ข่าว

5แคนดิเดต'ผบ.ตร.'มีสิทธิ์เท่าเทียม

5แคนดิเดต'ผบ.ตร.'มีสิทธิ์เท่าเทียม

04 ส.ค. 2558

5 รอง ผบ.ตร. ส่งวิสัยทัศน์ให้พิจารณาแล้ว 'สมยศ' ย้ำมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สนช.ตีกลับ 'ตำรวจเกณฑ์' ยันเดินหน้าต่อ เชื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลได้

 
                      4 ส.ค. 58  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการเสนอวิสัยทัศน์ของ รอง ผบ.ตร.ทั้ง 5 นาย เพื่อประกอบการพิจารณาคัดเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่า รอง ผบ.ตร.ทุกท่าน ได้ส่งรายงานวิสัยทัศน์มาครบถ้วนแล้ว ตนจึงได้สั่งการให้สำนักงานกำลังพล (สกพ.) ประมวลเรื่องขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนยังไม่ได้อ่านวิสัยทัศน์ของ รอง ผบ.ตร.คนใด เนื่องจากวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันที่ครบกำหนดให้ส่งรายงานวิสัยทัศน์ ซึ่งตนมีภารกิจตลอดทั้่งวัน จึงทำให้ไม่มีเวลาอ่าน ทั้งนี้ หลังอ่านวิสัยทัศน์ของ รอง ผบ.ตร.แต่ละท่านแล้ว ตนคงต้องเก็บไว้ในใจเพียงคนเดียว คงไม่บอกใคร ก่อนใช้วิสัยทัศน์ที่เสนอมา เป็นข้อมูลในการพิจารณา เพื่อเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช.
 
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า วิสัยทัศน์มีน้ำหนักในการพิจารณาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่ มากน้อยเพียงใด พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ในการพิจารณาเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ มีการพิจารณาทั้งความรู้ ความสามารถ วุฒิภาวะ ความเหมาะสม ซึ่งวิสัยทัศน์ก็เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณาด้วย โดยคำสั่ง คสช.เขียนไว้ชัดเจนว่า ผบ.ตร.มีหน้าที่คัดเลือก หรือ สรรหาตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนต่อไป โดยคัดจากข้าราชการตำรวจที่มียศ พล.ต.อ. และดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่มียศ พล.ต.อ.และเป็น รอง ผบ.ตร. ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการพิจารณาเท่าเทียมกัน
  
 
 
ยันเดินหน้าตำรวจเกณฑ์ แม้ถูก สนช.ตีกลับ 
 
 
                      พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ วิปรัฐบาล ได้พิจารณาตีกลับร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ... (ว่าด้วยตำรวจกองประจำการ หรือ ตำรวจเกณฑ์) ว่า ทาง สนช.มีความเป็นห่วงว่า ตำรวจที่ถูกเกณฑ์มามีวุฒิภาวะน้อย หากให้บุคคลเหล่านี้ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนแล้วจะส่งผลเสีย จึงส่งเรื่องกลับมาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศึกษา และกำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน ซึ่งตนคิดว่าน่าจะมีการปรับเรื่องของระยะเวลาในการฝึกให้ยาวนานกว่านี้ หรือในเบื้องต้นอาจไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่สัมผัสกับประชาชน หรือทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ ตนยังมั่นใจว่า ตำรวจเกณฑ์น่าจะมีประสิทธิภาพ สามารถที่จะทำงานได้ ถ้าเราให้ฝึกฝนและให้ความรู้เขาอย่างเพียงพอ เพราะปัจจุบันตำรวจก็มีอาสาสมัครมาช่วยในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาสาสมัครเหล่านี้ก็ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรม ไม่มีความรู้กฎหมาย หรือผ่านการให้ความรู้มากมาย จึงทำให้อาสาสมัครเหล่านี้ไม่สามารถจับกุม หรือบังคับใช้กฎหมายได้
 
                      "สนช.หลายท่านกังวลว่า ตำรวจที่เข้ามาเกณฑ์ เช่นเดียวกับทหารกองประจำการ อายุเพียงแค่ 21 ปี วุฒิภาวะเพียงพอหรือไม่ เพราะตำรวจจะต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชน และเป็นผู้ที่บังคับใช้กฎหมายด้วย ต่างกับทหารกองประจำการ ที่เมื่อเกณฑ์เข้ามาแล้ว ก็มีการฝึกแล้วไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรมกอง หากมีเหตุการณ์ความขัดแย้ง หรือเหตุความรุนแรง ก็จะมีการฝึกทบทวนแล้วส่งลงพื้นที่ ซึ่งทหารไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และสัมผัสกับประชาชนเหมือนตำรวจ เชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ สนช.กังวล จึงให้กลับมาทบทวนและกำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ให้มีความชัดเจน"
 
                      พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ขอยืนยันว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะดำเนินการต่อ คงไม่ยกเลิกไป เพราะเป็นโครงการที่ดี ที่จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพล อย่างไรก็ตาม จะนำข้อสังเกต ข้อท้วงติง หรือข้อแนะนำของทาง สนช.มาปรับปรุง เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