ข่าว

‘ไพบูลย์’โวสปช.เห็นด้วย‘ปฏิรูปก่อนลต.’

‘ไพบูลย์’โวสปช.เห็นด้วย‘ปฏิรูปก่อนลต.’

03 ส.ค. 2558

‘ไพบูลย์’โวสปช.เห็นด้วย‘ปฏิรูปก่อนลต.’ ขณะที่‘วรากรณ์’ขวางร่างรธน.ยุบ‘สสส.-ไทยพีบีเอส’ สอนมวยหลักการใช้งบประมาณที่ถูกต้อง

              3ส.ค.2558 นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขอลายชื่อสมาชิกสปช.เพื่อสนับสนุนตั้งคำถามประชามติว่าเห็นด้วยกับการปฏิรูป 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง ว่า เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับสมาชิกสปช.เบื้องต้นพบว่าขณะนี้มีผู้เห็นด้วยกับแนวทางนี้มากพอสมควร โดยกลุ่มสปช.ที่เห็นด้วยมาจากหลากหลายกลุ่มไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นสปช.ด้านใดหรือเป็นสปช.จังหวัด ซึ่งหากได้รายชื่อครบตามระเบียบข้อบังคับการประชุมที่ผู้เสนอญญัตติต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 5 คน แล้วตนก็จะทำเป็นหนังสือเพื่อเสนอเป็นญัตติต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช.ภายในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ ญัตติดังกล่าวจะมีการนำมาหารือในวันเดียวกันกับที่สมาชิกสปช.จะต้องทำหน้าที่ลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 7 กันยายน แต่หากสปช.มีมติว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่ต้องมีการพิจารณาเรื่องการตั้งคำถามทำประชามติอีกต่อไป ดังนั้นจึงต้องขอชี้แจงกับคนที่เข้าใจผิดว่าในวันลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถพิจารณาวาระอื่นๆได้อีกนั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดไว้ชัดเจนว่าสปช.สามารถดำเนินได้ทั้งลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและการพิจารณาประเด็นคำถามในการดำเนินการจัดทำประชามติ


‘วรากรณ์’ขวางร่างรธน.ยุบ‘สสส.-ไทยพีบีเอส’

                นายวรากรณ์ สามโกเศศ นักเศรษฐศาสตร์การคลัง และอธิการบดี ม.ธุรกิจบัญฑิต  กล่าวว่าตน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในมาตรา 190 โดยบัญญัติให้การจัดเก็บภาษีอากรเพื่อเป็นรายได้แผ่นดินจะต้องจัดเก็บจากฐานภาษีต่างๆให้ครบฐาน ทั้งจากฐานรายได้ ฐานการซื้อขาย และจากฐานทรัพย์สิน การกำหนดนโยบายและอัตราภาษี ต้องคำนึงถึงความเป็นกลาง ความเป็นธรรมในสังคม ความทั่วถึง ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลัง และข้อผูกพันระหว่างประเทศ ให้มีการจัดระดับของภาษีเป็นสองระดับคือ ภาษีระดับชาติ และภาษีระดับท้องถิ่น และการตรากฎหมายให้หน่วยงานรัฐจัดเก็บภาษีและจัดสรรเงินจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรตามกฎหมาย ซึ่งมิใช่การจัดสรรภาษีหรืออากรให้องค์การบริหารท้องถิ่นหรือมิใช่การจัดสรรเงินให้พรรคการเมืองตามกฎหมาย จะกระทำมิได้ ซึ่งจะเป็นการยกเลิกระบบ Earmarked Tex หรือที่คนไทยรู้จักกันในส่วนที่เป็นกองทุนจากค่าทำเนียมและภาษีสุราและบุหรี่  หรือเรียกกันว่าภาษีบาป  ซึ่งมีผลเสียคือทำให้เกิดการมัดมือตนเองให้เสียความยืดหยุ่นความคล่องตัวในการทำงานในโลกที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น  และองค์กรที่รับผลกระทบโดยตรงคือ สสส. และไทยพีบีเอส  รวมทั้งกองทุนกีฬาแห่งชาติที่ สนช. เพิ่งผ่านกฎหมายให้จัดตั้งขึ้น

