ข่าว

‘บิ๊กตู่’เมิน‘สุเทพ’อาสาช่วยงานรบ.

‘บิ๊กตู่’เมิน‘สุเทพ’อาสาช่วยงานรบ.

04 ส.ค. 2558

‘บิ๊กตู่’เมิน‘สุเทพ’อาสาช่วยงานรบ. ขอบคุณที่หนุนแต่อย่าสร้างขัดแย้ง

                เมื่อวันที่ 4 ส.ค. เวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่าตอนนี้รัฐบาลมีความเป็นห่วงประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้งซึ่งก็ต้องให้ความช่วยเหลือมากน้อยไปตามลำดับและอยากขอร้องทุกคนติดตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงและอยากให้ฟังบางคนที่เขาพูดในสิ่งที่ดีและช่วยกันขยายความ ถ้ามัวแต่ขยายความในสิ่งไม่ดี ประเทศไทยมันก็ไม่น่าอยู่เลย มีทั้งปัญหาความขัดแย้ง การเมืองก็ขัดแย้ง รัฐบาลนี้ก็ลำบากที่จะปฏิรูปให้กับท่าน ขอให้ดูในสิ่งที่รัฐบาลนี้ทำในสิ่งดีๆ ให้บ้าง
 
                “ขอให้ช่วยกันหน่อย ไอ้คนที่ทำดีให้ตายเขาไม่เห็นความดีของผมก็ไม่อยากไปต่อสู้อีกแล้ว ประชาชนก็เลือกบริโภคว่าจะเชื่อในสิ่งไหนเพราะผมก็ทำให้เห็นอยู่ทุกวัน วันนี้ก็ทำหลายๆ อย่างและคนที่มาพบกับผมเขาก็ให้กำลังใจว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว แต่ทำไมคนบางคนทำอย่างนี้ไม่ได้ จ้องแต่จะจิกตีทุกเรื่อง แล้วประเทศไทยจะเดินไปทางไหนกัน มันไปไม่รอดหรอก ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผมจะมายังไงหรือใครจะเป็นรัฐบาลก็คงจะโดนทั้งหมด แล้วประเทศไทยจะไปยืนตรงไหน ทำไมเราไม่ใช้เวลาตรงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิรูป ทั้งระยะที่ 1 และการเตรียมการให้กับรัฐบาลหน้า ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่คิดแต่ว่าคนนี้จะเข้ามา คนนั้นจ้องแต่จะล้มรัฐบาล ไอ้นี่เตรียมจะอยู่ต่อ ผมไม่เคยพูดสักคำ แต่ผมก็จะไม่ไปตอบโต้อะไรอีกแล้ว เว้นแต่บางวันที่ทนไม่ไหว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
                ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และคณะกรรมการมูลนิธิ กปปส.ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าการทำรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค.เพื่อต้องการอำนาจในการบริหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธทันทีว่า “ไม่เอา ผมไม่ตอบโต้ ช่างเขาสิ เขาอยากจะถามเรื่องอะไรก็เรื่องของเขา ก็ถือว่าเขาเป็นคนคุ้นเคย เคยรู้จักกันอยู่แล้ว ผมก็รู้จักทุกรัฐบาลนั่นแหละ วันนี้ถ้าพูดกันไปมา แล้วผมไปตามอยู่อย่างนั้นก็หงุดหงิดไม่ต้องไปทำอะไรกันแล้ว ใครอยากจะพูดก็พูดไปเถอะ”
 
                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลต้องมีความละเอียดรอบคอบ มีหลายอย่างที่ต้องแก้ไขแต่ไม่ใช่จะสั่งโครมๆ แล้วทำได้เลย เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะกลายเป็นภาระในอนาคต จะให้อนุมัติง่ายๆ คงไม่ได้ เพราะทุกอย่างคือเงินของประชาชน ซึ่งตนขอยืนยันว่า ตนไม่เคยต้องการประโยชน์อะไรสักอย่าง รวมทั้งได้สั่งการให้ทุกคนระมัดระวัง ขณะนี้ยังมีข่าวคราวในโลกโซเชียลต่างๆ นานายืนยันว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่ถ้าใครมีข้อมูลข้อเท็จจริงให้บอกกับตนมาตรงๆ จะดำเนินการสอบสวนให้ ถ้าไปเขียนหรือวิจารณ์กันไปมาก็คงไม่เหลือใครดี อีกทั้ง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกก็ผ่านความเห็นชอบแล้วก็ขอให้ไปดูกันว่ามีระเบียบกติกาอย่างไร
 
