
บทเรียนแผ่นดินไหว...เนปาลถึงไทย
บทเรียนแผ่นดินไหว...เนปาลถึงไทย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
“ผมอยู่ในห้องคนเดียว กำลังซักผ้าเพราะเป็นบ่ายวันเสาร์ อยู่ๆ ก็เหมือนบ้านสั่นๆ แป๊บเดียวข้าวของหล่นลงมา มันสั่นแรงขึ้นพอตู้ล้ม โชคดีผมวิ่งหนีออกไปข้างนอกทัน ก่อนตึกถล่ม พยายามโทรติดต่อญาติพี่น้องว่าพวกเขาปลอดภัยไหม โทรศัพท์ใช้ไม่ได้เกือบ 2 ชั่วโมง ผมแทบคลั่ง”
ซันจีป ซิงห์ หนุ่มเนปาลหน้าตาคมเข้ม เจ้าหน้าที่ยูเอ็นประจำ “กรุงกาฐมาณฑุ” เล่าให้ฟังถึงวินาทีแผ่นดินไหวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เหมือนจะบอกว่า แม้เวลาผ่านไปแล้วกว่า 3 เดือนแต่เขายังไม่ลืมความรู้สึกเฉียดตายในวันนั้น
25 เมษายน 2558 แผ่นดินไหวความรุนแรง 7.8 ทำให้เนปาลเกิดความโกลาหลทันที เพราะจุดศูนย์กลางอยู่เมืองลัมชุงทางตะวันตกห่างจาก “กรุงกาฐมาณฑุ” ไปเพียง 80 กม.เท่านั้น ผู้คนเสียชีวิตทันทีหลายพันคน มีรายงานพบศพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ระหว่างความโศกเศร้าในการค้นหาผู้สูญหายที่ติดอยู่ใต้อาคารซากปรักหักพังนั้น
ชาวเนปาลเจอฝันร้ายซ้ำในช่วงเที่ยงวันที่ 12 พฤษภาคม เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงรอบสอง ขนาด 7.3 ห่างจากครั้งแรกเพียง 17 วัน และเป็นช่วงกลางวันของวันอังคาร ซึ่งผู้คนกำลังอยู่ในสถานที่ทำงาน เด็กๆ อยู่ในห้องเรียน จุดศูนย์กลางครั้งนี้ห่างจากกาฐมาณฑุด้านทางตะวันออก 83 กม. เป็นพื้นที่ใกล้ยอดเขาเอเวอเรสต์
“กาฐมาณฑุ” กลายเป็นพื้นที่ตรงกลางได้รับผลกระทบแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง 2 ครั้ง แต่ครั้งที่สองนั้น สร้างความสั่นสะเทือนใจให้แก่ชาวเนปาล หรือ “เนปาลี” มากกว่า เพราะหลังเผชิญวิกฤติกับแผ่นดินไหวครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญพยายามออกมาปลอบขวัญว่าแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดนี้ จะเกิดขึ้นประมาณ 80-100 ปีต่อครั้งเท่านั้น แต่ผ่านไปเพียง 2 อาทิตย์กลับเกิดขึ้นซ้ำอีก
แผ่นดินไหวครั้งที่สอง ทำให้ความเชื่อมั่นและความหวังของพวกเขาสูญสลายไป กลายเป็นความทุกข์กังวลว่า อะไรร้ายๆ อาจเกิดขึ้นได้อีก
เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว 2 ครั้ง มีจำนวน 8,786 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 2 หมื่นคน ขณะนี้มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 2 ล้านคนใน 14 เขตจากทั้งหมด 71 เขตทั่วประเทศ
