ข่าว

'พัฒนรักษ์'สร้างรั้วคนแนวชายแดนนำศก.พอเพียงฟื้นชีวิตคนชายขอบ

'พัฒนรักษ์'สร้างรั้วคนแนวชายแดนนำศก.พอเพียงฟื้นชีวิตคนชายขอบ

06 ส.ค. 2558

'พัฒนรักษ์'สร้างรั้วคนแนวชายแดนนำ'ศก.พอเพียง'ฟื้นชีวิตคนชายขอบ : คมคิดจิตอาสา โดยสุรัตน์ อัตตะ เรื่อง สมศักดิ์ เนตรทอง ภาพ

              จากคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้” หลายคนได้พิสูจน์ให้เห็นความจริงข้อนี้ แต่สำหรับคนชายขอบที่อาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนที่เต็มไปด้วยสารพัดปัญหา คำกล่าวนี้ยากที่จะเป็นความจริง หากไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเข้าไปช่วยเหลือดูแล โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนทางภาคตะวันตกแถบ จ.ราชบุรี และกาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่อาศัยของชนกลุ่มน้อยหลากหลายเผ่าพันธุ์

              ทว่าคนกลุ่มนี้กลับโชคดีที่มีองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอของคนไทยที่ชื่อ "มูลนิธิพัฒนรักษ์" ภายใต้ผู้นำหัวก้าวหน้าอย่าง "เสรี ทองมาก" เลขาธิการมูลนิธิ และความมุ่งมั่นของประธานมูลนิธิ "สุดจิต นิมิตรกุล" อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนได้นำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมารณรงค์ส่งเสริมในการประกอบอาชีพเมื่อกว่า 15 ปีก่อน ส่งผลให้ทุกวันนี้้ พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั้งฝั่งไทยและเมียนมาร์

              กว่า 15 ปี ที่มูลนิธิพัฒนรักษ์ได้ก่อตั้งขึ้นและทำงานเพื่อสังคมโดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยสารพัดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความยากจน โรคระบาด แรงงานอพยพ ตลอดจนปัญหาคนไร้สัญชาติ เป็นเรื่องยากยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐจะลงลึกและเข้าถึงในรายละเอียด ที่ผ่านมาทำได้แค่เปลือกนอกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

              ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีที่ เสรี ทองมาก ได้คลุกคลีอยู่กับปัญหาเหล่านี้ ทั้งหน่วยงานรัฐเริ่มจากเป็นลูกจ้างโครงการหลวง นักพัฒนาชุมชน กรมพัฒนาชุมชน ก่อนอำลาชีวิตราชการหลังทำงานได้เพียง 3 ปีมาทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ให้กับหน่วยงานของต่างประเทศ ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชาและเมียนมาร์ ทำให้ได้เห็นสภาพชีวิตของผู้คนในหลายเชื้อชาติหลายเผ่าพันธุ์ โดยมุ่งเป้าไปที่ชนกลุ่มน้อยคนด้อยโอกาสเป็นหลัก

              “ผมจบเกษตรจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พอจบก็ไปเป็นลูกจ้างอยู่กับโครงการหลวง จุดนี้เองเป็นที่ได้ซึมซับแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนำมาใช้ในการทำงานจนทุกวันนี้ ทำอยู่โครงการหลวงได้ปีกว่าก็สอบได้นักพัฒนาชุมชนของกรมพัฒนาชุมชน มาอยู่ที่นี่ก็ได้อีกมุมที่เน้นการช่วยเหลือคนด้อยโอกาสทำได้เพียง 3 ปีก็ลาออกจากราชการไปทำงานอยู่กับองค์กรเอ็นจีโอต่างประเทศองค์กรหนึ่ง ดูแลคนด้อยโอกาสในประเทศเพื่อนบ้านที่ผ่านการสู้รบในสงคราม”