                “ถ้าบอกว่ารัฐบาลผมไม่ดีคงไม่เหลือใครดีแล้ว เพราะผมพยายามเลือกคนดี คนมีคุณธรรมเข้ามาทำงานให้พิสูจน์ฝีมือให้เห็นว่า การทำหน้าที่ดีๆ ทำอย่างไร ผมให้โอกาสกับทุกคน ไม่ได้ไปรังเกียจใคร ฝ่ายการเมืองผมก็จำเป็นเพราะผมเข้ามาอย่างนี้ ถ้าผมจะเอาฝ่ายการเมืองเก่าๆ มาทำงานกับผมมันก็คงไปกันไม่ได้ หลายคนก็เลยยังไม่เข้าใจผม ออกมาว่าผมทุกวันเพราะเขามีอำนาจอยู่แล้วผมไปเอาอำนาจเขามา แต่ยืนยันว่าผมเอามาทำในสิ่งที่ดีกว่าในระยะยาว แต่ระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็น ทั้งเรื่องการลงทุนทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ซึ่งถึงเวลานั้นผมคงไม่อยู่แล้ว ก็ต้องให้รัฐบาลใหม่มาทำ ซึ่งถ้าเขาไม่ทำก็ล้มเหลวอีก แล้ววันหน้าก็กลับมาด่าผม ว่าผมไม่ได้ทำอะไรทั้งๆ ที่ผมเริ่มให้แล้ว ทุกอย่างก็จะไปอยู่ในรัฐธรรมนูญว่าจะทำอะไรกันต่อไป”
 
                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนรัฐธรรมนูญ อย่าเอาตนไปเกี่ยวข้องอะไรมากนัก เพราะการที่ตนตั้งขึ้นมาก็เพื่อให้รับฟังความคิดเห็นของคนและหาข้อสรุปออกมา ถ้าผ่านความเห็นชอบก็ไปทำประชามติแล้วก็ไปเลือกตั้ง ตนไม่มีหน้าที่ที่จะไปสั่งให้ผ่านหรือไม่ผ่าน
 
                เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีทำใจแล้วหรือยังว่าหากร่างฯ ไม่ผ่านจะต้องอยู่ทำงานต่อไปอีก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้อย่างไร ถ้าไม่ผ่านก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เท่านั้นเองและถ้าต้องอยู่ต่อก็เป็นเพราะด้วยความจำเป็น ไม่เช่นนั้นใครจะเข้ามาเป็น สื่อจะเข้ามาเป็นแทนตนหรือไม่ล่ะ
 
                “ผมก็อยากทำหน้าที่ให้มันเสร็จและให้เริ่มต้นด้วยดี ให้มีอนาคต ทุกคนเห็นร่วมกันแต่ก็ยอมรับว่าจะให้คนทั้ง 70 ล้านคน เห็นพ้องต้องกันเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเอาคนที่หวังดี คนที่มุ่งหวังว่าจะทำประเทศให้เป็นอย่างไรก็มีอยู่มาก ซึ่งวันนี้ต้องออกมาช่วยผม ว่าสิ่งที่ผมทำมันมีอนาคต บางคนบอกว่าสิ่งที่ผมทำนั้นดี แต่ไม่ออกมาช่วยผมพูดก็ขอร้องว่าให้เอาตัวออกมาช่วยด้วยแล้วกัน เพราะอีกฝ่ายที่เขาไม่ชอบ เขาก็จะออกมาต่อต้านผมทุกเรื่อง แต่ถ้าผมไปตอบโต้โดยตรง ผมก็จะเสียกิริยาอีก และผมก็เป็นนายกฯ ที่สุภาพเรียบร้อยด้วย ความจริงผมก็เป็นคนเรียบร้อย”
 
                เมื่อถามว่า แต่วันนี้กลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ออกมาสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาไม่ได้มาช่วยตน นายสุเทพต้องช่วยบ้านเมืองในนามของมูลนิธิ กปปส.ก็ว่าไป อย่าลืมว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่อยู่ในสภาวะพิเศษตั้งขึ้นมาในสถานการณ์พิเศษก็ต้องบริหารงานและปฏิรูปในระยะที่ 1 เตรียมส่งต่อในระยะที่ 2 และเตรียมการเลือกตั้งให้ได้อย่างเรียบร้อย ให้เป็นไปตามกติกา เพราะฉะนั้น ใครจะออกมาทำอะไรก็ขอให้อยู่ภายใต้กติกาของกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่า วันนี้ทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง
 
