ร่วมบรรยาย กล่าว

             พร้อมกันนี้ ยังมีการเน้นในเรื่องของการยื่นเสียภาษี หากไม่ยื่นจะต้องมีเหตุผลจริงๆ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาของ ป.ป.ช.ว่า ก่อนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งมีรายได้เท่าไหร่อย่างไร และเมื่อดำรงตำแหน่งไปแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นมามากน้อยเพียงใด ก็ต้องตรวจสอบทั้งกรณีก่อนเข้ารับตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่ง

             “ใครที่ทำงานให้ราชการที่มีหน้าที่อนุมัติงบประมาณและเรื่องอื่นๆ นั้น ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินทุกคน เราจึงกำหนดไว้ เพราะมั่นใจว่าบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่มีช่องทางที่สามารถหยิบเงินของแผ่นดินไปได้”

             ในมุมของประชาชนก็สามารถให้ข้อมูลสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำแต่ละจังหวัดได้ หากพบเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ และใครก็ตามที่ให้เบาะแสจนนำไปสู่การดำเนินการจนได้ขอยุติก็สามารถนำทรัพย์สินที่อายัดมาได้ส่วนหนึ่ง มอบเป็นสินบนแก่ผู้ให้ข้อมูล ซึ่งระเบียบของ ป.ป.ช.เปิดช่องไว้...!!!