              กว่า 10 ปีที่เขาใช้ชีวิตการทำงานตรงจุดนี้ ทำให้ได้เห็นสารพัดปัญหาของกลุ่มคนด้อยโอกาสในหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งความยากจน โรคระบาด ชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น สภาพไร้ที่อยู่อาศัยของผู้คนที่เพิ่งผ่านสงครามอินโดจีน ความที่เป็นคนหนุ่มร้อนวิชาบวกกับความมุ่งมั่นในการทำงาน ทำให้การใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ (เพื่อนบ้าน) นานๆ จะกลับเมืองไทยมาเยี่ยมครอบครัวสักครั้ง

              จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี ในที่สุดก็ทนเสียงอ้อนวอนจากครอบครัวไม่ไหว จึงตัดสินใจลาออกแล้วมาก่อตั้งองค์กรใหม่ในปี 2543 แต่ยังมีเป้าหมายคงเดิมคือช่วยเหลือกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสทุกเพศทุกวัย โดยไม่เลือกสัญชาติ ภายใต้ชื่อมูลนิธิพัฒนรักษ์ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ในการทำงานเดิม เพียงแต่เปลี่ยนพื้นที่เป้าหมายทำงานในประเทศไทยแทน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนเป็นหลัก

              “ที่มาของชื่อมูลนิธินั้นเป็นการรวมกันระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ สาเหตุที่ตั้งพัฒนรักษ์ก็เพราะว่าตอนนั้นสังคมไทยเริ่มตั้งคำถามว่าจะเอาอะไรระหว่างป่ากับการพัฒนา คนที่อยากพัฒนาก็ไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของป่าไม้ คนอนุรักษ์ก็ค้านไปเสียทุกเรื่อง ถ้าเป็นปัจจุบันจะเอาถ่านหินหรือใช้ตะเกียงอะไรทำนองนั้น เราก็มองว่าในสังคมโดยเฉพาะระดับชาวบ้านมันไม่ใช่ว่าจะต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง แต่มันจะต้องไปด้วยกัน ก็เลยเอาพัฒนากับอนุรักษ์มาบวกกันก็เลยเป็นคำว่า "พัฒนรักษ์” เลขาธิการมูลนิธิเผยที่มาของชื่อมูลนิธิ จากนั้นได้เชิญอดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย สุจิต นิมิตรกุล เป็นประธานมูลนิธิ

              ศูนย์ประสานงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนคือหน่วยงานที่เกิดตามมาหลังก่อตั้งมูลนิธิ โดยเริ่มครั้งแรกที่ด่านชายแดนช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ทำงานครอบคลุมพื้นที่ชายแดนไทย-สปป.ลาว จากนั้นก็ได้ขยายมาทางฝั่งชายแดนไทย-เมียนมาร์ทางด้านทิศตะวันตกในพื้นที่แถบ จ.ราชบุรี และกาญจนบุรี ซึ่งเต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อยผู้ด้อยโอกาส และเป็นเรื่องยากที่หน่วยงานภาครัฐจะเข้าไปดูแลได้ทั่วถึง

              เลขาธิการมูลนิธิกล่าวถึงการดำเนินการของมูลนิธิเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้นั้น จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงละเจ็ดปี โดยเจ็ดปีแรกเป็นยุคก่อร่างสร้างตัว เจ็ดปีที่สองขับเคลื่อนงานอย่างเต็มที่และเจ็ดปีที่สามเริ่มปล่อยวาง หลังจากเครือข่ายที่ได้สร้างมามีความเข้มแข็งสามารถดำเนินการเองต่อไปได้ โดยเฉพาะในช่วงเจ็ดปีแรกนั้นต้องทำเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหาทุนมาดำเนินการกิจกรรม การประสานกับองค์กรเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งพัฒนรักษ์โชคดีที่มีประธานมูลนิธิเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กระทรวงมหาดไทย ทำให้การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี และการจับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ทำได้อย่างรวดเร็ว