                “ถึงท่านจะพูดสนับสนุนอย่างไรก็แล้วแต่ผมก็ขอขอบคุณเป็นการส่วนตัว เพราะรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ขอร้องว่าอย่าให้เกิดความขัดแย้งกันอีกเลย วันนี้ในเมื่อผมเป็นกรรมการออกมาแล้ว ผมก็ต้องเป็นกรรมการที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนช่วยกันทำให้เกิดความสงบ ช่วยกันไตร่ตรองศึกษาเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะแก้ไขหรือทำอะไร ถ้าเป็นความเห็นชอบร่วมกันมันไปได้หมด ผมเองก็จะไปแก้ปัญหาที่คาราคาซังที่มีอยู่มากมายเพราะตอนนี้ยังไม่จบสักอันเดียวแล้วจะมากล่าวหาว่าผมเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วยังทำอะไรไม่เสร็จสักอย่างก็ต้องยอมรับว่าจะให้จบได้อย่างไรเพราะแรงต่อต้านมีมาก ถ้าผมใช้อำนาจแก้ไขปัญหาก็จะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจแล้วจะให้ผมทำอย่างไร ยืนยันว่าตอนนี้พยายามทำทุกอย่างอย่างเต็มที่”
 
                นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ตอนนี้รัฐบาลกำลังหาทางแก้ไข ขอร้องว่าอย่าเพิ่งมาตีกันเลย ถ้ามัวแต่ฟังว่าอีกฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะสร้างเพื่อให้เกิดความมั่นคงในอนาคต แต่อีกพวกก็เป็นห่วงว่าอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดตนขอยืนยันว่าถ้าไม่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ ก็ทำไม่ได้ถึงจะประมูลไปแล้ว เพราะการประมูลที่ทำไปนั้นก็เพื่อให้มีการบริการต่อเนื่อง แต่ถ้ามันไม่ผ่าน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร
 
                “ขอให้ไว้ใจรัฐบาลนี้เถอะ ผมก็จะทำอย่างเต็มที่ ผมยังอยู่ตรงนี้ ยังไงผมก็คงไม่ปล่อยให้มันเสียหาย เพราะตนเห็นใจประชาชนอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
 
ชี้ปฏิรูปต้องมีไปรื่อยๆ  
 
                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศนั้นต้องไปดูความหมายของคำว่าปฏิรูป ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงแก้ไขให้ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ซึ่งเราต้องปฏิรูปหมดทุกเรื่องเพราะบ้านเมืองมีปัญหา ในการบริหารราชการแผ่นดินช่วงที่ผ่านมา ตนไม่อยากบอกว่าใครผิดใครถูก แต่รัฐบาลนี้เอามาดูแล้วต้องปฏิรูปทั้งหมด ซึ่งตอนนี้อยู่ในระยะแรกคือปฏิรูปในห้วงเวลาปัจจุบัน ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้ โดยเวลาที่มีอยู่จะทำได้ในสิ่งที่ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่และเพิ่มประสิทธิภาพของทุกกระทรวงเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนฉะนั้น การปฏิรูปต้องทำอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจไม่เข้าใจ และมองว่า ทำไมตนไม่ปฏิรูปให้เสร็จ โดยคำว่าเสร็จนั้น การปฏิรูปนั้นไม่ใช่เสร็จแล้วเลิก มันต้องรักษาให้ได้แบบเดิม ต่อไปเรื่อยๆ และพัฒนาไปในทางที่ดี โดยการปฏิรูปนั้นไม่มีวันจบสิ้น
 
                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ฉะนั้นการปฏิรูปต้องมีการกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ โดยแผนการปฏิรูปที่สปช.กำลังร่างออกมานั้น คือการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง ในเรื่องใหญ่ๆ แต่ตนเอาส่วนหนึ่งมาทำก่อน ส่วนโครงสร้างใหญ่ที่เหลือก็ไปวางแผนในแผนการปฏิรูป ดังนั้นต้องกำหนดห้วงเวลาที่ต้องปฏิบัติและส่งต่อไปที่รัฐบาลหน้าและมีกลไกให้รัฐบาลหน้าเดินตามนั้น โดยที่ไม่ทาบทับซ้อนในอำนาจการบริหาร ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องเข้าใจ ไม่ใช่ว่าตนไม่ทำอะไรเลย หรือไปทาบทับอำนาจบริหารของรัฐบาลใหม่ หรือสืบทอดอำนาจ มันไม่ใช่แบบนั้น เราทำทุกอย่างเพื่อให้สังคมดีขึ้น ตนยกตัวอย่างมาหลายครั้งแล้วว่าประเทศจีนใช้เวลากว่า 30 ปี ในการขึ้นเป็นอันดับสองด้านเศรษฐกิจของโลก และยังไม่เลิกการปฏิรูป
 
                พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เราต้องคิดใหม่ว่าจะเดินหน้าประเทศอย่างไร ปัญหาของประเทศนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง สิ่งสำคัญคือความยากจน ความเหลื่อมล้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศเดินหน้าไปไม่ได้ เราต้องแก้ปัญหาคนจนให้หมดไปได้โดยเร็ว ถ้าเราแก้ไขให้ได้ก็ไม่มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นในวันหน้า และไม่เป็นเครื่องมือของใครในการเอามาเป็นตัวประกัน รัฐบาลพยายามทำตรงนี้



สั่งเข้ม'คุก'ถูกทำเป็นฐานบัญชาการยาเสพติด
 
                ที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า พลเอกประยุทธ์ ได้ปรารภในที่ประชุมครม.ถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยนายกรัฐมนตรีชมเชยหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม(ยธ.) ทหาร ตำรวจ ว่าสามารถประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างดี ทำให้การตรวจป้องกันปราบปรามมีผลการจับกุมที่น่าพอใจ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เน้นทำเฉพาะแนวชายแดน แต่ต้องทำในพื้นที่ตอนในของประเทศ และในกทม./ปริมณฑลด้วย ต้องดำเนินการเข้มแข็งควบคู่ และรวมถึงพื้นที่คุมขังด้วย เพราะการสั่งการมาจากเรือนจำ ที่เป็นแหล่งในการสั่งการด้วย

 

กมธ.ยกร่างฯปัดคสช.กดดันร่างส.ว.เป็นสรรหาทั้งหมด

             พล.ท.นคร สุขประเสริฐ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวกรณีมีกระแสข่าวว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามากดดันกมธ.ยกร่างฯเนื่องจากต้องการให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาจากการสรรหาทั้งหมด ว่า ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ทางคสช.ไม่ได้เข้ามากดดันการทำงานของกมธ.ยกร่างฯแต่อย่างใด ซึ่งประเด็นที่มาของส.ว.นั้นทางกมธ.ยกร่างฯได้กำหนดให้ส.ว.มีจำนวน 200 คน แบ่งเป็น ส.ว.เลือกตั้ง จำนวน 77 คน และมาจากการสรรหา จำนวน 123 คนโดยส.ว.แบบสรรหานั้นเราได้กำหนดให้มีที่มาจากหลากหลายกลุ่มมีความแตกต่างไปจากเดิม เป็นสภาพหุนิยมอย่างแท้จริง แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ ก็เลยมีคนบางกลุ่มบางพวกออกมาเรียกร้องให้ส.ว.มีที่มาจากการสรรหาแบบเดิมที่มีคณะกรรมการเพียง 7 คนเท่านั้นเอง

             พล.ท.นคร กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเชื่อว่าการออกแบบคณะกรรมการสรรหาแบบใหม่นั้นจะช่วยป้องกันปัญหาการล็อบบี้และการวิ่งเต้นของคนที่ต้องการเข้ามาเป็นส.ว.ได้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาของแต่ละกลุ่มที่จะสรรหาส.ว.นั้น มีจำนวนไม่เท่ากัน ซึ่งวิธีการแบบนี้มีความแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญเดิมเป็นอย่างมาก ดังนั้นคนที่คาดหวังว่าจะวิ่งเต้นและล็อบบี้คณะกรรมการสรรหาเพื่อให้เลือกเข้ามาเป็นส.ว.นั้นก็คงจะเป็นเรื่องยาก

             ส่วนกรณีที่นายวันชัย สอนศิริ สปช.ออกมาระบุว่าได้รับข่าวจากสปช.สายจังหวัดว่า มีนักการเมืองออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็วนั้น เบื้องต้นเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ทางสปช.กลุ่มต่างๆได้มีการพูดคุยกัน โดยเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของเทคนิคและการสำรวจเพื่อก่อให้เกิดแรงกดดันในการลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสปช.แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าสปช.ทุกคนซึ่งล้วนเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้และประสบการณ์การทำงานจะใช้วิจารณญาณตัดสินใจลงมติร่างรัฐธรรมนูญด้วยความรอบคอบ