ข่าว

'ประมง'เผยภัยแล้งดีขึ้นปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำได้

'ประมง'เผยภัยแล้งดีขึ้นปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำได้

04 ส.ค. 2558

“ประมง” เผยสถานการณ์ภัยแล้งดีขึ้น แต่ยังไม่วางใจเดินหน้าแจกปม.1 อย่างต่อเนื่องพร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ให้ตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนสัตว์น้ำ

              4ส.ค.2558 นายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงเกิดปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ กำแพงเพชร สพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปทุมธานี สุโขทัย ชัยนาท พิษณุโลก กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร อุตรดิตถ์ ตาก นครปฐม และพิจิตร ปริมาณน้ำทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำชลประทานลดน้อยลงและอาจส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร รวมถึงจำนวนทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่อาจลดน้อยลง ซึ่งจากปัญหาน้ำแล้งบวกกับสภาวะอากาศที่ร้อนย่อมส่งผลทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นตามไปด้วย จึงกลายเป็นสาเหตุให้สัตว์น้ำในบางพื้นที่ที่เกษตรกรเลี้ยงไว้รวมถึงสัตว์น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติเกิดความเครียด อ่อนแอ และตายได้

              เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กรมประมงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมประมงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนภัยแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งนอกจาการลงพื้นที่ สำรวจความเสียหายของเกษตรกรที่ได้รับทั้งจากบ่อเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมประมงแจกหัวเชื้อจุลินทรีย์ผง (ปม.1) เพื่อใช้ในการปรับคุณสมบัติของน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำให้กับเกษตรกรในเขตพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และอีกหนึ่งเรื่องที่กรมประมงได้ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้จำนวนสัตว์น้ำในธรรมชาติลดน้อยลงจนตกอยู่ในสภาวะปัญหาขาดแคลนสัตว์น้ำในช่วงฤดูแล้ง นั่นคือการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำโดยเฉพาะปลากินพืช อาทิ ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ฯลฯ ลงในแหล่งน้ำและแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ยังคงมีปริมาณน้ำเหลือเพียงพอต่อการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นแหล่งรักษาพ่อแม่พันธุ์ต่อไปได้ในอนาคต

              นายเขมชาติ จิวประสาท ผู้ตรวจราชการกรม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการช่วยเหลือเบื้องต้นของทางกรมประมง ต้องขอชื่นชมในบางพื้นที่ที่ได้มีการสร้างเครือข่ายชาวประมงเพื่อแจ้งข่าวการเปิด-ปิดน้ำจากทางเขื่อนเก็บน้ำ ซึ่งจะทำให้ลูกข่ายได้ทราบและได้วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังของตนเอง ได้อย่างเหมาะสม และเพื่อเป็นการเน้นย้ำให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง จึงขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาหมั่นดูแลสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้อย่างใกล้ชิดและขอให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษพร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำคือลดความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง เพื่อป้องกันการขาดออกซิเจน ลดปริมาณการให้อาหารให้น้อยลง 10 -15 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า เพื่อป้องกันอาหารไม่ย่อยในกระเพาะปลา หรือน้ำเน่าเสีย ที่อาจทำให้ปลาช็อคตาย

              การเลี้ยงปลาในกระชัง ควรมีการจัดการกระชังให้เกิดการไหลเวียนของน้ำสม่ำเสมอ พื้นก้นกระชังควรอยู่สูงจากพื้นแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 1 เมตร หมั่นสังเกตอาการของปลาที่เลี้ยงอยู่เสมอ หากพบปลามีอาการผิดปกติหรือตายเป็นจำนวนมาก ควรรีบจับออกจำหน่าย ทยอยจับผลผลิตที่ได้ขนาดไปจำหน่ายหรือนำไปใช้ประโยชน์เพื่อลดอัตราความหนาแน่นของสัตว์น้ำรวมถึงลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

              นายคมน์ ศิลปาจารย์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กล่าวถึงรายละเอียดของ หัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ว่า กรมประมงได้มีการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ที่ตกค้างสะสมในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยในการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) นั้น เราจะมีการควบคุมคุณภาพโดยการสุ่มตัวอย่างเพื่อนำมาเพาะเชื้อและนับจำนวนโคโลนี ตลอดจนตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อชนิดอื่นๆ ในทุกรุ่นของการผลิตเพื่อให้ผู้ที่นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ไปใช้แล้วก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเพื่อให้หัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ได้ทำหน้าที่ย่อยสลายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขอให้เกษตรกรที่จะนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ไปใช้ โปรดศึกษารายละเอียดและวิธีการใช้ให้เข้าใจเสียก่อน สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาท่านใดที่สนใจขอรับหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดใกล้บ้านท่าน

              สำหรับในช่วงนี้ แนวทางที่ดีทีสุดนั่นก็คือผู้เลี้ยงสัตว์น้ำจะต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ และสังเกตสุขภาพสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง หากพี่น้องชาวประมงมีข้อสงสัยสามารถสอบถามหน่วยงานของกรมประมงใกล้บ้านได้ทันทีหรือโทรสอบถามได้ที่ กรมประมง 02-562-0600