4ส.ค.58 นายประสาร มฤคพิทักษ์ น.ส.รสนา โตสิตระกูล นายวิทยา กุลสมบูรณ์ และนายวินัย ดะห์ลัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เสนอให้ทบทวนข้อเสนอของม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 และมาตรา 204 วรรคสอง เกี่ยวกับการใช้งบประมาณให้เป็นตามวินัยการเงินการคลัง โดยเสนอให้ไม่นำภาษีบาปมาอุดหนุนกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยให้ทั้ง 2 องค์กรของบประมาณจากรัฐสภาแทน
น.ส.รสนา กล่าวว่า จุดประสงค์ของภาษีบาปที่ใช้อุดหนุนกับกองทุนก็เพื่อต่อกรบรรษัทต่างชาติที่ทำอบายมุขทั้งบุหรี่และเหล้าซึ่งมีอิทธิพลกับนักการเมือง ซึ่งการให้ทั้ง 2 องค์กร และกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติที่สนช.เพิ่งผ่านเป็นกฎหมายของบประมาณจากรัฐสภาอาจถูกนักการเมืองปรับลดหรือตัดงบประมาณได้ จึงขอให้คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ
ด้านนายประสาร กล่าวว่า งบประมาณที่สสส.ใช้ 2 พันล้านบาท มีส่วนทำให้การบริโภคบุหรี่ลดลง 1.3 หมื่นล้านบาท และเหล้า 1.7 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ทั้งสสส.และไทยพีบีเอส ก็ได้รับการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างละเอียดอยู่แล้วจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และต้องรายงานให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)และรัฐสภารับทราบอยู่แล้ว
'ยงยุทธ'ก็ไม่เห็นด้วยทั้ง2หน่วยบริหารดีอยู่แล้ว
นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม กล่าว เป็นเรื่องที่กมธ.ยกร่างฯบางคนได้เสนอเช่นนี้ และอยู่ที่กมธ.ยกร่างฯจะไปพิจารณา รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้เสนอ โดยมีผู้ที่เป็นห่วงว่าจะมีหน่วยงานที่ขอใช้ภาษีสรรพสามิตมากขึ้นเรื่อยๆ
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพราะขณะนี้มีแค่2หน่วยเท่านั้น คือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กับไทยพีบีเอส และกำลังจะมีการเสนอในส่วนของกองทุนการกีฬาแห่งชาติ การส่งเสริมสร้างการเรียนรู้ ขอใช้ภาษีนี้ ดังนั้น หากมีมากขึ้นจะกลายเป็นการผิดหลักการในการใช้ภาษีบาปแต่เราได้บอกว่าที่ทำมา2หน่วยงานนั้นก็ทำมาได้อย่างดี ถ้าเผื่อจะไม่มีใหม่ก็ไม่ว่ากัน แต่2หน่วยงานก็น่าจะยังคงอยู่ แต่ตรงนี้เป็นความเห็นส่วนตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเกรงกันว่า หากมีการให้มีการใช้งบประมาณนี้ โดยผ่านรัฐสภา โดยบัญญัติไว้ในหลักการของรัฐธรรมนูญ จะทำให้การเมืองสามารถแทรกแซงการทำงานได้ นายยงยุทธ กล่าวว่า เรื่องนั้นก็เป็นสิ่งที่ตนเป็นห่วง
สสส.แจงงบฯจากภาษีบาปเป็นส่วนพิเศษ
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดในระบบการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax)ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯ และประชาชนทั่วไปอาจยังไม่เข้าใจ เพราะคิดว่าภาษีที่เก็บจากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่100%จัดสรรให้ สสส.นำไปใช้2%และไทยพีบีเอสอีก1.5%แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นการเก็บพิเศษเพิ่มจากภาษีปกติที่ต้องจ่าย การดึงเงินกลับไปสู่ระบบงบประมาณที่ต้องผ่านรัฐสภา ก็จะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง เพราะธุรกิจดังกล่าวไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนพิเศษตรงนี้เพิ่ม แต่รัฐบาลกลับต้องนำภาษีปกติมาจัดสรรให้ สสส. ไทยพีบีเอส และองค์กรสนับสนุนการกีฬาฯ แทน
“กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ และการที่ไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มก็อาจทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้นำเงินดังกล่าวไปใช้ส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาด ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มองว่าการกลับไปสู่ระบบงบประมาณก็ทำให้มีโอกาสถูกการเมืองแทรกแซงได้” ทพ.กฤษดากล่าว
ทพ.กฤษดา กล่าวอีกว่า สสส.กำลังสรุปเรื่องดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการ สสส.โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เบื้องต้นคาดว่าคงต้องส่งหนังสือชี้แจงไปยัง กมธ.ยกร่างฯ เพื่อทำความเข้าใจต่อกรณีEarmarked Taxว่าการดึงงบกลับไปสู่ระบบงบประมาณปกติไม่เกิดประโยชน์ต่อรัฐบาล และทำให้การดำเนินงานของ สสส.ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากการบริหารจัดการงบประมาณไม่คล่องตัว และไม่มีความยืดหยุ่น เพราะทุกอย่างกลับไปสู่ระบบงบประมาณ ซึ่งบางครั้งต้องตั้งงบประมาณล่วงหน้าถึง3ปี แต่การทำงานด้านสุขภาพทำเช่นนั้นไม่ได้ ซึ่งในต่างประเทศการเก็บภาษีแบบEarmarked Taxมักจะใช้กับเรื่องสำคัญๆ เช่น สุขภาพ สื่อ และกีฬา
ทพ.กฤษดา กล่าวด้วยว่า หากดูงบประมาณด้านการรณรงค์ จัดแคมเปญ และประชาสัมพันธ์ สสส.ใช้เพียงประมาณ200ล้านบาทเท่านั้น แต่ผลการดำเนินงานดีเทียบเท่าหน่วยงานรัฐในระบบราชการที่ใช้งบประมาณมากกว่า1,000ล้านบาท เห็นได้จากช่วง10ปีที่ผ่านอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงกว่า1.2ล้านคน คนดื่มเหล้าลดลง ช่วยประหยัดงบประมาณไปมากกว่า2หมื่นล้านบาท หรือช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุลงได้ถึง48%ช่วยลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นไปกว่าแสนล้านบาท ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวคงเกิดขึ้นไม่ได้ หากอยู่ในระบบราชการ เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจาก สสส. แต่เกิดจากการทำงานลงไปสนับสนุนเครือข่าย ภาคประชาสังคม และชุมชนต่างๆ ในการขับเคลื่อน ซึ่งมีมากกว่า10,000องค์กร คนทำงานขับเคลื่อนมากกว่า1ล้านคน ซึ่งหากดึงงบประมาณกลับไปสู่ระบบราชการปกติก็จะกระทบกับเครือข่ายเหล่านี้ได้ เพราะอย่าลืมว่าองค์กรเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไม่ได้มีระบบบัญชีที่เหมือนแบบภาครัฐ
"การดำเนินงาน สสส.เชื่อมโยงกับธุรกิจเหล้าและบุหรี่ ทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวเสียประโยชน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ อย่างในต่างประเทศก็พบว่าบริษัทบุหรี่ก็จะเข้ามาเล่นการเมืองในลักษณะนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา องค์กรลักษณะแบบ สสส. ก็ถูกยุบไปหลายองค์กรแล้ว ส่วนที่คนมองว่า สสส.รณรงค์ทำงานไม่ได้ผล ขอถามว่าหาก สสส.ทำงานไม่ได้ผลจริง เหตุใดกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ถึงจ้องเล่นงาน เพราะการทำงานของ สสส.ไปก่อให้เกิดผลกระทบ”ทพ.กฤษดากล่าว