
ไม่ใช่แค่เรื่องรัฐธรรมนูญอีกต่อไป​
ไม่ใช่แค่เรื่องรัฐธรรมนูญอีกต่อไป : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ
ถึงตอนนี้แล้วรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่แค่เรื่องรัฐธรรมนูญอีกต่อไป
ที่ต้องบอกเช่นนี้ เพราะสภาพการณ์ที่เป็นยิ่งใกล้วันโหวตรับร่างของสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกอย่างก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับสู่เวทีการเมืองของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” (แม้จะอ้างว่าเป็นภาคประชาชนก็ตาม) พร้อมคำประกาศสนับสนุนการทำงานของ คสช. และต้องการให้มีการ “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” ตามที่เคยรณรงค์เมื่อครั้งยังเป็น “ลุงกำนัน” นำมวลมหาประชาชนโลดแล่นอยู่ทั่วกรุง
เมื่อหัวขบวนเดินหน้าเต็มตัวเช่นนี้ ก็ไม่แปลกที่คนเคยร่วมรณรงค์ ร่วมสู้ ร่วมเวที ร่วมอุดมการณ์ จะออกมาขานรับและเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน เพื่อก้าวเข้าสู่แคมเปญ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แม้จะยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนหรือเป็นเอกภาพว่าจะใช้วิธีไหน หากแต่ละวิธีล้วนวนเวียนอยู่กับการใช้ "การผ่านรัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือทั้งสิ้น
เช่นวิธีแรกที่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” เสนอให้เสนอคำถามประกบในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ต้องการให้มีการปฏิรูปสองปีก่อนที่จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ หรือจะแปลให้ง่ายกว่านั้น คือ อยากให้รัฐบาลอยู่ต่ออีกสองปี ก่อนที่จะเลือกตั้งหรือไม่
แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งต่อร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติ แต่หาก สปช.คว่ำร่างก็เท่ากับการทำประชามติก็จะไม่เกิดขึ้น
ถามว่า ทำไม “ไพบูลย์” จึงเสนอแนวทางนี้ ประการแรกคือเขาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งคงจะแปลกมากหากเขารณรงค์ให้ไม่ว่าจะเป็น สปช.หรือประชาชนคว่ำรัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่างมากับมือ
นอกจากนี้หากนำไปถามประชาชนและผลประชามติให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็เท่ากับว่า เขาได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนให้อยู่ต่อ
หากเอาตามที่ “ไพบูลย์” ว่า โอกาสที่รัฐบาลจะอยู่ต่อมีถึงสองทาง คือ 1.รัฐธรรมนูญตก 2.แม้รัฐธรรมนูญผ่านแต่ประชามติให้อยู่ต่อ
หรืออย่าง “วันชัย สอนศิริ” ที่ยืนยันรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ชั้น โดยเขาประกาศเป้าประสงค์ที่ชัดเจนตั้งแต่แรกเลยว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเพื่ออะไร ซึ่งสอดรับกับ “เสรี สุวรรณภานนท์” ที่พูดไปในทำนองเดียวกัน
และตามมาด้วยความพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ความเห็นของตัวเอง เช่นการบอกว่า มีฝ่ายการเมืองจะไปรณรงค์ให้ประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แล้วจะกลายเป็นการสร้างความแตกแยก
แต่พวกเขาคงลืมไปว่า เอาเข้าจริงรัฐธรรมนูญฉบับนี้นักการเมืองถือว่าไม่ค่อยชอบและพร้อมจะรณรงค์คว่ำร่าง จากนั้นหากรัฐธรรมนูญคว่ำแล้วค่อยเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาประกาศใช้
แล้วที่น่าสงสัยพร้อมตั้งคำถามกับ “วันชัย” คือ หากนักการเมืองและประชาชนหวังให้มีการเลือกตั้ง ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวตรงไหน หรือจริงๆ แล้วเขาเองนั่นแหละที่หวาดกลัวการเลือกตั้ง
ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.เองก็ใช้การประชามติเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำรัฐประหาร และยิ่งหากมีการทำประชามติให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง คราวนี้การรณรงค์จะยิ่งเปลี่ยนไปจากเดิม
ถึงตอนนี้แล้วรัฐธรรรมนูญก็ไม่ใช่แค่เรื่องรัฐธรรมนูญอีกต่อไป