              “ยอมรับว่าช่วงแรกๆ เหนื่อยมาก ต้องทำเองทุกอย่าง ทั้งหาเงินทุนมาทำกิจกรรม ทั้งประสานงานหน่วยงานในพื้นที่ที่เราจะลงไปทำกิจกรรม โชคดีที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรเก่าที่เคยร่วมงานมาก้อนหนึ่ง หาเองด้วยส่วนหนึ่งและโชคดีอีกอย่างที่ได้ท่านสุดจิต นิมิตกุล อดีตปลัดมหาดไทยมาเป็นประธานมูลนิธิ ทำให้การทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐเป็นไปอย่างราบรื่น”

              เสรีเผยต่อว่า ช่วงแรกในการทำงานต้องเจอกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิในแถบพื้นที่ 4 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน เริ่มจากการนำสิ่งของที่ได้รับจากการบริจาคทั้งในและต่างประเทศไปช่วยเหลือจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการสร้างอาชีพ การฟื้นฟูทรัพยกรธรรมชาติชายฝั่ง การปลูกป่าชายเลน การสร้างบ้านปลาในชุมชนชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบ มีเรือห้องสมุดเคลื่อนที่ ตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ ให้บริการแก่เด็กและเยาวชนจากโรงเรียนในพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งทุกวันนี้กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ก็ยังคงอยู่เพียงแต่มีหน่วยงานอื่นๆ มาสานต่อภารกิจเหล่านี้ไปแล้วจากนั้นเริ่มทำงานชายแดนไทย-สปป.ลาวมุ่งเป้าไปที่ปัญหาการค้ามนุษย์ การหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย และโรคระบาด ได้แก่ มาลาเรีย วัณโรคและเอชไอวีหรือเอดส์ หลังสร้างเครือข่ายจนเข้มแข็ง จากนั้นก็ย้ายฐานมาอยู่ในพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก ทางด้าน จ.กาญจนบุรีและราชบุรี ซึ่งมีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าชายแดนไทย-สปป.ลาวมาก เนื่องจากมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย

              เลขาธิการมูลนิธิยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาด้วยการเฝ้าระวังและป้องกันอย่างเดียวคงไม่ใช่การแก้ปํญหาที่ยั่งยืน ซึ่งจากการลงพื้นที่พูดคุยกับกลุ่มคนเหล่านี้ จึงได้ข้อสรุประดับหนึ่งว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากความยากจนแร้นแค้น ขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต หากพวกเขามีอาหารการกินที่สมบูรณ์ มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง ปัญหาต่างๆ ก็จะลดลง โดยเฉพาะการอพยพข้ามฝั่งมาจากประเทศเมียนมาร์เพื่อมารับจ้างขายแรงงานในฝั่งไทยโดยผิดกฎหมาย

              “เป้าหมายเราคืออยากเห็นคนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะปัจจัยขั้นพื้นฐาน 4 อย่าง ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค อีกด้านหนึ่งอยากจะเติมเต็มให้แก่หน่วยงานรัฐ เพราะรัฐบาลไม่สามารถดูแลได้ในทุกจุด โดยเฉพาะพื้นที่ชายขอบที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาและเป็นพื้นฐานสำคัญนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ”
 
              หลังประสบความสำเร็จในการรณรงค์การดูแลเรื่องสุขภาพของคนกลุ่มนี้จากนั้นจึงได้ก้าวมาสู่การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรแบบครบวงจรโดยนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินการ โดยมูลนิธิได้รับบริจาคเงินจากองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นภาคีเครือข่ายจัดซื้อที่ดินที่บ้านเวียคะดี้ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี เพื่อสร้างเป็นศูนย์ฝึกอบรม พร้อมจัดทำแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริและใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานของคนในชุมชนและคนฝั่งเมียนมาร์ โดยภายในศูนย์จะมีแปลงสาธิตการเกษตรที่หลากหลายมาก เช่น หมูหลุม กบคอนโด เลี้ยงจิ้งหรีด ไก่ไข่ ปลาดุก ผักลอยฟ้า พืชในวงซีเมนต์ พืชตามแนวรั้ว ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมแต่ละอย่างภายในศูนย์ชาวบ้านหรือผู้ที่มาเยี่ยมชมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