ผ่านไป 3 เดือนกว่า บรรยากาศกรุงกาฐมาณฑุยังเต็มไปด้วย “เต็นท์” ผู้ประสบภัยตามริมถนน มีศูนย์พักพิงชั่วคราวขนาดใหญ่กว่า 10 แห่ง พวกเขาดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองให้ได้น้ำสะอาดและอาหารที่พอเพียงกับเด็กๆ โดยเฉพาะแคมป์ผู้ประสบภัย Chucchepati ซึ่งเป็นแคมป์ใหญ่สุดรองรับผู้ประสบภัยกว่า 8,000 คน
“รินา ซาโคตา” เล่าให้ฟังว่า เธอมีลูก 2 คน บ้านเรือนพังยับเยินจากแผ่นดินไหว ต้องอาศัยอยู่ในแคมป์แห่งนี้ โชคดีสามีไปทำงานรับจ้างก่อสร้าง ทำให้พอมีเงินมาซื้ออาหารบ้าง
รินาตื่นตอน 6 โมงเช้าทุกวัน เริ่มวันใหม่ด้วยการทำอาหารเช้าง่ายๆ เช่น เส้นลวกกับน้ำหรือข้าวต้ม เมื่อสามีไปทำงาน เธอจะเอาลูกไปส่งเต็นท์ดูแลเด็กของยูนิเซฟ หรือ “ศูนย์เรียนรู้ชั่วคราว” เพื่อให้ลูกมีกิจกรรมทำ จากนั้นรีบไปซักผ้าทำความสะอาดเต็นท์พัก และเตรียมอาหารเย็น หรือไปตักน้ำสะอาดมาไว้ใช้
ช่วงบ่ายหลังจากรับลูกกลับมา ก็เริ่มทำกับข้าวให้สามี ซึ่งปกติกลับมาถึงตอนประมาณ 1 ทุ่ม หลังจากนั้นเข้านอนตอน 3 ทุ่ม
รินาเล่าว่า ตัวเองไม่รู้ว่าสามีรับเงินค่าจ้างวันละเท่าไร เพราะส่วนใหญ่ผู้ชายเนปาลไม่บอกรายได้ให้คนในครอบครัวรับรู้ แต่แบ่งเงินใช้จ่ายให้เท่าที่เห็นสมควร ชีวิตของรินาวนเวียนอยู่กับกิจวัตรประจำวันแบบนี้มา 3 เดือนแล้ว โดยมีความหวังว่าจะได้บ้านใหม่สักวัน
“ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีทีวี เลยไม่รู้ว่าตอนนี้ข้างนอกเป็นอย่างไร มีใครมาช่วยอะไรเราบ้าง รัฐบาลไม่ได้บอกอะไร ถ้าเป็นไปได้อยากออกไปเช่าบ้านอยู่ ตอนนี้ฝนตกทุกวันอยู่ เด็กๆ อยู่ลำบากเหมือนกันนะ” รินาเล่าถึงความหวังในอนาคตด้วยน้ำเสียงเบาๆ
“ภูบาติ” หญิงวัย 49 ปี เผยความรู้สึกให้ฟังว่า สภาพความเป็นอยู่ในแคมป์นั้น แม้ว่าจะมีน้ำ มีอาหาร แต่ก็ไม่เหมือนบ้าน
“ดูร่างกายป้านะ เห็นเหมือนปกติดีใช่ไหม เดินไปไหนมาไหนได้ แต่รู้ไหมว่าข้างในตัวมันรู้สึกไม่ค่อยสบาย เหมือนป่วยๆ ตลอดเวลา เราเคยอยู่บ้านมาตั้งแต่เกิด ตอนนี้มานอนในเต็นท์เล็กแคบๆ พื้นแข็งๆ นอนมา 3 เดือนแล้ว และไม่รู้ว่าต้องนอนไปอีกนานแค่ไหน ทำไมไม่มีใครมาบอกเราเลยว่า จะต้องทำอะไร จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”
“ทีมข่าวเนชั่น” นั่งรถออกไปสำรวจเส้นทางแผ่นดินไหวครั้งที่สอง ตลอดเส้นทางกว่า 4 ชั่วโมง ทำให้เห็นสภาพบ้านเรือนเสียหายทั้งแบบถล่มราบเรียบไม่เหลือกำแพงบ้าน บ้านส่วนใหญ่เหลือแค่โครงสร้างประตู หรือห้องนอนเพียงครึ่งเดียว