                “ทราบมาว่าเบื้องหลังมีอีกหลายแห่งที่อยากจะขอใช้กองทุนจาก Earmarked Tex แบบนี้  โดยการจัดสรรพิเศษจากส่วนหนึ่งของภาษีอะไรก็แล้วแต่  เขาก็เลยกลัวว่าระบบการคลังจะเป็นปัญหา  จึงขอให้ยกเลิกเด็ดขาด  ซึ่งจะส่งผลให้ สสส. กับ ไทยพีบีเอสจะถูกยุบไปด้วย  ซึ่งผมว่ามันเพี้ยน  เพราะ Earmarked Tex มันไม่ผู้ร้ายนะ และมีการใช้กันมายาวนาน  และไม่ได้ใช้เฉพาะในประเทศไทย  คือทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นได้ว่าโครงการที่รัฐจะทำมีการทำจริงจัง เช่นโครงการกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรม เป็นต้น”
 

ติงร่าง รธน.ถอยหลังลงคลอง

                นายวรากรณ์กล่าวด้วยว่าแนวคิดที่ว่าจะให้ทุกอย่างเข้าสู่การควบคุมด้วย พรบ.งบประมาณมันเป็นไปไม่ได้  อย่างกองทุนหมุนเวียนก็ควบคุมไม่ได้  รับวิสาหกิจเองก็ไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ  คือในธรรมชาติมันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบที่จะให้รายได้ทั้งหมดเข้ามาสู่รัฐอย่างเดียว  มันยังมีองค์กรมหาชนที่เขาได้เงินของเขาเองมา  โลกปัจจุบันมันก็ไม่ใช่โลกของการควบคุมแล้ว  แต่เป็นเรื่องการการบริหารจัดการภายใน  โดยภาครัฐตรวจสอบอีกชั้น  ขณะที่การควบคุมทั้งหมดโดยภาครัฐมันเป็นโลกการคลังสมัยก่อน  และสมัยนี้วิธีการคลังที่ก้าวหน้าคือต้องปล่อยให้บริหารเอง  ประเมินเองแล้วรัฐมาตรวจสอบ เพียงแต่สามารถควบคุมได้ในระดับรองคือเรื่องของภาษีอากร  การดูแลกำกับให้มีประสิทธิภาพ  โดยอาจจะบังคับได้ว่าการตั้งกองทุน Earmarked Tex  จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติแทนการออกเป็นกฎกระทรวง

                แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ทาง กมธ.ยกร่างฯ ยังได้กำหนดในบทเฉพาะกาลในมาตรา 281(1) ระบุไว้ว่าให้ชะลอการบังคับตามรัฐธรรมนูญนี้ไปอีก 4 ปีหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับ  โดยในระหว่าง 4 ปีดังกล่าว  ก็ยังสามารถออกกฎหมายเพื่อรองรับให้ สสส. หรือไทยพีบีเอสให้ปรับสถานะเพื่อให้ยังคงดำรงอยู่ได้ ซึ่งเจตนารมณ์เดิมที่จะให้รายได้แผ่นดินเข้าสู่ระบบงบประมาณที่ผ่านรัฐสภา  ก็เพื่อป้องกันกรณีการใช้รูปแบบการออกกฎหมายพิเศษเพื่อใช้จ่ายเงินกู้โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ  เช่น พ.ร.บ.เงินกู้โครงการไทยเข้มแข็ง  และ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ 2 ล้านล้านบาท

 
สอนมวยหลักการพ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน

                “หลักการคือ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีต้องแสดงภาพรวมการใช้จ่าย  แสดงงบดุลของประเทศทั้งหมด  ไม่ใช่ซุกไว้ใน พ.ร.บ.ใช้จ่ายงบประมาณอื่น ๆ  และเห็นว่าแม้จะนำงบประมาณการใช้จ่ายขององค์การมหาชนต่าง ๆ มาไว้ในระบบงบประมาณ  ไม่น่าจะเกิดผลทำให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงได้โดยง่าย เพราะเป็นประเพณีที่ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติจะไม่เข้าไปแตะต้อง  เช่นเดียวกับกรณีงบประมาณของศาล และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ได้ถูกแทรกแซงได้โดยระบบงบประมาณ ในระหว่าง 4 ปีตามบทเฉพาะการ  ก็สามารถแก้พระราชบัญญัติให้ทั้งสององค์กรให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ  โดยแปรให้เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐจ่ายผ่านระบบงบประมาณแผ่นดินแทน

                “อันที่จริงเป็นหลักการเดิมที่มีมาตั้งแต่ในร่างแรก  คือบัญญัติไว้ว่าการจ่ายเงินแผ่นดินต้องผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณฯ เป็นหลัก  โดยพยายามนิยามคำว่าเงินแผ่นดินให้หมายรวมถึงภาษีอากรด้วย เพราะในระยะหลัง ๆ มีการก่อตั้งองค์กรใหม่ที่หักเงินจากต้นทางภาษีก่อนเข้าคลังจำนวนมาก  เงินเหล่านี้จะไม่ปรากฏใน พรบงงบประมาณฯ ประจำปี  ต่อมามีข้อเสนอให้ทบทวนตัดนิยมของเงินแผ่นดินออก  จึงเขียนใหม่อย่างที่เห็น”แหล่งข่าวระบุ

 

“คำนูญ”หนุนใช้ผ่านระบบงบประจำปี

                ด้าน นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกมธ.ยกร่างฯ  กล่าวว่า กมธ.ยกร่างฯ ได้รับทราบถึงหนังสือดังกล่าวแล้ว โดยหลักการเห็นว่าการใช้งบขององค์กรต่างๆจะต้องกระทำโดยผ่านวิธีการงบประมาณ  หรือ ผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่วนหน่วยงานของรัฐที่กฎหมายไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน  ที่ขณะนี้มี 2-3 องค์กร แม้จะไม่สามารถแก้ไขเรื่องการหักภาษีมาให้หน่วยงานโดยตรงได้ แต่ต่อไปการใช้งบประมาณต่างๆ จะต้องกระทำตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย โดยจะบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ  ในขณะที่องค์กรใหม่ๆ ในลักษณะดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ที่ขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของสนช. กมธ.ยกร่างฯ อาจจะไม่ยอมให้มีการหักภาษี ไปให้หน่วยงานนั้นๆได้โดยตรงอีกต่อไป  รวมทั้งการใช้งบประมาณก็ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งจะบัญญัติในหลักการของรัฐธรรมนูญ หรือบางส่วนก็อยู่ในบทเฉพาะกาลเช่นกัน


พท.เตือน‘วันชัย’พูดระวังทำบรรยากาศเสียหาย

              นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ สปช.ออกมาระบุมีนักการเมืองเคลื่อนไหวปลุกเร้าประชาชน เพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ว่า ตนยืนยันว่าในภาคอีสานไม่มี นายวันชัยก็พูดไปเรื่อย วันนี้ทุกคนในพรรคเพื่อไทยรอ และคอยดูว่านายกฯจะทำตามโรดแมพที่ได้วางไว้หรือไม่ แต่ถ้าถามว่าชาวบ้านอยากเลือกตั้งหรือไม่ เขาอยากเลือกตั้งอยู่แล้ว ส่วนนักการเมืองเราก็รอให้นายกฯทำตามโรดแมพ เราไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย เราจึงพยายามเงียบ และพูดให้น้อยที่สุด ทั้งนี้การที่นายวันชัยออกมาพูดแบบนี้ทำให้บรรยากาศในการเดินหน้าสู่โรดแมพที่วางไว้เสียหาย ที่บอกนักการเมืองหรือกลุ่มการเมือง คนไหนหรือกลุ่มไหนระบุให้ชัด ฝ่ายความมั่นคงเขาจะได้เรียกคุยได้ ไม่ใช่พูดมาลอยๆ อย่างไรก็ตามฝากเตือนนายวันชัยพูดจาให้ระมัดระวังด้วย


วิปรัฐบาลจ่อชงกฎหมายให้ทางเลือกผู้ต้องหา 

              นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิปรัฐบาล) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่พ.ศ...) ที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอเข้ามา ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการสอบสวน หรือจำเลยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งต้องถูกคุมขังและต้องขออนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว โดยศาลจะมีกำหนดวงเงินประกันตัว ทั้งนี้พ.ร.บ.ดังกล่าวจะเป็นการให้ทางเลือก โดยจะให้ติดตั้งเครื่องติดตามตัวอิเล็คทรอนิกส์กับบุคคลนั้นๆ โดยต้องอยู่ในพื้นที่ที่ศาลกำหนด ซึ่งหากรับข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้วงเงินในการประกันตัวลดน้อยลง หรืออาจจะไม่ต้องเสียงเงินประกันเลย ทั้งนี้วิปรัฐบาลจะส่งกฎหมายดังกล่าวให้สนช.และคาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสนช.ภายในวันพฤหัสบดีที่ 6 ส.ค.นี้


เผยเตรียมถกสตช.หาข้อสรุปปมขาดแคลนกำลังพล

              นายสุวพันธุ์  กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปรัฐบาล) ว่าที่ประชุมได้มีการพิจารณากฏหมายสำคัญ 2 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (กองตำรวจประจำการ) พ.ศ. ...  2.พ.ร.บ.ประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของศาลยุติธรรม โดยพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาตินั้น ได้มีการสอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกฏหมาย เช่น อำนาจหน้าที่ของตำรวจกองประจำการ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนตำรวจกองประจำการ โดยที่ประชุมมีมติให้อนุกรรมการวิปรัฐบาลไปหารือเพิ่มเติมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อให้ข้อสังเกตตามที่วิปรัฐบาลมีการสอบถามไป จากนั้นค่อยนำกลับมาพิจารณาในที่ประชุมวิปรัฐบาลอีกครั้ง โดยประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ และการขึ้นทะเบียนตำรวจกองประจำการแล้ว ร่างกฏหมายดังกล่าวยังเขียนไว้กว้าง ดังนั้นเพื่อให้สังคมเกิดความมั่นใจในวิธีปฏิบัติจึงต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทางสตช.ชี้แจงต่อวิปฯ คือ ความขาดแคลนกำลังพล ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถจัดหากำลังพลให้ได้ เนื่องจากใช้งบประมาณค่อนข้างสูง การใช้ตำรวจกองประจำการจึงสามารถลดงบประมาณลงได้ โดยจะมีการออกกฎระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มาอีกครั้ง

              “เขาอยากได้กำลังเพิ่ม เช่น ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ขณะนี้มีอายุเฉลี่ยค่อนข้างสูง ตอนนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการว่าจะสามารถหาวิธีใดในการหาตำรวจกองประจำการที่เหมาะสม และสังคมให้ความเชื่อมั่น ซึ่งตำรวจเกณฑ์เคยมีกฏหมายเดิม แต่ถูกยกเลิกไปประมาณเมื่อปี 2540 ซึ่งการให้อนุกรรมการวิปรัฐบาลไปหารือกับสตช.นั้นไม่มีกรอบระยะเวลา แต่ต้องศึกษาให้รอบด้านเพราะเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจ และตั้งคำถามหลายประเด็น” นายสุวพันธุ์ กล่าว


ประสานเสียง‘หม่อมอุ๋ย’รัฐบาลบริหารงานตามโรดแม็พ

              นายสุวพันธุ์  กล่าวถึงกรณีการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ ที่ออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งว่า การจะเสนออะไรมาของช่างเขา รัฐบาลเดินตามโรดแม็ป นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าจะยึดตามโรดแม็ป


              ขณะที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยึดตามโรดแม็ป เราบอกกับประชาชนว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประชาชนไทย แต่ยังหมายถึงประชาคมโลก เมื่อเราสัญญากับประชาชนและประชาคมโลกไว้ ก็ต้องยึดตามที่เคยได้กล่าวไว้ ไม่เช่นนั้นเราจะถูกว่าได้