ข่าว

'วิรัตน์'วิพากษ์รธน.ฉบับปฏิรูปมั่นใจผ่าน'สปช.-ประชามติ'

'วิรัตน์'วิพากษ์รธน.ฉบับปฏิรูปมั่นใจผ่าน'สปช.-ประชามติ'

04 ส.ค. 2558

'วิรัตน์'วิพากษ์รธน.ฉบับปฏิรูป มั่นใจผ่าน'สปช.-ประชามติ' : สัมภาษณ์พิเศษโดยดารากร วงศ์ประไพ, ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์

               ภายในไม่นานนี้คนไทยจะได้เห็นหน้าตาของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูกเรียกว่า เป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป” ในเวอร์ชั่นที่ 2 เป็นเวอร์ชั่นที่เตรียมส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติให้ความเห็นชอบ หากผ่าน สปช.จากนั้นจะนำไปทำประชามติถามคนไทยทั้งประเทศ

               สำหรับภาพรวม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เคาะบทบัญญัติในประเด็นต่างๆ ออกมาจนเกือบครบถ้วน ทั้งนี้มีความเห็นจากซีกนักการเมืองต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดย “วิรัตน์ กัลยาศิริ” หัวหน้าทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นไว้ดังนี้

               ประเด็นแรก การเปิดช่องให้มี นายกรัฐมนตรีที่มาจากบุคคลภายนอก ได้ เห็นว่าอาจมีหลายคนกังวลเรื่องที่มานายกฯ ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีนายกฯ คนนอก รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีนายกฯ คนนอก เพียงแต่เขียนซ่อนไว้ในมาตรา 7 ดังนั้นการที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้ชัดเจนก็จบ และที่เขียนเอาไว้ก็เพื่อยามเกิดสุญญากาศทางการเมืองก็ให้การเมืองแก้การเมือง เป็นเรื่องที่ชัดเจนดีและไม่ใช่ของใหม่

               “แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ส.ส. 450 คน ที่จะไปเลือกคนนอกเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก เพราะต้องเลือกคนในสภาก่อน แต่ถ้าเลือกคนในสภาเมื่อได้มาแล้วการเมืองไปฆ่ากันอีก ทะเลาะกันอีก มันก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นไหนๆ ก็เกิดการรัฐประหารแล้วอำนาจอะไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำได้และเกิดประโยชน์กับประเทศไทยในระยะยาวเราก็อยากให้ทำ อย่างการปฏิรูปทั้งหลาย ปกติหากมีเสียงห่างกันเพียงนิดเดียวก็เดินหน้าไม่ได้” วิรัตน์ กล่าว

               ประเด็นถัดมา คือ การตัดสิทธิ์ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต ในกรณีที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยกระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมลงสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งเคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุ 4 ข้อ คือ ถูกถอดถอนเนื่องจากพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ และส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

               “ตรงนี้มีนัยของเรื่องนี้คือ ยุบพรรค ก. พอยุบพรรคเสร็จ แล้วตัวหลักของพรรค ก.ก็มาตั้งพรรค ข. พอยุบพรรค ข.ตัวหลักของพรรค ข.ก็มาตั้งพรรค ค. ตรงนี้ผิดที่คนของเราและคนที่ดูกติกา นั่นคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย เพราะฉะนั้นอาจเป็นเพราะอย่างนี้ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงไปตัดสิทธิ์เหล่านี้ เพราะเมื่อถูกตัดสิทธิ์ไป 5 ปี กลับมานึกว่าจะดีขึ้น แต่ก็เหมือนเดิม” วิรัตน์มองถึงเจตนารมณ์การร่างกติการัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหานักการเมือง

               เขายังเห็นสอดคล้องกับการตัดสิทธิ์ กกต.ในการแจกใบแดง ว่า “ผมเคยพูดเรื่องศาลเลือกตั้งมานานแล้ว คือกกต.มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลให้ศาล โดยผู้ที่ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ที่จะไปแก้ต่าง ดีกว่า กกต.ตัดสินโดยเราจะไม่มีสิทธิ์แก้ต่าง เรื่องนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะถึงอย่างไรก็ต้องถือว่าศาลไม่มีส่วนได้เสีย และที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายคือฝ่ายผู้ถูกร้องเข้าไปชี้แจงได้”

               หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคการเมืองผู้นี้ ยังสะท้อนมุมมองเรื่อง การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้เป็นอำนาจของรัฐสภา ต่างจากเดิมที่ให้อำนาจวุฒิสภาทำหน้าที่นี้ จนมีเสียงสะท้อนว่าจะเป็นการทำได้ยากขึ้นกว่าของเดิมหรือไม่ โดยวิรัตน์ระบุว่า การถอดถอนจะต้องไม่ง่ายจนเป็นการกลั่นแกล้งและต้องไม่ยากเกินไป จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง

               “ถ้าเราได้ ส.ว.ที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิดีๆ เขาก็จะทำได้ดี คิดว่ายึดแนวทางตามเดิมดีแล้ว ส่วน ส.ส.ไปถอดถอนรัฐบาล ทำได้ยาก เพราะ ส.ส.รัฐบาลมีมากกว่า ถ้าเอา ส.ส.มาร่วมโหวตก็แปลว่าจะทำให้การถอดถอนยากขึ้น ยิ่งถ้าใช้เสียงกึ่งหนึ่งแน่นอนว่าเสียงรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านอยู่แล้ว ดังนั้นการจะไปถอดถอนรัฐบาลจะไปทำอะไรได้ ฝ่ายค้านไม่มีสิทธิ์ไปถอดถอนได้เลย”

               ส่วนประเด็น การตัดเอกสิทธิ์คุ้มครองของสมาชิกรัฐสภา หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า ตรงนี้จะเรียกว่าเอกสิทธิ์ก็ไม่ใช่ เป็นเพียงเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ในช่วงนั้น แต่เมื่อเรียกเอกสิทธิ์ก็กลายเป็นว่า ส.ส.เป็นเทวดา จริงๆ ก็ถูกดำเนินคดีเหมือนชาวบ้าน เพียงแต่ว่าช่วงที่เปิดสภาอยู่จะต้องมีมาตรการที่ป้องกันไม่ให้ถูกแกล้งจากอำนาจบริหาร

               “หมายความว่า ถ้าเสียงฝ่ายบริหารมีโอกาสเสี่ยงว่าจะแพ้ เขาก็สามารถดำเนินคดี แจ้งข้อหาในข้อหาต่างๆ เมื่อมีการนำตัวสมาชิกไปสัก 10 คน พอโหวตรัฐบาลก็ชนะ สิทธิ์ตรงนี้มีไว้สำหรับประชาธิปไตยทั่วโลก เพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่ในช่วงที่อยู่ในสมัยประชุมเท่านั้น” นายวิรัตน์ กล่าว และว่า ส่วนตัวเห็นว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมองประเด็นนี้พลาด เพราะสิทธิ์ที่ว่านี้จะต้องชัดเจนว่า ในช่วงการทำหน้าที่ในสมัยประชุมจะต้องไม่ให้ใครมายุ่ง เมื่อจับกุมก็จะต้องมีการปล่อยตัว เพื่อให้ทำหน้าที่ได้เท่านั้นเอง พอหมดสมัยประชุมก็ไปเข้าคุกตามปกติเหมือนชาวบ้านทั่วไป

               ดังนั้นการที่ไปตัดสิทธิ์คุ้มครองตรงนี้ ไม่เห็นด้วย เพราะถ้าเรียกเอกสิทธิ์มันมีความรู้สึกว่าเป็นของเลอค่าสำหรับสมาชิกรัฐสภา ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เป็นเพียงหลักประกันในการทำหน้าที่ของคนเหล่านั้น เพราะว่า ส.ส.รัฐบาลมีมากกว่าฝ่ายค้าน หากมีการจับกุมเมื่อมีการโหวตกันไปแล้วก็กลับมาโหวตใหม่ไม่ได้ นี่จึงเป็นหลักเพื่อให้การใช้สิทธิ์ในฐานะตัวแทนประชาชน ตรงตามเจตจำนงของประชาชน

               ส่วนร่างรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มจะผ่านความเห็นชอบในชั้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือไม่ วิรัตน์ชี้ว่า มีประเด็นหลักๆ 5-7 ประเด็นที่แสดงความเห็นกันและถูกนำไปปรับแก้ไข ซึ่งเท่าที่อ่านดูแล้วจึงเชื่อว่าน่าจะผ่าน

               “ส่วนตัวแล้วเห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญต้องเหมาะกับสังคมไทย ณ วันนี้เวลานี้ ส่วนตัวเชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญน่าจะชี้แจงได้ เช่นเดียวกับการทำประชามติที่เห็นว่าน่าจะผ่านเช่นกัน” หัวหน้าทีมกฎหมายผู้นี้คาดการณ์ถึงอนาคตร่างรัฐธรรมนูญ

               แต่ทั้งหมดเป็นมุมมองของซีกนักการเมือง ขึ้นอยู่กับสมาชิก สปช.ว่าจะ “คิดเหมือน” หรือ “คิดต่าง” ต้องจับตาดูต้นเดือนกันยายน ว่า ผลลงมติจะออกมา “ผ่าน” หรือ “ถูกคว่ำ”?