รัฐบาลเนปาลให้ข้อมูลว่า อาคารบ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 5 แสนหลัง ผู้ประสบภัยไม่มีที่อยู่อาศัยเกือบ 2-3 ล้านคน ร้อยละ 40 เป็นเด็ก หรือประมาณ 1 ล้านคน งบประมาณที่ต้องการในการฟื้นฟูสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันได้มาเพียง 2-3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ทำให้อาคารบ้านเรือนจำนวนมากยังไม่ได้รับการซ่อมแซม
แผ่นดินวิปโยคที่เนปาล กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกประเทศได้เรียนรู้ โดยเฉพาะการดูแลเด็กจำนวนหลายแสนคนพร้อมๆ กันในภาวะวิกฤติ ที่ผ่านมาไม่เคยมี “เด็ก” ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติพร้อมกันมากขนาดนี้มาก่อน
เด็กร่างกายอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่ ติดเชื้อโรคง่ายกว่า ขาดสารอาหารง่ายกว่า และเกิดภาวะจิตใจที่สับสน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เมื่อบ้านที่เคยนอนทุกวันพังทลาย โรงเรียนที่เคยไปทุกวันก็ไม่มีแล้ว
ชีวิตเหมือนนอนฝันร้ายที่ไม่ได้ตื่นขึ้นมาสักที ที่สำคัญคือ พวกเขารู้สึกหวาดกลัวกับการต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวพร้อมคนแปลกหน้ามากมาย...
เจ้าหน้าที่ยูนิเซฟเล่าว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิต 9,000 คนนั้น มีเด็กรวมอยู่ด้วยเกือบ 3,000 คน เพราะเด็กๆ ถูกสอนมาตลอดว่า หากเกิดภัยธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ใต้โต๊ะ หรือหลบใต้ตู้ที่แข็งแรง พวกเขาเลยไม่ได้วิ่งออกมาหาที่โล่ง เมื่อแผ่นดินไหวทำให้อาคารถล่ม พวกเด็กๆ จึงติดอยู่ข้างใน
นอกจากนี้ ความขาดแคลนอาหารช่วงแผ่นดินไหวในตอนแรก ทำให้เด็กเนปาลป่วยภาวะขาดสารอาหารเฉียบพลันถึง 1 หมื่นคน ยูนิเซฟพยายามเร่งจัดส่งสิ่งของให้เด็กไปแล้วกว่า 700 ล้านบาท แต่ยังมีเด็กเนปาลกว่า 1.1 ล้านคน รอการเยียวยาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
ในวันนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังถอดบทเรียนว่า หากแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติร้ายแรงเกิดขึ้นกับประเทศไทย มีการเตรียมความพร้อมให้ชาวไทยรับมืออย่างไร โดยเฉพาะกับเด็กๆ เช่น น้ำสะอาด ยารักษาโรค ที่อยู่ปลอดภัย โรงเรียน อาหารสำหรับเด็ก ด้านจิตใจ ฯลฯ
“3 คำถาม” สำคัญในการถอดบทเรียนเบื้องต้น ได้แก่
1 วันนี้พวกเราทุกคน โดยเฉพาะ “เด็ก” รู้หรือไม่ว่า หากเกิดแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมดินถล่มฉับพลัน ต้องหนีไปอยู่จุดไหนถึงจะปลอดภัย ?
2 มีการเตรียมพื้นที่ตั้งศูนย์ช่วยเหลือภัยพิบัติประจำท้องถิ่นไว้หรือไม่?
3 หากเกิดภาวะเกิดวิกฤติพร้อมกันทั่วประเทศ “น้ำสะอาด” และ “อาหารปลอดภัย” มีระบบเตรียมการอย่างไรบ้าง ?
เนื่องจาก “แผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย” ที่ขยับตัวจนทำให้เกิดแผ่นดินไหวเนปาลนั้น เชื่อมโยงมาถึงประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นนี้เช่นเดียวกัน
เหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับ 6.3 ที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย เมื่อ 5 พฤษภาคม 2557 สร้างความวิตกให้นักธรณีวิทยาที่เคยเชื่อมั่นมาตลอดว่า ประเทศไทยไม่น่ามีแผ่นดินไหวเกิน “ระดับ 5”
วินาทีนี้องค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหวของนักวิทยาศาสตร์ไทยกำลังถูกถอดรื้อ เพื่อวิจัยด้วยข้อมูลใหม่ให้สอดคล้องกับความจริงที่อาจเกิดขึ้น
ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือพยากรณ์ได้ว่า “แผ่นยูเรเชีย” จะขยับเคลื่อนตัวอีกเมื่อไร แต่ที่รู้ชัดเจนคือประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวแน่นอน เพราะมี “รอยเลื่อนมีพลัง” อยู่ถึง 14 กลุ่มรอยเลื่อนด้วยกัน
หน่วยงานที่รับผิดชอบควรศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นครั้งนี้อย่างละเอียด และช่วยกันถอดบทเรียนจาก “เนปาล” สู่ “ไทย” เผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ร่วมกัน
“ไปเที่ยว”คือ“ร่วมเยียวยา”
“นมัสเต” नमस्ते เป็นคำที่เนปาลีใช้ทักทายกันแบบฮินดู แปลว่า “ขอนมัสการพระเจ้าในตัวคุณ”
ความหมายลุ่มลึกยิ่งนัก !
แม้มีเวลาเดินทางสำรวจความเสียหายเพียง 4 วัน แต่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเป็น “มิตร” ความมี “ไมตรีจิต” รับรู้ถึงพลังใจอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา
ถนนตามหมู่บ้านของเนปาลส่วนใหญ่สร้างเลียบทางภูเขา เส้นทางลดเลี้ยวล้อมรอบด้วยธรรมชาติหุบเขางดงามมหัศจรรย์ การทำนาข้าวแบบขั้นบันไดและไร่ข้าวโพดขนาดเล็กมีให้เห็นเป็นระยะ
แอบหลงรักความถ่อมตัวของ “เนปาลี” ไม่ต้องทำไร่นาใหญ่โต แค่มีพื้นดินเล็กๆ ไม่กี่ตารางเมตร พวกเขาก็ลงมือปลูกพืชผักสวนครัวทันที
ระหว่างจิบชานมร้อนๆ รสชาตินุ่มละมุนแก้วละ 7 บาท เราพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่างๆ ไม่มีเสียงโอดครวญหรือฟูมฟายต่อชะตากรรมที่กำลังเผชิญอยู่ ไม่มีการเรียกร้องเอ่ยถามถึงเงินบริจาค หรือสิ่งของบรรเทาทุกข์ ฯลฯ
มีแต่รอยยิ้มให้กำลังใจซึ่งกันและกัน...
ในแต่ละปีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคน มาที่นี่ด้วยจุดมุ่งหมาย 2 ประการ คือ “พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์” และ “ทัวร์แสวงบุญ” ถือเป็นรายได้ส่วนใหญ่ใช้เลี้ยงประชากรกว่า 26 ล้านคน ในภูมิประเทศที่มีเทือกเขาสูงล้อมรอบ
หลังจากแผ่นดินไหวจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปเกินครึ่งหนึ่ง
“มาเที่ยวมาเยี่ยมพวกเรา คือการเยียวยาที่ดีสุด” เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน
พวกเขาพยายามส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างผ่านสีหน้าและแววตาให้เรารับรู้ว่า
“อย่าลืมกันนะ”
นมัสเต เนปาลี !
น้ำใจไทยสู่เนปาล
- ยูนิเซฟได้เงินบริจาค 2,600 ล้านบาท เฉพาะประเทศไทยมอบให้แล้ว 105 ล้านบาท ถือเป็น 1 ในกลุ่มประเทศให้ความช่วยเหลือมากสุด
- 17 พ.ค.2558 ยอดเงินบริจาคบัญชี “หัวใจไทย ส่งไปเนปาล” 192 ล้านบาท
- เด็กกว่า 1 แสนคน ไม่ได้ไปโรงเรียน มีเพียง “ศูนย์การเรียนรู้ชั่วคราว” ของยูนิเซฟ