               “ตอนนี้ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเวียคะดี้ จะเป็นสถานที่หลักในการฝึกอบรมเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริให้แก่คนทุกกลุ่มทั้งฝั่งไทยและฝั่งเมียนมาร์ มีแปลงสาธิตให้ดู ขณะนี้ชาวบ้านทางฝั่งเมียนมาร์ได้เดินทางเข้ามาอบรมเกือบทุกเดือน บางคนมาอยู่นาน 2-3 เดือน จากนั้นก็จะนำความรู้ไปขยายผลต่อที่ฝั่งโน้นผมเพิ่งข้ามฝั่งไปเยี่ยมพวกเขาที่รัฐทวาย ฝั่งเมียนมาร์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาพบว่าพวกเขาดีใจมาก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมีอาชีพ มีรายได้ พวกเขาบอกว่าเป็นผลมาจากการได้มาอบรมที่ศูนย์ของเรา”

              อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลังก่อกำเนิดศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ปรากฏว่ามีชาวบ้านในพื้นที่ทั้งฝั่งไทยและเมียนมาร์ได้เข้ามาฝึกอบรม เรียนรู้การทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปขยายผลจนประสบความสำเร็จทำให้สภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันทางมูลนิธิก็ยังมีการรณรงค์ส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการออมโดยรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อส่งเสริมสมาชิกเก็บออม จนมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับลงทุนประกอบอาชีพ โดยไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนบ้านเวียคะดี้ ไม่น้อยกว่า 3-4 กลุ่ม อาทิ กลุ่มออมทรัพย์บ้านเวียคะดี้ กลุ่มออมทรัพย์บ้านโมระข่า แต่ละกลุ่มมีความแข็งแกร่งมาก มีเงินทุนหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนบาทต่อเดือน

              “การทำงานของมูลนิธิขณะนี้กำลังผ่าน 7 ปีที่สองและย่างเข้าสู่ 7 ปีที่สามแล้วเริ่มปล่อยวางแล้ว หลังได้สร้างเครือข่ายจนมีความเข้มแข็งและแยกตัวออกไป แต่มูลนิธิก็ยังคอยดูแลอยู่ห่างๆ ซึ่งภารกิจใน 7 ปีสุดท้ายนี้จะเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ ด้วยกันและเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจต่อไป”

              ผลจากการน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาแก้ปัญหาให้แก่คนชายขอบเพื่อขจัดปัญหาความยากจน อันเป็นต้นตอของสารพัดปัญหามาตลอดระยะเวลา 15 ปีเต็ม พร้อมหาช่องทางการตลาดด้วยการจัดงานเกษตรแฟร์คนขายชอบ ซึ่งมูลนิธิร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเวียคะดี้ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โดยกลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายทั้งฝั่งไทยและเมียนมาร์จะนำผลผลิตทางการเกษตรมาจัดแสดงและจำหน่ายให้แก่ผู้มาเที่ยวชมงาน

              “เกษตรแฟร์คนชายขอบ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขาที่มูลนิธิจัดได้ขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนธันวาคมเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่พวกเขา เป็นการจัดแสดงผลิตผลทางการเกษตร มีทั้งผลผลิตจากฝั่งเมียนมาร์และฝั่งไทย มีทั้งพืชผัก ผลไม้แปลกๆ จากฝั่งเมียนมาร์มาให้ชมกันทุกปี” เลขาธิการมูลนิธิกล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ
 
              การช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตัวเอง โดยการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อชุบชีวิตใหม่ให้แก่คนชายขอบด้วยการมีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง ส่งผลทำให้มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้่น จึงเป็นทางออกของสารพัดปัญหาตามแนวชายแดนที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน