
นายก"อภิสิทธิ์"เปิดใจเครือเนชั่นคำต่อคำ
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดทำเนียบรัฐบาลให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อเครือเนชั่น เมื่อวันที่ 19 ก.ค. เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ถ้าดูภาพรวมก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย อย่างเรื่องเศรษฐกิจผมพูดตั้งแต่วันแรกว่าเศรษฐกิจไทยอย่างไรก็ต้องติดลบไปอีกถึงประมาณไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และมองว่าถ้าบริหารจัดการการให้ดีก็จะกลับมาเป็นบวกในไตรมาสที่ 4 โดยการติดลบจะค่อยๆ ลดลง จนถึงขณะนี้ก็เป็นไปตามที่ได้พูดไว้ แล้วก็ดูบางเรื่องน่าจะดีกว่าที่หลายคนเคยกลัวหรือคาดการณ์ เช่น ตัวเลขการว่างงาน แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงอยู่คือเรื่องการปล่อยสินเชื่อ และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นตัวที่ค่อนค้างกดดันภาคธุรกิจเอกชน ส่วนโครงการต่างๆที่ได้ดำเนินการไปในภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ที่สำคัญภายใน 6 เดือนนี้ เราได้กำหนดมาตรการที่จะเดินหน้าต่อไปอีก 2-3 ปีค่อนข้างชัดว่าจะพาเศรษฐกิจไทยไปอย่างไร และไม่ใช่เรื่องการเอาออกจากวิกฤตเท่านั้น แต่ถือโอกาสนี้ลงทุนยกเครื่องประเทศไทยด้วย ดังนั้นจากนี้ไปก็เป็นเรื่องการติดตามเกี่ยวกับการปฏิบัติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเมืองถ้าถามว่าผิดความคาดหมายก็คือเหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตนไม่เคยคิดว่ารัฐบาลซึ่งไม่ได้ไปใช้ลักษณะของการยั่วยุ หรือมีมาตรการที่รุนแรงอะไร จะถูกฝ่ายที่ต่อต้านใช้ความรุนแรงและถึงขั้นที่ไปเกี่ยวข้องกับการประชุมระหว่างประเทศ ก็ยอมรับว่าในช่วงนั้นตนประเมินว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดัง แต่ปรากฏว่าในที่สุดใช้ไม่ได้ ก็แสดงว่ามีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งทำทุกวิถีทาง แต่เมื่อผ่านช่วงเดือน เม.ย.มา ก็ทำให้เกิดเสถียรภาพขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ปัญหาพื้นฐานบางอย่างก็ยังอยู่ ในช่วงต่อไปนี้คือต้องเอารายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯของสภามาดูว่าจะเดินต่อไปกันอย่างไร ซึ่งก็ไม่ง่าย เพราะว่ามีความเห็นทั้ง 2 ด้านที่ยังค่อนข้างแรงอยู่ และที่ปฏิเสธไม่ได้คือจะมีคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร ก็ยังต้องมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่สิ่งที่ตนต้องทำให้ได้คือว่าถ้ามีความรุนแรงก็ต้องจัดการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย โดยรัฐบาลเคารพกฎหมายในการจัดการตรงนี้ และถ้าทำอย่างนี้ไปได้อีกระยะหนึ่ง ทุกอย่างก็จะมีความลงตัวมากยิ่งขึ้น
ถามว่าจบการประชุมอาเซียนแล้วนายกษิต ภิรมย์ ยังจะอยู่ในตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้บอกแล้วว่ามันอยู่ที่เรื่องของการสืบสวน สอบสวนของตำรวจ และอัยการต่อไป
เมื่อถามว่าแปลว่าไม่เกี่ยวกับกระแสสังคมหรืออะไรทั้งสิ้นใช่หรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมเป็นคนที่บอกตั้งแต่ต้นว่าไม่รอให้ว่าต้องพ้นไปตามกฎหมายหรอก และเชื่อว่านายกษิตก็คิดเหมือนผมว่าคงไม่รอให้เป็นไปตามกฎหมาย เพราะตามกฎหมายอยู่ได้จนศาลตัดสิน แต่ไม่เป็นอย่างนั้นแน่ แต่ขณะนี้เรายังไม่รู้เลยว่าตำรวจจะว่าอย่างไร อัยการจะว่าอย่างไร ผมยังสับสนกับตำรวจอยู่ เพราะว่าตั้งข้อหาเขาเสร็จก็ไปขึ้นเวทีแล้วก็พูดอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นผมถึงบอกว่าต้องดูว่าตกลงตำรวจจะเอาอย่างไร
เมื่อถามว่าหมายความว่าถ้าตำรวจส่งฟ้องก็จะมีการพิจารณาใช่หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ต้องมีอัยการอีกชั้นหนึ่ง เมื่อถามย้ำว่าแปลว่าถ้าจะตัดสินอะไรจะไม่รอจนศาลตัดสินใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รอให้ศาลตัดสินอยู่แล้ว พูดง่ายๆถ้าถึงชั้นศาลก็ต้องตัดสินใจได้แล้ว แต่ก็ยังอีกไกล
ผู้สื่อข่าวถามว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกับนายกษิต ใครตัดสินใจดีกว่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าขณะนี้ทั้งนายกษิตและนายสุเทพ ในฐานะรัฐมนตรี ตนว่าตัดสินใจอยู่ในเกณฑ์ทุกอย่าง แต่บังเอิญนายสุเทพลาออกจาก ส.ส. เพื่อสละสิทธิ์ในการไปสู้ในศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าไม่อยากจะไปทำอย่างนั้นในขณะที่ทำงานรองนายกรัฐมนตรีอยู่ ซึ่งแต่ละกรณีก็ไม่เหมือนกัน บางทีก็มีการเอาของที่ไปเทียบกันไม่ได้ไปเทียบ ก็เลยทำให้เกิดความสับสน แต่ถ้าดูไปตามความเป็นจริงมันใช้หลักเดียวกันหมด
เมื่อถามถึงกรณีที่บอกว่า 6 เดือนที่ผ่านมาเรื่องการเมืองไม่เป็นไปตามเป้า
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่เป็นไปตามเป้า คือมีช่วงของเดือน เม.ย.ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้นแล้วมันเกิดขึ้น แต่ว่าเราก็ได้แก้ไขอย่างรวดเร็ว และขณะนี้ก็กลับมาอยู่ในสภาวะที่คิดว่าน่าจะทำให้บ้านเมืองเดินต่อได้ชัดเจนขึ้น
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ให้คะแนนตัวเองอยู่แล้ว แต่ตนก็ฟังเสียงสะท้อนทุกเสียง โดยสื่อก็สามารถทำหน้าที่สะท้อนมาได้ แต่เวลาสำรวจก็ขอให้สะท้อนตามผลสำรวจจริง ตนเห็นสื่อบางฉบับก็จงใจเลือกเฉพาะบางส่วน แต่ส่วนดีๆก็ไม่พูดถึง แต่ถ้าถามตนว่าเสียงสะท้อนที่มานั้นตนก็ฟัง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ไข้หวัด 2009 แต่ถ้าเป็นเสียงสะท้อนเรื่องความพอใจในส่วนของรัฐบาล เรื่องคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็อยู่ระดับที่ถือว่าดี แต่ตนก็บอกว่ายังดีไม่พอ ก็ต้องทำมากขึ้น พูดจริงๆตั้งแต่สำรวจมาคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยสูงเท่านี้ แต่ตนก็ยังไม่พอใจ ตนก็จะต้องทำมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าความคาดหวังของประชาชนในตอนเริ่มต้นทำงานค่อนข้างสูง แต่ขณะนี้กลับลดลง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่จะมอง ต้องย้อนกลับไปดูตอนที่ตนเข้ามามีแต่คนบอกว่าอยู่ได้ 3 เดือน ซึ่งมันก็จะเปลี่ยนแปลงตลอด ถ้าถามว่าต้องการอะไร ตนก็บอกว่าตนพูดชัดตั้งแต่ต้นว่า ตนมารักษาระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันหลักของชาติ ตนต้องบริหารจัดการให้ประเทศผ่านพ้นช่วงที่มีปัญหาตรงนี้ อย่าลืมว่าตนเริ่มต้นจากสภาวะของประเทศซึ่งคนบอกว่ามีรัฐบาลเหมือนไม่มี มาอยู่ในสภาวะซึ่งคนบอกเสียงปริ่มน้ำ แต่ตนก็ผ่านกฎหมายได้มากกว่ารัฐบาลที่มีเสียงมากกว่าตน ผ่านข้อตกลงระหว่างประเทศได้มากที่สุดตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2550 มา มาตรการทางเศรษฐกิจเสร็จไปแล้วหนึ่งรอบ และกำลังเข้าสู่รอบที่สอง ประเมินผลก็เป็นไปอย่างที่เราต้องการคือว่าเป็นการพยุงสภาวะเศรษฐกิจ ประคับประคอง และป้องกันผลกระทบ ส่วนที่มีคนตั้งคำถามว่ามีผลงานหรือไม่ งานที่ทุกพรรคการเมืองพูดแต่ไม่เคยได้ทำ ตนทำเสร็จแล้ว ทั้งเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ การเรียนฟรี ทั้งที่เป็นเรื่องที่ต้องทำตั้งแต่ ปี 2545 แต่ไม่เคยมีใครคิดทำ แต่ภายใน 6 เดือนเราทำให้เป็นระบบได้แล้ว แต่ก็เป็นธรรมดา ปัญหาบ้านเมืองเยอะ ตนเข้าใจประชาชนดี เสร็จเรื่องหนึ่ง ปัญหาใหม่ก็เข้ามา ต้องมีความคาดหวังอีก ดังนั้นตนจึงบอกว่าผลสำรวจออกมาดีไม่ดีอย่างไรก็ตาม ตนก็ยังต้องทำงานมากขึ้น ความชำรุดทรุดโทรมของโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกละเลยมา 6-7 ปี จะเป็นครั้งแรกที่เราจะปรับปรุงและนำไปสู่การเตรียมประเทศสำหรับการแข่งขันในอนาคต
เมื่อถามว่าอย่างนี้คิดว่าจะอยู่จนครบวาระใช่หรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่ามาตรการในเรื่องการหาทางออกทางการเมือง ถ้าหากเห็นพ้องต้องกันว่าถึงจุดหนึ่งควรมีการเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหา ตนก็ยินดี ตนไม่ได้ยึดว่าจะต้องอยู่ครบวาระ เพียงแต่ตนบอกอย่างเดียวว่าตนไม่อยากไปเลือกตั้งถ้ามีกลุ่มการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เปิดโอกาสให้คนไปแข่งขันกันจริง ดังนั้นถ้าสภาพที่ยังบอกว่าไม่ให้เข้ามาพื้นที่นั้น พื้นที่นี้ ก็ไม่ควรเลือกตั้ง เมื่อไหร่ที่ตรงนี้จบ ค่อยมาคุยกันเรื่องเลือกตั้ง
ถามถึงความสามารถของรัฐมนตรีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดฝาผิดตัว คิดจะมีการปรับ ครม.บ้างหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการประเมินตลอด และจะดูตามความเหมาะสม ตนดูมาระยะหนึ่งก็เริ่มเห็นว่าตรงไหนเป็นจุดอ่อน ตรงไหนเป็นจุดที่ไปได้
ถามว่ามีโอกาสจะแลกเปลี่ยนกระทรวงในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปลงรายละเอียดเลย เอาว่าตรงไหนที่จำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้การทำงานเข้มแข็งขึ้น ก็จะทำ
ถามว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลในกระทรวงต่างๆมีปัญหาหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาก็มีบางประเด็นที่ขลุกขลัก แต่เสร็จแล้วก็เป็นหน้าที่ตนในหัวหน้ารัฐบาลทำความเข้าใจว่าต้องทำงานภายใต้กติกาอย่างไร ก็เดินหน้าไปได้ และได้รับการยอมรับ เช่น โครงการรถเมล์ ก็มีแนวทางกระบวนการที่จะไปหาคำตอบที่ทุกฝ่ายยอมรับแล้ว
ถามว่ากำหนดเวลาที่จะปรับรัฐมนตรีที่เป็นจุดอ่อนออกหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนประเมินตลอด และตรงไหนที่คิดว่าการทำงานของกระทรวงยังไม่ลงตัว ตนก็เข้าไปดูแล พูดคุยทำความเข้าใจ มันก็มีการปรับเปลี่ยนในการทำงาน ก็จะมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง จะปรับเมื่อไหร่แล้วจะบอก
ถามว่า 3 อันดับผลงานด้านเศรษฐกิจที่จับต้องได้ คิดว่ามีอะไรบ้าง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนก็ตอบชัดเจนว่ามี เบี้ยยังชีพ การเรียนฟรี ค่าตอบแทน อสม.
ถามว่ามองจากภายนอกขณะนี้ดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีทำงานอยู่คนเดียว เพราะรัฐมนตรีคนอื่นๆไม่สามารถทำงานได้ตามเป้า
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนว่าไม่เป็นธรรมกับรัฐมนตรีคนอื่น โดยสภาพการรับรู้ของประชาชนต้องยอมรับว่าการเสนอข่าวสารของเรา ข่าวนายกฯก็จะมีมากกว่าคนอื่น ก็อาจจะเป็นที่รับรู้มากกว่า
ถามว่าดูเหมือนความเห็นของรัฐมนตรีก็ยังไม่ตรงกัน เช่น เรื่องการประกันราคาพืชผล
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็จบแล้ว คือระบบการทำงานการที่คนมีความคิดเห็นแตกต่าง หรือหน่วยงานถ้ามีความคิดเห็นแตกต่างเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเรากำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ว่ามันต้องมาหาข้อยุติ ประชุมเสร็จก็จบ ทุกคนก็เดินหน้า แล้วจะบอกว่าเป็นการจำยอมหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นเราต้องไปคาดหวังว่าทุกคนต้องเห็นตรงกันตั้งแต่ต้น ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไรต้องบริหาร แต่ในข้อเท็จจริงคือเรากำลังเปลี่ยนแปลง
ถามว่าโครงการของทุกกระทรวงนายกรัฐมนตรีมีสิทธิ์ที่จะชี้ให้หยุดหรือเดินหน้าได้ใช่หรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โดยหลักแล้วที่ตนจะต้องทำหน้าที่แน่นอนก็คือทุกโครงการที่เข้ามาสู่การพิจารณา เป็นอำนาจของ ครม. ที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนโครงการที่ดำเนินการภายในแต่ละกระทรวง ถ้าสมมติว่ามีโครงการไหนเกิดมีข้อมูล มีคนร้องเรียน และตนเห็นว่ากระทบกับภาพรวมของนโยบายรัฐบาล ตนก็จะต้องดู เพราะตนก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบ
ถามว่าดูเสียงแตกจะน้อยลงหรือไม่ หลังการเลือกตั้งซ่อมที่อีสาน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองอย่างนั้น ตนมองว่าทุกโครงการเราก็ตัดสินตามสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดกับส่วนรวม ธรรมดาคนเสนออะไรเข้ามา ผ่านบ้าง ไม่ผ่านบ้าง ตนทำงานการเมืองมาเวลาตนเสนอเรื่องอะไรไปแล้วมันไม่ผ่าน ก็มีความรู้สึก ก็เป็นธรรมดา แต่ก็ต้องยอมรับเหตุผลเท่านั้นเอง
ถามว่าอำนาจด้านการบริหารด้านความมั่นคงอยู่ที่นายกรัฐมนตรี 100% หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อำนาจเป็นไปตามกฎหมาย ตนมีอำนาจเท่าไหนตนก็มีเท่านั้น ถามว่าอำนาจความมั่นคงอยู่ไม่อยู่ ตนจะมารวบอำนาจทุกอย่าง ทุกวัน คงไม่ได้ ก็มีการมอบหมายกันไป แต่ถ้าเมื่อไหร่มีสถานการณ์ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปดูแลด้วยตัวเอง ตนก็เข้าไป อย่างเหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ก็ชัดเจน
ถามว่าคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯนายกรัฐมนตรีเข้าไปดูแลเต็มตัวแล้วหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ใช่พนักงานสอบสวน แต่ตนเข้าไปให้ความสะดวกตั้งแต่แรกแล้ว เพราะว่าเป็นคดีที่อุกอาจมาก เกิดขึ้นในช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และก็อยู่ในความสนใจ ดังนั้นตั้งแต่ต้นที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบ ก็ได้มีการประสานงานเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า พล.ต.อ.ธานี เดินได้เต็มร้อย
ถามว่าที่ พล.ต.อ.ธานีบอกว่าเจอตอได้บอกชื่อกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้บอก แต่ว่ามาบอกกับตนว่ามีอุปสรรค ตนก็บอกว่าแก้หรือยัง บางเรื่องท่านก็บอกว่าแก้ได้แล้ว บางเรื่องท่านก็บอกว่าต้องให้ตนช่วยแก้ให้ ตนก็แก้ให้แล้ว แต่ตนไม่ขอลงในรายละเอียด
ถามว่าเคยมีการเสนอให้ปลด ผบ.ตร.หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เคยมีการเสนอ
เมื่อถามว่าพล.ต.อ.ธานีเคยรายงานตัวผู้บงการให้นายกรัฐมนตรีทราบเป็นการส่วนตัวหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ พล.ต.อ.ธานีจะรายงานเฉพาะส่วนที่มีพยานหลักฐานแน่ชัดแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของข้อมูลที่ต้องมีการขยายผล แนวที่ พล.ต.อ.ธานีพูดชัดเจนคือไม่มีการเหวี่ยงไปก่อน แล้วทำให้มีปัญหาทีหลัง
ถามว่า 2 คนที่ถูกออกหมายจับนี้คิดว่าแน่นอนแล้วไม่ผิดตัวใช่หรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.ต.อ.ธานีรายงานอย่างนั้น และตนไม่มีเหตุผลที่จะไปเชื่อว่า พล.ต.อ.ธานีไม่ได้ทำอย่างตรงไปตรงมา
ถามว่า พล.ต.อ.ธานีรู้แค่คนที่ถูกออกหมายจับหรือรู้ไปถึงตัวผู้บงการแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็มีความเชื่อมโยงที่จะต้องขยายผลต่อไป ตนก็ทราบข้อมูลความเชื่อมโยงหลายส่วน
ถามว่ามีคนที่เชื่อมโยงอยู่ในอำนาจรัฐบาลชุดนี้หรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ ความเชื่อมโยงคุณจะพูดว่าอย่างไร คนรู้จักกันเชื่อมโยงกันมั้ย คือมันต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน การที่ผู้ที่เกี่ยวข้องรับราชการอยู่ จะบอกว่าเชื่อมโยงไปถึงผู้บังคับบัญชามั้ย ก็ถ้ามันอยู่ในหน่วยเดียวกัน ถ้าจะมองว่าเชื่อมก็มองได้ แต่เราจะไปสรุปว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแปลว่าผู้บังคับบัญชาเขาเกี่ยวข้องมันก็ไม่ได้ มันก็ต้องไปดูตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงต่อไป ขณะนี้ในเบื้องต้นที่ออกหมายจับไปก็คือที่แน่ใจแล้ว ส่วนที่เหลือก็ต้องว่าไปตามพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งความสะดวกที่ พล.ต.อ.ธานีขอจากผมก็ได้ทั้งหมด ”
ถามว่าสงสัยหรือไม่ว่าทำไม พล.ต.อ.ธานีไม่ไปขอผ่านจาก ผบ.ตร. แต่กลับมาขอที่นายกรัฐมนตรีโดยตรง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่สงสัย เพราะตนเป็นคนที่คุยกับ พล.ต.อ.ธานีตั้งแต่ต้นว่ามีอะไรให้บอกตน
ถามว่าแล้ว ผบ.ตร.เคยมาคุยกับนายกรัฐมนตรีเรื่องนี้หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่คุยเรื่องนี้ แต่มีเรื่องไหนที่ตนจะต้องให้ ผบ.ตร.ช่วย พล.ต.อ.ธานี ตนก็บอก ผบ.ตร.ไป
ถามว่าดูจากความคืบหน้าแล้วคิดว่าคดีนี้จะปิดได้ก่อนที่ พลต.อ.ธานีจะเกษียณหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเร่งอยู่ ตนก็บอกท่านไปว่าท่านใกล้เกษียณแล้วนะ ตัว พล.ต.อ.ธานีก็ทราบอายุท่านๆรู้ตัวเอง อย่างไรก็ตามก็ตั้งใจให้คดีเสร็จก่อน
ถามว่านับตั้งแต่ที่ พล.ต.อ.ธานีเข้าพบ นายกรัฐมนตรีได้พบกับ ผบ.ตร. ผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม หรือไม่
นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ได้พบ แต่ไม่ได้สอบถามเรื่องนี้เลย เพราะไม่มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะตนก็บอกกับทุกท่านและทุกท่านทราบว่าทุกเรื่องต้องตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่าคนที่ควรอำนวยความสะดวกให้ตำรวจควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือนายสุเทพ
นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าช่วยกัน
ถามถึงความสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรีกับผู้จัดการรัฐบาลขณะนี้เป็นอย่างไร ยังให้ความไว้ใจกันเหมือนเดิมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ก็สัมพันธ์กันมายังงัยก็เป็นอย่างนั้น อยู่กันมานานแล้ว ไม่มีปัญหาเลย แต่ว่าผมกับท่านมีเรื่องไม่เห็นตรงกันเยอะ ปกติธรรมดา ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทุกอย่างก็จบตามระบบ คือ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี ”
ถามว่าแต่ช่วงนี้มีข่าวออกมาเยอะว่านายสุเทพถูกกันออกจากวงใน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่จริง
ถามย้ำว่าตอนนี้วงในของนายกรัฐมนตรีมีกี่คน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หตนไม่มีวงในวงนอก ตนทำงานตามระบบ
ถามว่าเวลาที่มีปัญหานายกรัฐมนตรีจะคุยกับใครมากที่สุดและไว้ใจใครมากที่สุด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่เรื่อง อย่างเรื่องเศรษฐกิจตนก็ไม่ค่อยได้ปรึกษานายสุเทพ ส่วนใหญ่จะคุยกับนายสุเทพเรื่องความมั่นคง ปัญหาอุปสรรค คดีอะไรต่างๆก็แลกเปลี่ยนกับนายสุเทพ ไม่มีอะไรปิดบังกันเลย ก็เป็นไปตามระบบ
ถามว่าเรื่องสังหารนายสนธิข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีรู้กับที่นายสุเทพรู้เท่ากันหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่านายสุเทพรู้มากแค่ไหน แต่ตนสันนิษฐานว่าใกล้เคียงกัน
ถามว่าได้มีการคุยกับนายสุเทพเกี่ยวกับคดีลอบยิงนายสนธิหรือไม่
นายกรับมนตรี กล่าวว่า คุย ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย มีเรื่องเดียวที่เห็นไม่ตรงกันคือว่า ใจตนไม่อยากให้นายสุเทพลาออกจาก ส.ส.
ถามว่ามีกระแสข่าวว่านายสุเทพจะหันหลังให้กับนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่มีความหวาดระแวงว่านายสุเทพจะมาทำอะไรตน เพราะว่านายสุเทพกับตน ตนยืนยันได้อย่างหนึ่งว่ารักพรรคประชาธิปัตย์ไม่แพ้สมาชิกคนไหน
ถามว่ามีวันที่นายสุเทพจะต้องเดินออกไปหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มี ตนมองไม่เห็น
ถามว่านายกฯอภิสิทธิ์ไม่มีนายสุเทพอยู่ใน ครม.ได้หรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คืออะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ในขณะนี้นายสุเทพก็ทำงานด้านความมั่นคงให้กับตนได้ และก็มีความเข้าใจในการทำงานที่ดี ตนก็ไม่ได้นึกว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ถามถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะเคลื่อนไหวโดยการโฟนอินเรื่อยๆ รัฐบาลหารือเพื่อจัดการปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ติดตามความเคลื่อนไหว และตรงไหนที่เราขอความร่วมมือกับทางรัฐบาลในประเทศที่ พ.ต.ท.ทักษิณไป เราก็ขอไป แต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เคลื่อนไหวไปประเทศที่ไกลออกไปมากขึ้น เราก็ต้องติดตาม
ถามว่าปัญหาคืออะไรที่ทำให้รัฐบาลช้ากว่า พ.ต.ท.ทักษิณก้าวหนึ่งเสมอ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราไม่สามารถไปทราบได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไปไหน คือคนไปกับคนที่ต้องคอยติดตาม จะให้คนติดตามเร็วกว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าคนที่ตัดสินใจไปเขาก็เปลี่ยนแผนได้ทุกวัน แล้วก็ต้องยอมรับว่าประเทศจำนวนมากเราก็ไม่มีสนธิสัญญา
ถามว่าเคยมีความคิดหรือไม่ที่จะให้นายสุเทพ ซึ่งมีความสนิทกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปพูดคุยนอกรอบหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสุเทพไม่คุยแล้ว เพราะเคยคุยตั้งแต่ปี 2549 และก็เป็นบทเรียนว่าไม่ควรคุยอีก โดยตอนนั้นคุยกันเรื่องปัญหาตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณยุบสภา
ถามว่าคนมักจะมองเปรียบเทียบรัฐบาลนี้กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่อให้เหนือกว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ลองไปดู 6 เดือนของ พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้ เทียบกัน ตนก็ยอมให้เทียบ ไม่มีปัญหาเลย
ถามว่าจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไร
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้คนกำลังเทียบการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณประมาณ 5 ปีกับรัฐบาลนี้ 6 เดือน และก็เทียบรัฐบาลที้เจ้ามาบริหารในสภาวะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนก็พยายามจดจำว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมาแก้ปัญหาไอเอ็มเอฟ โดยที่ลืมไปว่าเศราฐกิจกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามา เงินสำรองมีพอที่จะชำระหนี้ไอเอ็มเอฟตั้งแต่ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามา แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่ามันถูกการสื่อสารข้างเดียวต่อเนื่องมาตั้ง 5 ปี แต่ตนก็บอกได้เลยว่าหลายเรื่องในขณะนี้ที่ตนทำ 6 เดือน พ.ต.ท.ทักษิณ มีเวลา 6-7 ปีไม่เคยทำ และเป็นสิ่งที่พรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกว่าเป็นนโยบายด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้ทำ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้เวลาตน 2-3 ปี ตนรับรองว่าตนทำเยอะกว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณทำแน่นอน ขณะเดียวกันหลายโครงการซึ่งไปโฆษณาว่าเป็นความสำเร็จ ตนก็ต้องมาตามแก้อยู่ในขณะนี้ ทั้งบ้านเอื้ออาทร อีลิทการ์ด และอีกสารพัดที่มาสร้างปัญหา รวมทั้งเรื่องตลาดข้าวที่ถูกทำลายตนก็ต้องมาตามแก้อีก
ถามว่าแต่ถ้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่ารัฐบาลนี้มาต่อยอดสิ่งที่เขาเคยทำไว้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ไม่มีปัญหา ก็เหมือนกับหลายอย่างที่เขาก็มาต่อยอดรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ตนก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำไม่ดีทั้งหมด หลายเรื่อง เช่นกองทุนหมู่บ้าน ก็มีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่เป็นปัญหา ตนก็กำลังขยับเพื่อแก้ปัญหากองทุนหมู่บ้านต่อไป
ถามว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบอกว่าต้องกอดคอกันไปอย่างนี้ เพราะกลัวผี พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วนายกรัฐมนตรีกลัวหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่กลัว ตนเป็นคนไม่เคยกลัวตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นผีหรือไม่ผี ตนก็ไม่กลัว ในทางกลับกันตนถามว่าผู้ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณกลัวตนทำไม ที่จะให้ตนไปภาคเหนือและภาคอีสาน กลัวทำไม
ถามว่าหลังจาก จ.บุรีรัมย์แล้วจะลงพื้นที่ที่ไหน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนแรกจะไปที่ จ.อุบลราชธานี แต่เวลาไม่ลงตัว ก็ต้องปรับ และยังไม่ได้วางว่าจะไปจังหวัดไหน เพราะกำลังให้ดูอยู่หลายที่ แต่น่าจะเป็น จ.สุโขทัย
ถามว่าจะไปพื้นที่ที่เป็นสีแดงหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็จะไป คืออยากไปทุกจังหวัด ถามว่าผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ กลัวตนทำไม ไม่ให้ตนไปในพื้นที่ กลัวทำไม ตนไม่ได้กลัว พ.ต.ท.ทักษิณ
ถามว่าถ้าจะตัดสินใจไปพื้นที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะตัดสินใจจากอะไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ตัดสินใจว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ตนไปทุกจังหวัด ทุกภาค แต่จังหวัดไหนมีความพร้อม มีโครงการที่จำเป็นต้องไปติดตามก็จะไป แพนด้าอยู่เชียงใหม่จะให้ตนไปที่อื่นได้อย่างไร ถ้าตนจะไปดูแพนด้า ตนก็ต้องไปเชียงใหม่ มันก็ไม่มีอะไรพิเศษ
เมื่อถามว่ากลัวเจอเหตุการณ์เหมือนกับ รมว.คลังหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นี่คือคำถามที่ตนตั้งว่าแล้วทำไม รมว.คลังไปปฏิบัติราชการจะต้องไปขัดขวาง สรุปแล้วใครกลัวใคร เมื่อถามว่าคิดว่าบ้านเมืองจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่นาน เพราะว่าตนต้องให้ดำเนินการ เช่น กรณีของ รมว.คลัง ถ้าไปชุมนุมเฉยๆก็ไม่มีเรื่อง แต่นี่พกพาอาวุธไปก็ต้องดำเนินการ
ถามว่าอึดอัดหรือไม่ที่ไปแต่ละจังหวัดแล้วต้องมีคนมาดูแลป้องกันมากขนากนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นตนก็พยายามให้มันง่ายที่สุด จนกระทั่งพอตนถูกทุบรถก็มาวิจารณ์ว่าไปติดไฟแดงได้อย่างไร ทำไมไม่ใช้รถกันกระสุน และพอเกิดเหตุการณ์เดือน เม.ย. เขาก็เข้มข้นขึ้น ถ้าตนเลือกได้ก็ไม่อยากเป็นอย่างนี้ ตนไม่อยากให้เกิดความไม่สะดวก แต่ว่าไม่ควรมาตั้งคำถามกับทางรัฐบาล ต้องไปตั้งคำถามกับคนซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ที่ใช้ความรุนแรง ที่ขัดขวางการทำหน้าที่ของคนอื่นว่าคนเหล่านั้นทำทำไม
ถามว่านอกจากจะใช้มาตรการทางกฎหมายแล้วจะมีมาตรการอื่นในการจัดการหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ เพราะเราต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน จะไปบอกว่าพอเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็เลยไม่ให้ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ก็ไม่ได้ ตนก็บอกว่าเขาใช้สิทธ์ได้ จากนั้นก็เป็นดุลพินิจของศาลว่าให้ประกันตัวหรือไม่ ก็ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า
ถามถึงข้อเสนอเรื่องแก้รัฐธรรมนูญที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นต่างจากพรรคอื่นๆ สุดท้ายข้อสรุปจะเป็นอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกคนถ้ายึดว่าตัวเองจะต้องได้ 100% มันก็ไม่มีทางขยับได้ ดังนั้นบางเรื่องถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่ามันจะต้องทำ และพรรคประชาธิปัตย์อาจจะไม่เห็นด้วย เราก็อาจจะต้องยอม แต่ไม่ใช่เรื่องซึ่งมีผลกระทบต่อระบบหลักหรือหลักการของตน เช่น เรื่องการนิรโทษกรรมคดีอาญา
ถามว่าที่ระบุว่าจะให้มีการคุยกันทั้งในส่วนของสภาและ ครม. ในส่วนของ ครม.จะคุยกันนแง่ไหน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เอารายงานมาให้ ครม.ดู เพราะขณะนี้คนที่อ่านรายงานก็อาจจะยังมีจำกัดอยู่ ตนเพิ่งรับมาเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็คงจำนำรายงานนี้ให้ ครม.ทราบ และให้แต่ละพรรคไปดูในรายละเอียด
เมื่อถามว่าเวลาที่เหมาะสมที่จะแก้รัฐธรรมนูญคือเมื่อไหร่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จริงๆแล้วกระบวนการต้องเดินต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดชะงัก แต่ว่ารูปแบบที่จะต้องไปหารือกันคือว่าการแก้จะทำอย่างไร ในรูปแบบไหน ที่สำคัญที่สุดก็มีเสียงของคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ เราจะหาทางที่จะให้เกิดความยอมรับในกระบวนการอย่างไร เพราะว่าถ้าเดินหน้าแก้แล้วก็มีความขัดแย้งขึ้นมารุนแรงอีก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา ตนก็คุยกับทางกรรมการฯว่าดูในมุมเดียวไม่ได้ คือว่าเวลานี้ก็พยายามที่จะตอบสนองบางฝ่ายที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่สมบูรณ์ ซึ่งตนก็เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญต้องมีการแก้ไข แต่ถ้าไปแก้ในประเด็นซึ่งมีคนอีกจำนวนมากต่อต้าน มันก็ย้อนกลับไปเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งตนก็คิดว่าไม่มีใครอยากให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพนั้นอีก
ถามว่าเรื่องการต่อต้านข้อเสนอเหล่านี้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการคาดการณ์ไว้ ตนก็ได้คุย แต่ตนก็ให้เป็นอิสระของคณะกรรมการฯทำงาน แต่ตนก็ได้ให้ข้อคิดตั้งแต่ต้นว่าต้องระมัดระวังและดูให้รอบด้าน
เมื่อถามว่าถ้ากระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วมีการเสนอให้ยุบสภา
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้เขาตั้งเวลาไว้ 1 ปี ก็ถ้าเขาเห็นว่าจะต้องยุบสภาแล้วจะแก้ปัญหาได้ ตนก็ไม่มีปัญหา ตนก็บอกตั้งแต่ต้น
ถามว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ก่อนช่วงสงกรานต์ที่มีปัญหามาก คิดว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดีขึ้น ก่อนหน้าเดือน เม.ย.มีปัญหาค่อนข้างมาก ช่วงเกิดเหตุการณ์เดือน เม.ย.ก็มีการพูดคุย ทำความเข้าใจกัน ก็ดีขึ้นมาระดับหนึ่ง แล้วตอนนี้ก็มีเครื่องมือใหม่ๆเข้ามา เช่น กฎหมายความมั่นคง ก็น่าจะทำให้กระชับขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
เมื่อถามว่าดูเหมือนตำรวจจะถูกลดบทบาทลงไป เพราะอย่างที่ จ.ภูเก็ตก็ให้บทบาททหารมากกว่า
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็เห็นว่าตำรวจก็เข้มแข็ง อย่างที่ จ.เชียงใหม่ ในช่วง 1-2 วันนี้ก็มีความเข้มแข็ง แต่ที่จ.ภูเก็ตนั้น ทางตำรวจขอมาเอง โดยบอกว่าเหตุผลที่ตำรวจจัดการที่พัทยาไม่ได้ และทหารก็จัดการไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างจัดการไม่ได้ เพราะไม่กลไกอย่างเช่นกฎหมายความมั่นคง เราก็จึงใช้กฎหมายความมั่นคง
ถามว่าเราจำเป็นต้องใช้กฎหมายความมั่นคงอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆในการจัดการประชุมระหว่างประเทศใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังจากเสร็จก็จะประเมินอีกที แต่ที่จริงแล้วกฎหมายความมั่นคงถูกร่างขึ้นมาเพื่อทำเรื่องนี้ คือป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุ ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น จะใช้เมื่อเกิดเหตุแล้ว
ถามว่าทำไมนายกรัฐมนตรีจึงยังคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเป็นระยะๆ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็คุยกับคนทั้งนั้น
เมื่อถามย้ำว่าแต่การคุยกับนายเนวินนั้นมันมีนัยทางการเมือง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีนายอภิสิทธิ์ซ้อนนายอภิสิทธิ์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ไม่มีหรอกครับ ก็เห็นสื่อทำไมยังเขียนถึงนายเนวินเยอะ พอยิ่งเขียนเยอะ ผมก็ยิ่งต้องคุยว่าเป็นอย่างที่เขาเขียนหรือเปล่า ”
ถามว่าคุยอะไรกับนายเนวินบ้าง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็คุยกันทั่วๆไปเรื่องของการเมือง ของประเทศธรรมดา
ถามย้ำว่าคำแนะนำของนายเนวินมีประโยชน์กับรัฐบาลหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คำแนะนำทุกคนมีประโยชน์ ตนฟังทุกคนอยู่แล้ว
ถามว่าแสดงว่ารัฐบาลจะคุยกับทุกคนยกเว้น พ.ต.ท.ทักษิณ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ รักษากติกาของการพูดคุยกันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ประสบการณ์ของนายสุเทพเมื่อปี 2549 ทำให้คุยไม่ได้
ถามว่าในพรรคประชาธิปัตย์ความสัมพันธ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรียบร้อยดี เพิ่งประชุม ส.ส. กทม. ส.ส.สัดส่วนไป เดี๋ยวเปิดสมัยประชุมสภามาก็อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
ถามว่านายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ยังให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดีหรือไม่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้ นายชวนเป็นคนที่ติดตามงานทุกเรื่องใกล้ชิดอยู่แล้ว ตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน จนเป็นรัฐบาล นายชวนเป็นคนที่ใฝ่รู้ สนใจในทุกเรื่อง ดังนั้นนายชวนก็สามารถให้คำแนะนำได้ทุกเรื่อง
ถามว่ามองห



